"Learned Helplessness" -- ความสิ้นหวังอันเกิดจากการเรียนรู้
whenever people ask me what I’d most like to change about the white working class, I say, “The feeling that our choices don’t matter.”
--J.D. Vance, Hillbilly Elegy: A Memoir of a Family and Culture in Crisis 

วันก่อนหยิบหนังสือเรื่อง Hillbilly Elegy (http://amzn.to/2hLdCfN) มาอ่าน เพราะเห็นมีคนพูดถึงเยอะมากในแง่ที่ว่า ถ้าอยากเข้าใจกลุ่มคนที่เลือก Trump ในการเลือกตั้งที่ผ่านมาของสหรัฐฯ ก็ต้องอ่านเรื่องนี้

พออ่านจบแล้วก็ต้องยอมรับว่า เรามีความรู้สึกสองอย่างที่ค่อนข้างจะไปกันคนละทางสำหรับหนังสือเล่มนี้

ในแง่มุมนึง มันก็มีประเด็นที่เราเห็นด้วยมากๆ อยู่เยอะ แต่ในอีกบางแง่มุม เราก็รู้สึกว่าไม่ค่อยเห็นด้วยเท่าไหร่ และหลายครั้งก็รู้สึกไม่แน่ใจว่าประสบการณ์ของผู้เขียนคนเดียวนี้จะเป็นตัวแทนของประสบการณ์และความรู้สึกของชนชั้นทำงานผิวขาวทั่วๆ ไปของสหรัฐฯ ได้มากน้อยแค่ไหน

หนังสือเล่มนี้เป็นเรื่องราวชีวิตจริงของผู้เขียน ที่เกิดและเติบโตขึ้นมาในครอบครัวที่มีที่มาและวัฒนธรรมในแบบ "Hillbilly" (คำนี้เป็นคำที่ใช้เหมาเรียกกลุ่มคนผิวขาวที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ชนบทในบริเวรที่เป็นภูเขาในประเทศสหรัฐฯ การใช้คำนี้ในบางกรณีอาจจะมีความหมายแฝงในเชิงเหยียดว่าเป็นคนที่ไม่มีการศึกษา และก้าวร้าวรุนแรง) ซึ่งที่ผ่านมา คนผิวขาวชนชั้นแรงงาน (White Working Class) เหล่านี้ เคยได้มีงานในโรงงานหรือตามเหมืองถ่านหินที่จ่ายเงินเดีอนได้ดี แต่หลังจากที่เริ่มมีโลกาภิวัตน์ (globalization) มากขึ้นๆ ปรากฎว่าโรงงานหลายแห่งในสหรัฐฯ กลับต้องปิดตัวลงไป ส่งผลให้คนกลุ่มนี้มีปัญหาทั้งทางด้านสังคมและทางด้านเศรษฐกิจ ไม่มีงาน ไม่สามารถย้ายออกจากเมืองที่ทรุดโทรมลง(เพราะไม่สามารถขายบ้านที่เคยซื้อไปแล้วย้ายไปที่อื่นได้) จนต้องทนสภาพกับการมีคุณภาพชีวิตที่แย่ลงๆ

ถึงแม้ว่าผู้เขียน J.D. Vance จะโตขึ้นมาพร้อมกับปัญหาหลายอย่าง รวมถึงการมีคุณแม่เลี้ยงเดียวที่มีปัญหายาเสพติด แต่ในที่สุดแล้วจากแรงผลักดันของคุณตาคุณยาย ผู้เขียนก็สามารถเรียนจนจบ ม. ปลาย ไปสมัครเป็นทหาร และสามารถส่งตัวเองเรียนมหาวิทยาลัยและโรงเรียนกฎหมายชื่อดังอย่าง Yale Law School ได้ในที่สุด จนสามารถดึงตัวเองจากชีวิตชนชั้นทำงานที่ยากจน ขึ้นมาประสบความสำเร็จขึ้นมาได้

หนึ่งในสิ่งที่ผู้เขียนบอกว่าสำคัญที่สุดที่อยากให้มีการเปลี่ยนแปลง ถ้าต้องการทำให้ชีวิตของชนชั้นทำงานผิวขาวดีขึ้นได้ คืออยากให้ความรู้สึกที่ว่า "สิ่งที่เราเลือกมันไม่มีความหมายอะไร" นั้นหมดไป

ความรู้สึกว่า "สิ่งที่เราทำ หรือสิ่งที่เราเลือก ไม่มีความหมายอะไร" "ยังไงๆ ก็ทำอะไรไม่ได้หรอก" "ถึงพยายามแค่ไหนก็ไม่ทำให้อะไรดีขึ้นมาหรอก" นั้นเค้าเรียกว่า "Learned Helplessness" -- ความสิ้นหวังอันเกิดจากการเรียนรู้ เป็นหนึ่งในงานวิจัยแรกๆ ของ Prof. Martin Seligman ที่ขึ้นชื่อได้ว่าเป็นบิดาแห่งจิตวิทยาเชิงบวกกันเลยทีเดียว

ในการทดลองนั้น มีสุนัขบางตัวที่ถูกทำให้อยู่ในสภาพที่ว่า ไม่ว่ามันจะทำอะไรก็ตาม ก็จะถูกไฟฟ้าซ๊อตเสมอๆ โดยที่ไม่รู้ว่าไฟฟ้าจะมาเมื่อไหร่ ไม่มีทางออกอะไรให้มันเลย พอถึงจุดหนึ่ง สุนัขพวกนี้ก็จะเรียนรู้ที่จะรู้สึกสิ้นหวังไปหมดทุกอย่าง ถึงแม้ว่าสถานการณ์จะเปลี่ยน ถึงแม้ว่าจะมีทางออกให้มันสามารถเดินหนีออกจากการถูกไฟฟ้าซ๊อตได้โดยง่ายดาย มันก็ยังคงไม่สามารถทำอะไรนอกจากนั่งร้องด้วยความสิ้นหวังต่อไป

ผิดกันกับสุนัขอีกกลุ่มที่ในตอนแรกมีทางเลือกที่จะทำอะไรซักอย่างที่จะทำให้ไฟฟ้านั้นหยุดไปเช่นให้มันสามารถกดปุ่มอะไรซักอย่างเพื่อให้ไฟหยุด ซึ่งสุนัขกลุ่มนี้ก็จะสามารถหาวิธีช่วยเหลือตัวเอง เอาตัวเองออกจากสถานการณ์ที่ไม่ดีเหล่านี้ได้

คนเราก็เช่นกัน ถ้าเราโตขึ้นมาในสถานการณ์ที่ทำให้เรารู้สึกว่า ความพยายามของเราไม่ได้ก่อให้เกิดความเปลี่ยนแปลงอะไร สิ่งที่เราทำไม่มีประโยชน์ เราไม่สามารถพัฒนาชีวิตตัวเองให้ดีขึ้นมาได้เลยไม่ว่าเราจะทำอะไรก็ตาม ก็จะกลายเป็นว่าเราก็จะไม่มีแรงบันดาลใจอะไรลุกขึ้นมาหาทางออกให้ตัวเอง กลายเป็นว่ามัวแต่ปล่อยให้สิ่งรอบข้างเกิดขึ้นรอบๆ ตัว โดยที่เรามัวแต่โทษสิ่งอื่นรอบกายและไม่ทำอะไรเพื่อตัวเองบ้างเลย

แต่แน่นอนว่า ถ้าความสิ้นหวังมันเป็นสิ่งที่เรียนรู้กันได้ ในทางกลับกันความหวังและการมองโลกในแง่ดีก็เป็นสิ่งที่เรียนรู้กันได้เช่นกัน และเรื่องพวกนี้เองที่เป็นหนึ่งในธีมหลักที่จะเห็นกันบ่อยๆ ในพวกหนังสือการพัฒนาตนเองทั้งหลาย (ซึ่งเราเองก็เคยเขียนถึงมาหลายรอบแล้วเหมือนกัน) สิ่งที่สำคัญมากๆ สำหรับการพัฒนาตนเองคือการที่ทำให้เรารู้สึกว่าสิ่งที่เราทำ สิ่งที่เราเลือก ไม่ได้ไร้ประโยชน์อะไรนะ และสุดท้ายแล้ว สิ่งที่เกิดขึ้นกับตัวเราก็เป็นผลมาจากการกระทำและทางเลือกของเราเอง เพราะถ้าเราไม่ได้เชื่อเช่นนั้นแล้ว เราก็คงไม่แม้แต่จะพยายามที่จะพัฒนาตนเองให้ขึ้นมาได้

และถ้าเราต้องการที่จะเห็นการพัฒนาของสังคมและของประเทศ สิ่งที่สำคัญมากๆ ก็คือการที่ประชากรทั่วๆ ไปก็ต้องไม่มีความรู้สึกที่สิ้นหวังกันเช่นนี้เหมือนกัน เพราะการพัฒนาอะไรก็ตามก็ต้องเริ่มจากรากฐานกันที่คนเหมือนกัน

และนี่ก็คือประเด็นหลักที่เราชอบและเห็นด้วยมากๆ ในหนังสือ Hillbilly Elegy นี้ ชอบมากกว่าเรื่องราวในประเด็นของการเมือง เศรษฐกิจ และสังคมที่ถูกพูดถึงในเรื่องนี้ซะอีก แต่ในขณะเดียวกัน เรื่องการแก้ปัญหาเรื่องพวกนี้ที่หนังสือนี้กล่าวถึงก็เป็นสิ่งที่เราไม่เห็นด้วยที่สุดในเล่มนี้อีกเหมือนกัน เพราะผู้เขียนหนังสือเล่มนี้กล่าวในเชิงที่ว่าปัญหานี้ไม่ใช่ปัญหาที่นโยบายต่างๆ ของรัฐบาลจะมาช่วยแก้ไขได้ แต่เรากลับมองว่า ถ้าจะต้องแก้ไขปัญหานี้ในวงกว้าง ก็ต้องพยายามกดดันให้ภาครัฐมีส่วนร่วมในการออกนโยบายที่ช่วยอยู่ดี (หรืออย่างน้อยๆ ก็ต้องมีองค์กรหรือหน่วยงานอะไรที่ใหญ่หน่อยมามีส่วนร่วม) เพราะถึงแม้ว่าเราจะเชื่อว่าเราสามารถเปลี่ยนแปลงชีวิตเราผ่านสิ่งที่เราทำได้ แต่การที่จะไปคาดหวังให้คนอื่นๆ อีกทั้งประเทศหรือทั้งชุมชนอยู่ๆ มีความคิดแบบนี้โดยไม่ได้มีใครไปทำอะไรซักอย่างก็คงเป็นไปได้ยาก

แต่เอาเป็นว่า หากใครสนใจอ่านเรื่อง Learned Helplessness นี้เพิ่มเติม สามารถอ่านได้ในหนังสือ Learned Optimism (http://amzn.to/2gyBP8a) ได้เลยค่า เป็นหนึ่งในหนังสือที่อยากแนะนำให้ทุกคนได้อ่านมากๆ เลย

ส่วนถ้าใครอยากอ่านเรื่องราวที่เราเคยเขียนมาก่อนหน้านี้ ที่อาจจะมีส่วนเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้บ้างเล็กน้อย ก็ลองหาดูตามลิสต์นี้ละกันนะคะ

Related Post:
"I think, I think, therefore I can change what I am." - Walter Mischel 
"เครื่องมือ" หลากหลายของสมองสำหรับการเปลี่ยนแปลงสิ่งที่เราเป็น
http://on.fb.me/1VyNVja

Smarter Faster Better: Motivation - เปลี่ยน Chore ให้กลายเป็น Choice/Challenge
http://on.fb.me/25xURAZ

Smarter Better Faster: Motivation - แล้วเราควรจะฝึกสร้างแรงบันดาลใจในระยะยาวยังไงดี?
http://on.fb.me/1VvRzcQ

Fixed vs. Growth Mindset: ความสามารถพัฒนาขึ้นได้มั้ย
http://on.fb.me/1R8KcSw

การเรียนรู้กับการเปลี่ยนพฤติกรรม
http://on.fb.me/29eJk0Q

The Serenity Prayer: ขอให้มีปัญญาในการรู้ว่าอะไรเปลี่ยนได้อะไรเปลี่ยนไม่ได้
http://on.fb.me/26cpJq2

Feeling Good: Beating Do-Nothingism - แผนการลดการผัดวันประกันพรุ่ง
http://on.fb.me/1Xb3Dzf

Originally Posted On:
http://on.fb.me/2hzTONB

Books:: 
Hillbilly Elegy: A Memoir of a Family and Culture in Crisis
by J. D. Vance: http://amzn.to/2hLdCfN

Learned Optimism: How to Change Your Mind and Your Life by Martin E. P. Seligman: http://amzn.to/2gyBP8a

SHARE
Writer
Cloud9
นักอ่านแอบเขียน
https://www.facebook.com/1Thing.1Thing

Comments

CopyCAT
3 years ago
อย่าเพิ่งสิ้นหวังนะครับ ^^
Reply