ชายผู้เคยมีหาง

ผมรู้จักชายคนหนึ่ง เขาเคยเป็นบางอย่างที่พิเศษ บางสิ่งที่ไม่ใช่ทุกคนจะได้เป็น ไม่ว่าคนนั้นจะอยากได้มันหรือไม่ คนผู้นั้นก็ได้เป็นสิ่งนั้นแล้วตั้งแต่เกิด ได้เป็น 

ชายผู้มีหาง


ใช่แล้ว คุณฟังไม่ผิดหรอก 
หาง หางแบบหางเป็นหาง หางสัตว์ที่เต็มไปด้วยขนฟูฟ่อง 
อวัยวะที่ว่ากันว่าบรรพบุรุษของพวกเราเลือกจะตัดทิ้ง
ผ่านสงครามเอาตัวรอดทางพันธุกรรมครั้งใหญ่ 
แต่ดูเหมือนจะมีสถานที่แห่งหนึ่งที่คิดว่าอวัยวะชิ้นนี้
ยังจำเป็นต่อพวกเขาอยู่ เขาผู้เคยมีหางเล่าให้ผมฟังว่า 


เขามาจากภูเขาสูงตอนเหนือ ที่นั่นเต็มไปด้วยดอยต่างๆมากมาย 
หลายที่ตอนนี้เต็มไปแฮชแทคและแสงแฟรช แต่ดูเหมือนหมู่บ้านเล็กๆ 
ของเขาจะรอดตกสำรวจไปจากฝูงนักท่องเที่ยวพันทิพ จากสายตาผู้คน
ที่นั้นดูแตกต่างแปลกแยก นานๆทีถึงจะมีคนนอกหลุดเข้ามา 
พวกเขาอยู่ที่นั่นตั้งแต่เกิดและเลือกที่จะแก่ตายไป ณ ตรงนั้น 
หลายคนเลือกจะสร้างหลุมรอไว้เลยด้วยซ้ำ พวกเขาพอใจที่ได้เกิดและตายที่นั่น 
ไม่เคยมีใครคิดที่จะออกที่นั่น และพวกเขาเองก็ไม่ต้อนรับคนใหม่ๆ
ให้เข้าสู่หมู่บ้านพวกเขาเช่นกัน สาเหตุนั้นอาจจะเป็นเพราะความพิเศษของพวกเขา 
อวัยวะที่ดูเหมือนจะจำเป็นต่อการใช้ชีวิตที่นี่ หาง
ชาวบ้านทุกคนที่นี่ ไม่ว่าจะเพศไหน อายุเท่าไหร่ ทุกคนต่างเกิดมาพร้อมหางหมด

ความรู้สึกของการมีหางจะเป็นอย่างไร คำถามนี้วนเวียนอยู่ในหัวผม 
ผมจะสามารถบังคับมันได้ลื่นไหลเหมือนมือของผมหรือไม่? 
หรือมันเป็นความรู้สึกที่แบบเหมือนจะควบคุมได้แต่ไม่ได้ 
รู้สึกถึงมันได้อย่างเดียว ให้ตายสิ บรรพบุรุษของผมรู้สึกยังไงกันนะ
ผมพยายามเค้นถามเขาถึงคำตอบที่ผมสงสัย คำตอบที่เขาให้ผมมา 
ดูธรรมดาไม่สมกับที่คาดหวังนัก แต่ก็นะมันก็เป็นแค่หางนี่นา


เขา: “ ความรู้สึกของการมีหางอะหรอ จะว่าไงดี มันก็เหมือนกับขาที่สามของมึงนั่นแหละ
รู้ว่ามันมีอยู่ ไวต่อการสัมผัส ไวต่อความรู้สึก แต่ควบคุมอะไรไม่ได้มาก 
แค่จะขยับมันยังยากเลย เป็นอวัยวะที่ไร้ประโยชน์จริงๆ แต่ในตำนานของหมู่บ้านกู 
เขาว่ากันว่าในสมัยก่อน คนรุ่นเก่าสามารถควบคุมมันได้อย่างแม่นยำ 
มากขนาดที่สามารถใช้แทนมือได้ แต่สำหรับคนรุ่นใหม่ๆแล้ว 
การมีหางหรือไม่มีก็ไม่ได้รู้สึกแตกต่างกันมากนักหรอก ”


ผม: “ แล้วคนนอกไม่สงสัยบ้างหรอ ว่าคนในหมู่บ้านนี้เป็นคนประหลาดมีหาง 
ต้องมีคนเอะใจบ้างปะ หางนะเว้ยหาง มีของแบบนี้อยู่จะไม่เตะตาใครสักคนได้ยังไง “

เขา: “ ไม่หรอก หางก็เหมือนเจี๊ยว ใช่ว่ามีแล้วจะโชวใครส่งเดช มีกฎเข้มงวดที่สืบทอดต่อๆกันมาแต่โบราณว่า ห้ามโชวหางให้ใครเห็นนอกจากแม่หมอ แม้แต่พ่อแม่ก็ไม่มีโอกาสได้เห็น 
เมื่อทารกคลอดจะถูกส่งตัวให้แม่หมอทำพิธีจุ่มหาง พันไว้เก็บอย่างมิดชิด 
หางจะถูกปกปิดภายใต้เครื่องทรงที่แม่หมอห่อไว้ แล้วถูกเผาไปทั้งอย่างนั้นตอนตาย “

ผม: “ ถ้างั้น นายก็ไม่เคยเห็นหางของคนอื่นในหมู่บ้านเลยใช่ไหม? “

เขา: “ ใช่ “

ผม: “ อย่าบอกนะว่าแม้แต่หางของตัวเองนายก็ไม่เคยเห็น? “

เขา: “ ใช่ ที่นั้นเป็นป่านะ ถ้านายไม่มีกระจก นายจะเคยเห็นหน้าตัวเองไหม 
ให้พนันเท่าไหร่ก็ได้ นายเองก็ยังไม่เคยรูตูดตัวเองเหมือนกันนั่นแหละ “

ผม: “ ก็จริง ”

เขา: “ ตอนอยู่บ้านที่นั่นไม่กระจก สิ่งเดียวที่พวกเราใช้แทนกระจกคือแม่น้ำกับคนรอบข้าง แต่เนื่องจากหางเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ จะให้ไปแก้ผ้าส่องดูที่แม่น้ำก็จะถูกฆ่าเอา นายไม่เคยมีหางอาจจะสงสัย แต่ทุกคนที่นั่นรวมถึงกูไม่เคยมีใครสงสัยเลย พวกเรามีหาง เรารู้สึกถึงมันได้เสมอแม้จะไม่เห็นมัน บางอย่างไม่จำเป็นต้องเห็นก็รู้และสัมผัสได้ว่ามันอยู่ตรงนั้น ”

ผม: “ แล้ว... นายไปทำยังไงหางมันถึงได้หายไป ? “

เขา: “ กูละเมิดกฏศักดิสิทธิของหมู่บ้าน เลยถูกลงโทษ ”

ผม: “ พอจะเล่าได้ไหม ”

เขา: “ ครั้งหนึ่ง มีนักท่องเที่ยวกลุ่มหนึ่งหลงมาที่หมู่บ้าน 
จริงอยู่หมู่บ้านเราไม่ติดต่อกับภายนอก แต่นานๆครั้ง 
ก็มักจะมีนักท่องเที่ยวหลงมา ปกติตามกฎ คนแรกที่พบจะต้องเป็นคนดูแล 
และพาพวกเขาออกจากหมู่บ้านไม่เกินสองยาม กูเป็นคนไปเจอพวกเขา
มีกันสี่คน ในนั้นมีสาวสวยคนหนึ่งอายุรุ่นเดียวกับกู 
เธอหน้าตาไม่เหมือนใครที่เคยเห็นมาก่อนเลย จมูกโด่งผิดมนุษย์ 
ตาเธอสีเทากลมโต และ ผมของเธอสีน้ำตาลสวยกว่าดอกหญ้าไหนๆที่กูเคยเห็น 
กูเลยเผลอใจ พยายามเข้าไปตีสนิท พยายามไปคุยด้วย เวลาผ่านไปรวดเร็ว 
ก็ใกล้ครบกำหนดสองยามที่ต้องส่งพวกเธอลงจากเขา 
ตัวกูก็ไม่มีอะไรพิเศษมากมายจะไปสู้ชายหนุ่มคนอื่นที่เธอเคยพบเจอ 
จะมีก็คงมีแต่หางนี่แหละที่คนเมืองจะไม่มี กูเลยตัดสินใจแหกกฎ 
อวดเธอไปว่ากูมีหาง เธอดูตกใจปนกับสนใจ เธอคงคิดว่ากูโกหก 
กูเลยพยายามจะถอดเครื่องทรงเพื่อโชวให้เธอดู แต่ในขณะที่กูแกะ

แม่หมอกับทุกคนในหมู่บ้านก็โผล่มา แม่หมอสาปแช่งกูต่อหน้าทุกคน 
ก่อนจะกระชากเครื่องทรงออกมาต่อหน้าต่อตาผู้หญิงคนนั้น 

ณ ตอนนั้น หางของกูก็ได้หายไปเสียแล้ว

แม่หมอลงโทษกูโดยการทำลายหางของกูไป ก่อนจะขับไล่กูและนักท่องเที่ยวลงจากหมู่บ้าน 
กูสูญเสียทุกอย่าง สูญเสียบ้านเกิด สูญเสียเพื่อนฝูง สูญเสียตัวตน สูญเสียเธอคนนั้น 
และสูญเสียหางไปตลอดกาล “



เมื่อเขาเล่าจบเขาก็ร้องไห้ ฟุบตัวเองอยู่กับโต๊ะ ไม่พูดอะไรกับผมอีกเลย
อย่างที่เขาบอก คงมีหลายอย่างในชีวิตที่สำคัญกับเรามาก 
เราเชื่อว่ามีมันอยู่แม้จะไม่เคยเห็นมันก็ตาม 
เราเคลื่อนไหวร่างกายตอบสนองไปกับมัน 
มันเหมือนเป็นพลังงานบางอย่างที่ช่วยให้หัวใจเรายังเต้น 
มันอาจไม่สำคัญว่าหางของเขามีอยู่จริงหรือไม่

เพราะไม่ว่ามันเคยมีอยู่หรือไม่เคยมีอยู่ก็ตาม 

เขาก็ได้กลายเป็นชายผู้เคยมีหางเสียแล้ว
SHARE
Written in this book
him & her
เขา และ เธอ
Writer
LettersPart
designer
story about him and her

Comments