รักไม่ได้.....บอกกับตัวเอง
ชีวิตคนเราตั้งแต่เด็กจนโต ต้องผ่านความรักทั้งแบบครอบครัว เพื่อน จนมาถึงแบบเพศตรงข้าม (รักแบบหนุ่มสาว) ซึ่งความรักในแต่ละเรื่องที่กล่าวมาก็จะมีความแตกต่างรูปแบบออกไปตามปัจจัยของแต่ละคน

แต่ผมว่าหลายคนน่าจะอินกับเรื่องรักหนุ่มสาวกันเสียเยอะ

เพราะอะไร?

ก็ไปดูบทเพลงตั้งแต่รุ่นพ่อรุ่นแม่จนมาถึงรุ่นเราซิ เพลงอกหัก รักคุด ตุ๊ดเมิน ผมว่าแทบจะเกิน 50 เปอร์เซ็นต์ ในบทเพลงทั้งหลายในประเทศไทย มีแต่เพลงรักแบบอกหักเสียเยอะ (อย่าถามข้อมูลวิชาการเป๊ะๆ นะ คาดเดาจากที่สังเกตมา)

แน่นอน ผมก็มีประสบการณ์ความรักในหลายรูปแบบ แต่ความรักที่หลายคนเจอคือความรักในที่ทำงาน

เป็นความรักที่ผมเคยพูดกับตัวเองไว้ว่าจะไม่มีวันเกิดขึ้นกับผม ต่อให้ผู้หญิงคนนั้นจะสวยปานนางฟ้าขนาดไหนก็ตาม

ทำไมล่ะ?

เพราะผมคิดว่า การมีแฟนที่ทำงานมันจะต้องทำให้คุณต้องเบื่อแน่ๆ เจอกันทุกวัน คุยกันทุกวัน ผมว่า มันจะทำให้เวลาที่เราไปนัดเดทกันจริงๆ มันออกจะยังไงไม่รู้ (คิดเอาเองนะ และผมก็เคยมีประสบการณ์ตรงจากคนเคยรู้จัก) ที่สำคัญถ้าเกิดเลิกขึ้นมา ไม่อยากจะคิดเลยว่าการทำงานจะเป็นเรื่องที่น่าเบื่อและอึดอัดขนาดไหน คุณจะทำตัวเหมือนกับว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้นในที่ทำงาน จากคนที่เคยรักกันเป็นคนอื่น

มันกัดกินหัวใจดีแท้!

แต่ผมดันมีประสบการณ์แอบชอบหรือไม่ก็ไม่ค่อยแน่ใจนัก ที่แน่ๆ รู้สึกดี

ความรู้สึกดีนี่แหละ เป็นเรื่องอันตรายที่ทำให้ใจเราถลำลึกไปกับห้วงอารมณ์ตามธรรมชาติของร่างกายและจิตใจที่อยากอยู่ใกล้ๆ รวมถึงความอยากครอบครอง

ผมได้พบกับผู้หญิงที่ทำงานคนนึง ผมสมมุติว่าเขาชื่อ "ป" นะครับ

ป เป็นพนักงานใหม่ที่เพิ่งเข้ามาทำงานได้สักพัก แค่วันแรกที่เธอทำงาน ผมก็ต้องมาจัดโต๊ะทำงานให้เธอ และยังเป็นโต๊ะทำงานที่ใกล้ๆ ผมเพียงแค่หันหลังให้แก่กันคืบเดียว

มันใกล้ชิดมากไปแล้ว!
แต่ผมว่าหลายคนน่าจะอินกับเรื่องรักหนุ่มสาวกันเสียเยอะ

และเรื่องที่สำคัญคือ เธอเป็นคนน่ารักพอสมควร บางทีสิ่งที่ผมเคยคิดว่าไม่อยากมีแฟนในที่ทำงาน มีความคิดแว๊บขึ้นมาว่า "ก็ได้อยู่นะ" อยากจะทำลายทฤษฎีของตัวเองที่เคยตั้งเกณฑ์ให้พังไปตรงหน้า (ความตั้งมั่นกับใจมันสวนทางกัน)

หลังจากวันที่จัดโต๊ะ เราก็ไม่ค่อยได้คุยกันหรอก เจอหน้าตอนเช้าผมก็ได้แต่สวัสดีแบบแห้งๆ วันแล้ววันเล่า คุยกันก็แค่ "สวัสดีครับ" และ เธอก็ "สวัสดีค่ะ" ตามมารยาทไทยๆ บางทีผมก็ชอบความน่ารักของเธอนะ ตัวเล็กๆ ผิวขาว หุ่นก็ใช้ได้ โอ้ นี่มันนางฟ้าชัดๆ

และอีกเรื่องที่กวนใจและร่างกายชายหนุ่มกลัดมันอย่างผมพอสมควรคือ การนั่งอยู่ใกล้ๆ กัน มันทำให้ผมต้องมารับกลิ่นน้ำหอมอันเย้ายวนของ ป ทุกวัน ซึ่งรบกวนสมาธิการทำงานพอสมควร แต่เธอทำให้ผมรู้สึกดีๆ ขึ้นทุกวัน

ทำไมมันหอมอย่างนี้

แต่อย่างที่ผมกล่าวไว้ช่วงต้นๆ นโยบายของผมคือการไม่มีแฟนที่ในที่ทำงาน ก็ยังคงเป็นกฎเหล็กของผมอยู่ ทำให้ผมนึกถึงบทเพลงที่ตัวเองชอบฟัง ณ ห้วงเวลานั้น

"รักไม่ได้ บอกกับตัวเอง หัวใจตัวเอง
ต้องห้ามตัวเอง บอกมันอย่าหวั่นไหว
รักเขาไม่ได้ เขาดียังไง
ชอบเขาเท่าไหร่ก็ต้องหยุดไว้เอง"

พี่บุรินทร์ มาบอกผมให้หักห้ามใจเถิด ถ้าไม่อยากเลยเถิดและเกิดปัญหา ผมรู้สึกแอบชอบเธอขึ้นมาจริงๆ แล้วใช่ไหม หลังจากเจอกันมาสักพักแล้ว

ถึงขนาดว่า ลงเอาชื่อเล่นเธอ มาค้นหาใน Google ก็ได้เจอ Facebook ของเธอ

ปากบอกไม่แต่การกระทำมันอยากให้รู้จักเธอมากขึ้น พอได้รู้เห็นโปรไฟล์ Facebook ที่ไม่ได้เปิดเผยมากนัก แต่ก็ยังได้เห็นบางรูป ที่ดูอืม ก็ดีนะ คิดในใจ

จนมีเหตุการณ์นึงที่ทำให้ผมต้องสปาร์คนิดหน่อย เพราะอยู่ดีเธอคนนั้นต้องไปข้างนอกและก็รบกวนผมให้ช่วยยกของ ซึ่งเป็นครั้งแรกที่ผมได้คุยกับเธอมากกว่าคำว่าสวัสดี

ระหว่างที่ยกของขึ้นรถ ผมและเธอก็ได้มีโอกาสคุยกันนิดหน่อยๆ

ถามว่าผมทำงานที่นี้กี่ปีแล้ว แล้วบริษัทเป็นอย่างไร สักพัก!

เหมือนใจจะตรงกัน เรายกของพร้อมกันโดยที่มือสัมผัสกัน จากนั้นผมก็ขอโทษ แต่ในใจทำไมมันรู้สึกดีจัง เย้ย! นี่ซินะที่เขาเรียกว่า อารมณ์หนุ่มสาวแบบ หวาบหวาม

และเราก็ยังเจอกันที่ออฟฟิศแทบทุกวัน ซึ่งแน่นอน ทฤษฎีการไม่มีความรักกับคนที่ทำงานเดียวกัน จะยังอยู่หรือไม่นั้น คงต้องถามหัวใจของผมเองแล้วล่ะ ว่าเราพร้อมจะลุยหรืออยู่กับทฤษฎีตั้งต้นของเรา
SHARE

Comments