รุ่นพี่คนนั้นกับความรู้สึกที่เกิดขึ้น
คุณว่าคนเราจะรักคนที่ไม่เคยแม้แต่คุยกันได้ไหม


เรื่องนี้เป็นเรื่องราวเล็กๆที่เกิดขึ้นตอนเรียนมัธยม 
แต่จริงๆเราได้เจอกันก่อนหน้านั้น
คงเป็นธรรมดาที่ตอนเด็กๆเราจะมีเพื่อนในหมู่บ้านมานั่งเล่นกัน ไร้สาระวันๆเป็นเรื่องปกติ ด้วยความบังเอิญ แถวบ้าน มีบ้านหลังหนึ่งที่รับฝากดูแลเด็ก ซึ่งก็มีเด็กหลายช่วงวัย ตอนนั้นเราเองน่าจะอยู่ป.5 ตามปกติแล้วเด็กรุ่นเดียวกับเราไม่น่าจะมาอยู่บ้านรับเลี้ยงเด็ก แต่ก็ยังมีพี่น้องคู่หนึ่ง ซึ่งคนพี่รุ่นเดียวกับเรา ทำให้เรามีเพื่อนเล่นช่วงปิดเทอม กลุ่มเพื่อนเราก็ขยายกลุ่มใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ เราเป็นผู้หญิงคนเดียวในนั้น มีเรื่องราวมากมายเกิดขึ้น แต่เราจะไม่พูดถึงตอนนี้ เอาเป็นว่าน้องชายของเพื่อนคนนั้นทำให้เราได้รู้จักพี่คนหนึ่ง

เมื่อไม่นานก่อนช่วงปิดเทอมปีนั้น มีเพื่อนบ้านย้ายเข้ามา เราไม่ได้สนใจอะไรหรอก จนถึงช่วงปิดเทอม เรามักจะได้ยินเสียงคนเตะบอลบ่อยๆ แรกๆก็ไม่ได้สนใจอะไร แต่ก็ยังคงได้ยินนั้นทุกวันๆด้วยความสงสัย จึงแอบเดินไปดูบ้าง แต่เจ้าของเสียงเตะบอลนั้นก็หายไปก่อนทุกที

จนมาวันหนึ่งเกิดเหตุการณ์บางอย่างขึ้น เรากับคนในบ้านสงสัยว่าต้นไม้แถวฟุตบาทข้างถนน(พวกผู้ใหญ่แทบนั้นช่วยกันปลูกและรดน้ำ) ทำไมถึงหักโค่นลง เราจึงสังเกตจนได้รู้ว่าเป็นฝีมืิอของใคร จึงเอาไปเล่าให้น้องชายของเพื่อนฟัง(ตอนนั้นเจอพอดี) สมมติน้องชื่อโอ น้องก็ฟังลักษณะแล้วถามว่าพี่ที(นามสมมติ หมายถึงลูกชายของบ้านที่เพิ่งย้ายมา)เหรอ เราก็บอกว่าไม่ใช่ๆ เป็นจังหวะพอดีที่พี่ทีเดินออกมาพร้อมลูกฟุตบอล โอก็ตะโกนถามพี่เขาทันที "ว่าพี่ทำต้นไม้หักเหรอ" 

'ตายแล้ว' 

ถามไปแบบนั้นได้ไง ที่สำคัญคือดันบอกว่าเราเป็นคนบอก เราก็รีบปฏิเสธว่าไม่ใช่ๆๆ พี่เขางงๆ เป็นเพราะกลัวพี่เขาโกรธ อาย หรือเพราะอะไรไม่รู้เรารีบวิ่งเข้าบ้านมาโดยไม่ได้อธิบายเลย 

นั่นแหละครั้งแรกที่เจอหน้ากัน ไม่น่าประทับใจเลยใช่ไหม 


เราก็คิดอย่างนั้น

แถมยังจำหน้าไม่ได้ด้วย รู้แค่ว่า สูง ไม่ขาวมาก และก็ใส่แว่น 

น่าตลกจริงๆที่เราวิ่งหนีมา ปล่อยให้โอ กับพี่ทียืนงง

เมื่อเปิดเทอม เราไม่ได้เจอกับเพื่อนกลุ่มนั้นอีกเลย เพราะจริงๆแล้วบ้านพวกนั้นไม่ได้อยุ่ใกล้เราเท่าไหร่ แถมยังเริ่มโตเกินกว่าที่พ่อแม่จะมาฝากไว้กับบ้านที่รับดูแลเด็กแล้ว เรายังคงดำเนินชีวิตตามปกติ โดยที่เรื่องนั้นค่อยๆเลือนหายไปตามเวลา แต่ทุกครั้งที่เรานึกถึงมัน เราจะรู้สึกอายๆทุกครั้งและเก็บอาการไม่ค่อยอยู่จนถึงทุกวันนี้ แม้จะคิดอยู่คนเดียวก็เถอะ

จนกระทั่ง ผ่านไปปีกว่า

เย็นวันหนึ่งขณะที่นั่งรถประจำทางกลับบ้าน เราเห็นพี่ผู้ชายคนหนึ่งใส่ชุดโรงเรียนเดียวกัน เราไม่ได้คิดอะไรแค่รู้สึกไม่คุ้นหน้า(ผู้ชายโรงเรียนเราน้อยมาก เรียกได้ว่าแทบทุกคนจำหน้าผู้ชายในโรงเรียนได้) ที่สำคัญคือลงรถหมู่บ้านเดียวกับเรา!!! ด้วยความบังเอิญ วันนั้นเราและพี่คนนั้น ต่างต้องเดินเข้าหมู่บ้านเอาเอง เราพยายามเดินห่างๆอยู่ข้างหลัง พร้อมคิดและสงสัยขึ้นเรื่อยๆ ถึงความไม่คุ้นหน้าและความบังเอิญนี้ จนใกล้ถึงบ้านเรา พี่คนนั้นก็ยังเดินทางเดียวกัน ในที่สุดก็ถึงบ้านพี่คนนั้น จึงทำให้รู้ว่า พี่ทีที่เราบังเอิญไปกล่าวหา(แบบไม่ได้ตั้งใจ และความเข้าใจผิด) ตอนนี้กลายมาเป็นรุ่นพี่ที่โรงเรียนเรา!!! แถมยังอยู่มาหนึ่งปีแล้วด้วย(พี่เขาม.5 ส่วนเราม.2) และภายในอาทิตย์เดียวเราก็ถามเพื่อนๆจนรู้ว่า พี่เขาเป็นคนที่ฮอตในหมู่สาวๆในโรงเรียนมาก 

หลังจากนั้นเราก็สังเกตพี่ทีบ่อยๆ จนเกิดความรู้สึกหนึ่งขึ้นมา

หมั่นไส้!
ด้วยความที่รุ่นพี่รุ่นน้องต่างกรี๊ดกร๊าดกัน ทำให้เรารู้สึกหมั่นไส้เล็กๆ และหงุดหงิดทุกครั้งที่เห็น แต่ก็ไม่รู้เหมือนกัน เมื่อไหร่ที่เราพยายามเดินผ่านที่ที่พี่ทีนั่งประจำ เดินผ่านสนามฟุตบอลที่พี่ทีไปหลังเลิกเรียน แอบมองเข้าไปในห้องเรียนที่พีเขาเรียน จนเพื่อนเราสังเกตและถามตรงๆว่า เราชอบพี่ทีเหรอ เราตอบไปว่าจะบ้าเหรอคนที่ทำตัวเด่นๆแบบนั้นน่ะเหรอ โดดเรียนเตะบอลกับเพื่อนน่ะเหรอ คนแบบนี้ไม่เคยคิดจะชอบเลยสักนิด แต่ก็นั่นแหละ คำถามเพื่อนคนนั้นทำให้เราคิดว่าทำไมเพื่อนถึงคิดแบบนั้น เราเริ่มกลับมาสังเกตตัวเอง และกว่าเราจะเข้าใจว่าเราชอบพี่ทีเข้าแล้ว ก็เมื่อพี่ทีจะจบม.6พอดี

เราไม่ได้ชอบพี่ทีที่หน้าตาหรือว่าความป็อปของพี่เขาหรอกนะ สิ่งที่เราเห็นมันมากกว่านั้น ตั้งแต่ที่เริ่มแอบมองพี่ทีโดยไม่รู้ตัว เราเห็นมุมอื่นๆมากมาย พี่ทีเป็นคนรักเพื่อน รักครอบครัว เสียสละได้เพื่อคนที่ตัวเองรัก พี่เขาน่ารักกับคนรอบข้างเสมอ นั่นคงเป็นเหตุผลที่ใครๆก็ชอบพี่เขา

แต่พี่เขาจะจบม.6ละนะ

เราควรบอกชอบพี่เขาไหม

เราอาจได้เจอเขาเป็นครั้งสุดท้ายนะ

แต่ถ้าไม่ล่ะ...บ้านเราก็ใกล้กัน ถ้าได้เจอกันอีก บอกไป... แล้วมองหน้าไม่ติดละ

แน่นอนคนที่เคยวิ่งหนีปัญหาเข้าบ้านอย่างเรา เลือกที่จะไม่บอก 


เราใจกล้าทำได้เพียงให้ดอกไม้แสดงความดีใจกับพี่เขาในวันจบม.6 เหมือนจะเป็นโอกาสให้เราได้คุยกันนะ แต่ไม่เลย
ก็ดอกไม้ที่เราตั้งใจซื้อมาให้ เมื่อไปอยู่ในมือพี่เขาแล้ว ก็เป็นแค่หนึ่งในดอกไม้เกือบนับร้อยดอกทีพี่เขาได้
พี่ทีแทบไม่เห็นเราด้วยซ้ำ เพราะมีคนมากมายเหลือเกินที่แสดงความยินดีกับพี่เขา

ปิดเทอมอีกครั้ง ฉันรู้สึกกับพี่ทีมากแค่ไหนกันนะ??? นั่นคือสิ่งทีเราคิด

ร้องไห้

ใช่
เราร้องไห้ 
เมื่อคิดว่า เปิดเทอมหน้า เราจะไม่ได้เจอกับพี่เขาอีกแล้ว อยู่ดีน้ำตาก็ไหลออกมา เราร้องแบบเงียบๆอยู่หลายวันจนทำใจได้ ถึงอย่างไรบ้านเราก็ใกล้กันสักวันเราคงได้เจอกัน


จะดูโรคจิตไหม ถ้าเราบอกว่าเราสมัครอีกเฟซ เพื่อที่บอกชอบพี่เขา เพราะเรารู้ไง ว่าคนที่ไม่เคยคุยกันจะรักกันได้ยังไง เราเพียงแค่อยากบอกพี่เขาเท่านั้น อย่างน้อยให้รู้ว่ายังมีคนคอยห่วงและเป็นกำลังใจให้พี่เขาเสมอ แม้จะรู้ว่าพี่ตอบตามมารยาท แต่นั่นแหละ พี่เขาน่ารักกับทุกคนเสมอ เราได้คุยกันนิดเดียวเท่านั้น เราทำได้เพียง ส่งข้อความในวันเกิด วันปีใหม่ วันวาเลนไทน์ให้พี่เขาเท่านั้น เพราะกลัวพี่เขารำคาญ แต่ในทุกครั้งพี่ทีก็ตอบกลับมาตลอด ถึงแม้จะแค่ประโยค ขอบคุณ หรืออาจเป็นเพียงสติ๊กเกอร์ก็ตาม 

เรายังติดตามเรื่องราวของพี่ทีผ่านเฟซบุ๊ก เรื่องราวการเรียน เพื่อน ความรัก ความเศร้าที่พี่เขาได้รับ คอยเฝ้ามองห่างๆ เราทำได้เพียงเท่านี้แหละ มองพี่ทีมีแฟน เลิกกับแฟน คนแล้วคนเล่า 

จนตอนนี้

เราเข้ามหาวิทยาลัย

เราร้องไห้ครั้งสุดท้าย กับการต้องไปอยู่หอ ทำให้โอกาสเจอกันน้อยลงไปอีก เพราะต่างคนต่างอยู่หอ อยู่ต่างมหาวิทยาลัย อยู่ต่างจังหวัด 

เราตัดสินใจจะเริ่มชีวิตใหม่ โดยให้เรื่องของพี่ทีเป็นเพียงอดีตที่อยู่ข้างในใจ เป็นเรื่องราวดีๆที่เราจะไม่ลืม 

เราเลิกใช้เฟซปลอม และค่อยๆหายไปจากพี่เขา (แม้ตอนนี้เราเริ่มจะเปลี่ยนใจแล้ว เพราะมันเป็นช่องทางเดียวที่จะได้ยินดีและอวยพรในเทศกาลต่างๆ รวมถึงวันสำคัญของพี่ที)

แน่นอนเราเริ่มรักคนใหม่ มีเรื่องราวใหม่มากมายเกิดขึ้น ผิดหวัง เสียใจ แต่ทุกครั้งที่เรากลับบ้านเรายังคงคิดถึงพี่ที

คนที่แค่รู้ว่าอาจจะได้เจอกันอีกก็ทำให้เราตื่นเต้นทุกครั้ง


คนที่แม้ตอนนี้เปลี่ยนไปจากเดิมมากแค่ไหน ก็ไม่ได้ทำให้ความรู้สึกเราเปลี่ยนไป


เราคงรักพี่คนนั้นไปแล้วแหละ แม้ต่อจากกนี้เราอาจรักใครอีก แต่สำหรับพี่คนนี้เราก็ยังคงรักและเป็นห่วงอาจไม่ใช่แบบคนรัก อาจเป็นแค่พี่กับน้อง แต่เราก็รักพี่เขาเสมอ

ก็ความรักมันก็เหมือนกันหมด 
อย่างที่เราเคยบอก รัก ก็คือ รัก
วันนี้ 2 มกราคม 2560
พี่คนนั้นกลับมาบ้านอีกครั้ง 
เราไม่ได้เจอหรอก
อย่างที่มีคนเคยพูด เห็นแค่หลังคาบ้านก็รู้สึกดี
ของเราคงเป็น เห็นแค่รถก็รู้สึกดี

สำหรับคนที่ทำให้เราตื่นเต้นทุกครั้งที่อาจจะได้เจอ

ยังคงแอบหวังลึกๆว่าเราจะได้เจอกัน

รักและคิดถึงเสมอ ดูแลตัวเองดีๆนะคะ

พี่ ม...

SHARE

Comments

ayapachi
3 years ago
short story มากค่า 555555
Reply
Thanwa_phynix
3 years ago
ถ้า longจะเป็นตอนๆ ถ้าshort คือตอนเดียวจบไง555