การจัดการความเครียด
   "ปวดหัวจังเลย!!! ทำไมถึงเครียดอย่างงี้" 
    ภาวะความเครียดเกิดขึ้นได้จากหลายสาเหตุ ไม่ว่าจะเป็นจากปัจจัยภายในหรือปัจจัยภายนอกก็ตาม อาทิ การได้รับผลกระทบด้านร่างกายทำให้เกิดความเครียด / การได้รับผลทางจิตที่ละเอียดอ่อน
    ซึ่งเมือเกิดภาวะเครียดไม่ว่าจะปัจจัยใดก็ตาม มนุษย์จะเข้าสู่โหมด "สู้หรือหนี" ซึ่งเป็นโหมดการเอาชีวิตรอดที่ติดตัวมาแต่อดีตนานมากแล้ว สาเหตุมาจากสมัยก่อน มนุษย์จำเป็นจะต้องอาศัยและหากินอยู่ในป่า จึงทำให้ต้องพยายามที่จะต้องเอาชีวิตรอดเพื่อดำรงเผ่าพันธุ์ ซึ่งมนุษย์ในยุคนั้นใช่การจัดการความเครียดผ่านกระบวนการ "สัญชาตญาณ" เมื่อเจอภัยอันตรายเราเลือกที่จะสู้หรือจะหนี อาจจะขึ้นอยู่กับความอันตรายด้วย อาทิ มนุษย์เผชิญกับสัตว์ใหญ่ที่มีอันตรายมากและมนุษย์มีความสามารถที่จะหนีให้พันจากอันตรายดั่งกล่าวได้ มนุษย์เลือกที่จะหนีออกจากมุมนั้นเพื่อไปที่ ที่ปลอดภัยกว่า แต่เมื่อใดที่มนุษย์เจออันตรายที่ไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ หรือ "ภาวะหมาจนตรอก" มนุษย์จำเป็นจะต้องสู้เพื่อที่จะชนะอันตราย ซึ่งการกระทำดั่งกล่าวอาจจะถือได้ว่า เป็น"การจัดการความเครียดยุคเริ่มต้น" และยังถูกฝั่งอยู่ในมนุษย์ยุคปัจจุบันแต่มีการปรับเปลี่ยนในรูปแบบต่างๆ
     ซึ่งปัจจุบันมีการวิวัฒนาการ การจัดการความเครียดมากมายไม่ว่าจะเป็น วิธีแบบตะวันออก หรือ วิธีแบบตะวันตก จากการศึกษาและเข้าใจและนำมาปรับใช่กับผู้เขียนเองจะสามารถแบ่งได้เป็น 3 ช่วงการจัดการความเครียดแบบฉบับของ ตัวผู้เขียน 
      1.ช่วงก่อตัวความเครียด 
   เราไม่สามารถรู้ได้เลยว่าเราเกิดความเครียดได้จากภาวะในบาง ไม่ว่าจะด้านร่างกายหรือด้านจิตใจ แต่สมองเราสามารถรับรู้ได้และเก็บสะสมความเครียดเหล่านั้นไว้ สิ่งแรกที่พวกเราควรทำคือ การนั้งทบทวนตนเองว่า เรามีความเครียดหรือไม่ ถ้ามีคือ เครียดเรื่องอะไร สิ่งที่สองที่ควรทำคือ พยายามย้อนความว่าความเครียดดั่งกล่าวเกิดจากอะไรและสาเหตุของการเกิด เกิดจากปัจจัยภายในหรือปัจจัยภายนอก 
    เมื่อเรานำข้อมูลทั้งหมดที่ได้มาดูภาพรวมและค่อยลงไปเจาะลึกในสิ่งที่ภาพรวมไม่สามารถบอกได้จะทำให้เรา สามารถพิจราณาและทรายถึงความเครียดที่อยู่ด้านไหนได้ ซึ่งจะเป็นฐานข้อมูลนำไปสู่่ ช่วงต่อไปของ"การจัดการความเครียด" คือ
     2.ช่วงสู้หรือหนี
  การที่อดีตเป็นเหมือนสัญญาณย้ำเตือนอนาคตบรรพบุรุษของพวกเราไม่เคยทอดทิ้งพวกเราอีกทั้งยังฝาก บางสิ่งบางอย่างที่สำคัญที่จะช่วยทำให้เราผ่านวิกฤตชิีวิตอันยิ่งใหญ่และรอดพ้นมาได้ทุกครั้ง คือ "การสู้หรือหนี"  บ่อยครั้งเราใช้สัญชาตญาณแก้ไขปัญหาที่ผ่านเข้ามา ซึ่งเรานำมาใช้โดยไม่รู้ตัวผ่าน"การจัดการความเครียดโดยธรรมชาติ" ไม่ผ่านการปรุงแต่ง คือการสู้หรือหนี 
    อย่างที่กล่าวไปข้างต้นมนุษย์ในอดีตมักจะเลือกวิธีการหนี เมื่อสามารถหลีกเลี่ยงอันตรายที่เปิดโอกาสให้ หนีได้มากกว่า เพราะการเผชิญหน้ากับสิ่งอันตรายมีความเสี่ยงและอาจจะเปลืองแรงมากกว่า ดั่งนั้น การจัดการความเครียดแบบธรรมชาติที่พบก็มักจะเป็น การพยายามหลีกเลี่ยงความเครียดโดยเบี่ยงเบนความสนใจไปหากิจกรรมที่ลดความเครียด หรือก่อให้เกิดความเครียดน้อย อาทิ การดูโทรทัศน์ เล่นเกมส์ หรือแม้กระทั้งพยายามปกปิดความเครียด และละเลยมันไปซึ่งจะส่งผลต่อการสะสมความเครียดเข้ามาในสมอง แต่เมื่อทวีคูณความเครียดที่มากขึ้นจนวันหนึ่งการสะสมนั้นเป็นผลกระทบต่อร่างกาย จนไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้อีก การเปลี่ยนแปลงจากการ "หนี" มาสู่การ "สู้" ก็จะเกิดขึ้น "ภาวะหมาจนตรอก" เกิดขึ้นเมื่อเกิดสภาวะดั่งกล่าวสิ่งที่จะพบคือ เราจำเป็นต้องสูญเสียแรงที่มากขึ้นและพลังงานที่มากขึ้นเพื่อต่อสู้กับความเครียดที่เป็นอันตรายต่อเรา เมื่อร่างกายมีพลังงานสะสมไม่เพียงพอสิ่งที่จะตามต่อมาคงจะหนีไม่พ้นการสูญเสีย บ่อยครั้งที่ภาวะทางอารมณ์ไม่ถูกควบคุมและไม่ได้เตรียมตัวอย่างเหมาะสมจงส่งผลต่อ ชีวิตเมื่อเราต้องเผชิญหน้ากับความเครียดที่หลีกเลี่ยงไม่ได้และไม่พร้อมจะรับกับความเครียดดั่งกล่าว อาทิ การตัดสินใจที่แย่ลงเมื่อเกิดความเครียดมาก การเลือกที่ลดการใช้เหตุผลในการทำกิจกรรมบางอย่างเพื่อเตรียมพลังงานต่อสู้กับความเครียดที่จะเกิดขึ้น 
       ดั่งนั้น "การจัดการความเครียดของตัวผู้เขียนเองจึงนำวิธีการ "สู้หรือหนี"เอามาใช่เพื่อการจัดการความเครียดอย่างมีประสิทธิภาพและพร้อมที่จะเตรียมพลังงานเพื่อต่อสู้กับความเครียดที่หลีกเลี่ยงไม่ได้  โดยที่เราได้จะนำฐานข้อมูลจากช่วงแรก คือขั้นก่อตัวความเครียดมาเข้าสู่กระบวนการ "สู้หรือหนี" โดยแบ่งเป็น 3 ขั้นตอน
        1. นำฐานข้อมูลมาชำแหละเมื่อเรายังหาจุดความเครียดสะสมไม่พบ เพราะทุกวันเราจะต้องรับความเครียดเข้ามาทุกวัน แหละอาจจะเป็นความเครียดเล็กๆที่เราอาจจะไม่ได้ใสใจ แต่ถึงอย่างไรเราก็ละเลยมันไปไม่ได้เพราะมันอาจจะสะสมจนต้องเข้าสู่การเสียพลังงานในการแก้ปัญหาภายหลังได้ ดั่งนั้นขั้นตอนนี้ เราความจะหาเวลาในการนั้งพิจราณาตัวเองถึงเรื่องที่เกิดในทุกๆวัน ว่าวันนี้เราได้ทำอะไรลงไปบ้าง (อาจจะเป็นอาทิตย์ละวันก็ได้) แต่เมื่อเราทำเป็นประจำเราจะพบว่าจริงๆแล้วเรารับรู้ถึงความเครียดที่เกิดขึ้นว่ามีความเครียดเรื่องอะไร และก็จึงนำเข้าไปสู่ช่วงการก่อตัวเพื่อรับรู้ถึงฐานข้อมูลความเครียดย่อยๆ เพื่อนำไปบริหารต่อไป
         2. การนำความเครียดมาบริหาร ที่ได้กล่าวมามนุษย์เรานั้นมีการจัดการความเครียดแบบธรรมชาติอยู่ในตัวและมักจะหลีกเลี่ยงความเครียดโดยอัตโนมัติ แต่การหลีกเลี่ยงความเครียดที่มากเกินไปอาจจะทำให้เราเเกิดความเครียดใหม่ขึ้นมาจากการได้รับสิ่งกระตุ้นบางอย่างที่มากเกิดควร และอาจจะทำให้ ชินชาในการกระตุ้นเพื่อลดความเครียดนั้นจนทำให้เกิดอาการเบื่อหน่ายโดยตรงจากการทำกิจกรรมนั้น หรือโดยอ้อมจากการทำกิจกรรมนั้นแต่ก็ยังเกิดความเครียดได้ ดั่งนั้นการที่ได้รับสิ่งกระตุ้นที่พอประมานจะทำให้ ความเครียดที่ลดลง เพราะคนเรามีปริมาณการรับสิ่งกระตุ้นที่ไม่เท่ากัน ดั่งนั้นเราจำเป็นต้องรู้ถึงขีดความสามารถในการแก้ไข้ปัญหาความเครียด เราจะพบว่าคนที่มีการบริหารความเครียดได้ดีจะมีลักษณะที่รับสิ่งกระตุ้นทางความเครียดเพียงเล็กน้อยก็สามารถลดความเครียดได้ ดั่งนั้นการที่จะสามารถที่จะเป็นผู้จัดการความเครียดได้นั้นจำเป็นจะต้อง มีการฝึกฝนและมีวินัย อาทิ เราเล่นเกมส์มากจนเกินไปเราอาจจะสนุกอยู่กับเกมส์แต่ร่างกายไม่สามารถทนรับการทำงานของสายตามากจนเกินไปก็อาจจะทำให้เกิดผลเสียได้ต่อร่างกายทำให้ร่ายกายเกิดความเครียดแทนถึงมีเรายังรู้สึกสนุกก็ตาม ดั้งนั้นในขั้นตอนที่สอง เราจำเป็นต้องมีการบริหารเวลาในการจัดการความเครียดที่เหมาะสม อาทิเมื่อเกิดความเครียดเราเพียงหาเวลาที่เหมาะสมในการใช้เวลาการจัดการความเครียดดั่งกล่าว การบริหารความเครียดไม่เพียงแค่ช่วยในการรับรู้ถึงความขีดจำกัดทางอารมณ์เพียงเท่านั้นแต่ยังช่วยในเรื่องการเตือนสติถึงการกระทำที่ซ่ำซากจนเกิดภาวะแทรกซ้อนขึ้นได้อีกด้วย
        3.การป้องกันและกำจัดความเครียดอย่างถูกวิธี ที่ได้กล่าวมาข้างต้นทุกๆคนมีการจัดการความเครียดที่แตกต่างกัน และมีการเลือกทำกิจกรรมที่ตนเองคิดว่าช่วยลดความเครียดของตนได้แต่อย่าลืมไปว่า จะง่ายขึ้นมากเมื่อเรารู้จากป้องกันไม่ให้เกิดความเครียดก่อนจะทำให้เราสามารถจัดการความเครียดและลดการเผชิญหน้ากับความเครียดได้ดีขึ้น สิ่งสำคัญคือ "สติ" นั้นคือเมื่อเรารู้จักการเตรียมรับมือกับภาวะการตัดสินใจบางอย่างอยู่เสมอจะทำให้เราช่วยลดความเครียดลงได้ หรือถึงกระนั้นก็อาจจะช่วยในการรองรับความเครียดที่จะเกิดขึ้นได้เป็นอย่างดีซึ่งถือเป็นวิธีหนึ่งในการหนีออกจากความเครียดนั้นก่อนที่ความเครียดจะเข้ามาหา อีกวิธีหนึ่งในการจัดการกับความเครียดคือการเผชิญหน้ายอมรับความจริง จริงๆแล้วความเครียดเกิดจากการตัดสินใจหรือการกระทำที่เกิดขึ้นมาโดยเรามิได้ตั้งใจ โดยเกิดขึ้นจากตัวเราเอง หรือสภาวะแวดล้อม การแก้ปัญหาความเครียดในภาวะทั้งสองนี้คือ การทำความเข้าใจ หรือ เดิินออกจากสภาวะแวดล้อมนั้นส่ะ มันอาจจะเป็นเรื่องที่ง่ายสำหรับความเครียดง่าย อาทิ มีอาการโกรธกันระหว่างคนสองคนการแก้ปัญหาให้พยายามดึงตัวเองออกจากภาวะนั้นโดยเร็ว แต่มันจะยากขึ้นเมื่อเราไม่สามารถหลีกเลี่ยงภาวะนั้นได้จริงเราเพียงแค่เรื่องต้นหาจุดยืน และเริ่มทำใจเพื่อรองรับความเครียดและพยายามหาโอกาสในการสลัดความเครียดออกไป ด้วยวิธีต่างจากเล็กไปวิธีที่ใหญ่ขึ้นและพยายามมองหาโอกาสเพื่อให้หลุดพ้นความเครียดดังกล่าว
       จาก 3 ขั้นตอนเราพบว่า การวางแผนในการจัดการความเครียดผ่าน การสู้หรือหนี จะทำให้เรามีการเตรียมตัวเพื่อรองรับและหาทางออกได้ทันเมื่อเรารับรู้ถึงอันตรายหรือภัยที่กำลังเข้ามาจะทำให้เราสามารถจัดการมันได้อย่างทันเวลา
        3.ช่วงเวลาในการสลัดความเครียด "....คุณมีงานอดิเรกไม ไม่มีจงไปหามาส่ะ" งานอดิเรกคือสิ่งหนึ่งที่จะช่วยให้เราพ้นจากความเครียดได้ง่ายที่สุดเพราะเรารู้แล้วว่าเราชอบอะไรจัดการอะไรและควรทำอะไร แต่ยังมีอีกหลายคนที่ยังมองหาไม่เจอจึงยังไม่เป้าหมายในการจัดการความเครียดที่ถูกต้อง การมองหางานอดิเรกเล็กน้อยๆก็จะเป็นการง่ายในการจัดการความเครียดเบื้องต้น และนานๆครั้งจะทำให้สลัดคงามเครียดออกไปได้ในระยะเวลาหนึ่ง แต่อย่างไรก็ตามมันย่อมไม่ใช่สิ่งที่ทำถาวรอย่างที่กล่าวไปข้างต้นว่าอะไรที่มากเกินไปก็คงไม่ใช่ผลดีสักเท่าไร อีกอย่างหนึ่งที่จะทำให้สลัดความเครียดได้คือ การเริ่มทำให้ความเครียดเป็นเรื่องชีวิตประจำวันและเรามองข้ามมันไปอยู่เสมอๆจะบอกว่ามองโลกในแง่บวกก็ไม่เชิง เพราะ สิ่งที่บวกอยู่เสมอจะทำให้เรามองข้ามบางสิ่งที่สำคัญไป แต่อย่างไรก็ตามขอให้มองแบบ บวกๆ+++ ไว้ก็จะดีกว่าเพราะมันจะทำให้เราเปิดกว้างที่จะรับบางสิ่งบางอย่างและไม่ปิดกันจนทำให้เกิดปัญหาภายหลัง 
            ทั้งหมดคือ การจัดการความเครียดที่อาจจะเป็นเพียงแนวทางมันอาจจะนำไปปรับใช้ได้จริงในบางสถานการณ์ แต่ในบางช่วงเวลาก็อาจจะต้องมีการประยุกต์แต่ผู้เขียนอยากจะฝากอย่างหนึ่งนั้นคือ เมื่อไรที่เราเริ่มเครียดจงคิดว่านั้นคือบทเรียนชีวิตแลละถ้าเราผ่านมันไปได้ ความเครียดนั้นจะกลายเป็นพลังให้เราก้าวต่อไป 
          ขอบคุณสำหรับการติดตามอ่าน ........ขอให้ไม่เครียด และอาการปวดหัวจะหายไป
          
      
    
SHARE
Writer
Loop
write
I love everything.

Comments