เรียนเจ้านายที่(ไม่)เคารพ
     เชื่อว่าหลายๆคนมีหัวหน้างาน ไม่ว่าตัวเองจะอยู่ในตำแหน่งไหนๆก็ตาม ซึ่งหัวหน้าหรือเจ้านายนั้นต้องเป็นคนที่คลุกคลีทำงานร่วมกับเราอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ซึ่งไอ้การที่หลีกเลี่ยงไม่ได้เนี่ยแหละ ในบางครั้งอาจนำมาซึ่งการกระทบกระทั่งกันในแง่ลบทางคำพูดที่ส่งผลไปถึงจิตใจหรือเรียกง่ายๆว่า”ถูกด่านั่นเองแหละ”

     สำหรับบางคนที่ถูกตำหนิถึงกลับเกลียดเจ้านายตัวเองเลยก็มี เจอหน้ากันก็ไม่ไหว้ กลายเป็นเจ้านายที่เราไม่เคารพ (โถ...ถ้าจะให้กูไหว้มันนะ กูไหว้หมาดีกว่า)
 
     คงไม่มีใครชอบถูกเจ้านายด่าหรอก และเราก็เชื่อว่าเกือบทุกคนต้องเคยถูกเจ้านายตำหนิด้วยกันทั้งนั้น ซึ่งบางครั้งเรื่องที่ถูกด่าอาจเป็นทั้งเรื่องจริง หรือเรื่องที่เจ้านายเข้าใจผิดก็ได้ ปกติแล้วมนุษย์เราเวลาตำหนิหรือด่าใครซักคนมักจะมีอารมณ์แฝงเข้ามาร่วมด้วยเสมอ และมักจะทำให้การใช้เหตุผลลดน้อยลง เพราะอารมณ์มาแทนที่กลายเป็นว่ามีการใส่สีตีไข่เข้าไปบ้าง ซึ่งถ้าคนที่ด่าเราเป็นคนอื่น แน่นอนย่อมโกรธเป็นธรรมดา (ยิ่งถ้าด่าเราในเรื่องที่เราไม่ผิดด้วยนะ...โหโกรธยับ เถียงยิบอะ) แต่ในบางครั้งเราก็ไม่สามารถตอบโต้กลับได้ อาจด้วยเพราะคนที่ตำหนิเรามีอำนาจเหนือกว่าเรา เช่นเจ้านายเรา คนส่วนใหญ่จึงทำได้เพียงนินทาลับหลัง เป็นวิธีการระบายความเครียดอย่างหนึ่งของมุษย์ แต่ถ้าทำบ่อยๆแล้วมักจะติดเป็นนิสัย ขึ้นชื่อว่าติดนิสัยแล้ว มักเป็นการกระทำที่เกิดขึ้นโดยอัตโนมัติ และมันทำให้เราหลงลืมที่จะสำรวจตรวจสอบตัวเองว่ามันเป็นจริงอย่างที่เขาว่าไว้หรือเปล่า ซึ่งถ้าไม่จริงแล้วเราจะเดือดร้อนทำไม แต่มันไม่ค่อยจะเป็นอย่างนั้นนะสิในชีวิตจริงของคนเรา…

ถ้าเราด่ากลับหรือนินทากลับแล้วเราจะต่างอะไรกับเขา

     เพราะทุกครั้งที่เราถูกด่า เราก็มักจะหาทางตอบโต้กลับและมักจะทำในเรื่องที่ขาดสติและเหตุผลมายับยั้งชั่งใจ เราลองคิดดูเล่นๆนะ ถ้าเราด่ากลับหรือนินทากลับแล้วเราจะต่างอะไรกับเขา ผลลัพธ์ที่ตามมาเต็มที่ก็ตำกันตัวต่อตัวแล้วก็ออกด้วยกันทั้งคู่ มันจะได้ประโยชน์อะไรขึ้นมา เราว่านะลองเปลี่ยนมุมมองและวิธีคิดดูใหม่ เช่นว่า อ๋อ ไอ้นี่แม่งชอบว่าเราดีนัก งั้นเรา...(ถ้าว่ากลับหรือนินทากลับก็ไม่ต่างกัน) เปลี่ยนใหม่เป็น เจ้านายเราชอบว่าเราโดยที่ไม่มีเหตุผล งั้นเราเป็นคนมีเหตุผลกลับแม่งเลย มองหาสิ่งที่เขาขาด แล้วเราเอาสิ่งนั้นมาเติมเต็มในตัวเรา เจ้านายเราเป็นคนอารมณ์ร้อน เราอารมณ์เย็นใส่กลับเลย (อยากด่าก็ให้ด่าไป...คิดซะว่าหมามันเห่าเอา...แล้วพิจราณาดูสิว่ามันจะเห่าทั้งวันไหม เชื่อดิเดี๋ยวก็เหนื่อยไปเองแหละ) หรือว่าเจ้านายเป็นคนชอบรับปากแบบปากเปล่า แล้วพอถึงเวลาก็ลืมบ้าง แล้วมาพาลทะเลาะใส่ เราก็แก้ปัญหาด้วยการจดบันทึกเลย ทีนี้ก็ใช้เป็นหลักฐานยืนยันได้แล้ว เจ้านายเราชอบมาสาย เรามาตรงเวลาเลย แล้วไม่ต้องไปป่าวประกาศยกตัวเองว่าดีกว่าเจ้านายเรานะ (เพราะมันจะวนลูปกลับเข้ามาที่นินนทาอีก) เราแค่ทำตัวให้ดีขึ้นในแบบของเรา เท่านั้นก็ดีแล้ว จะได้เป็นเกราะป้องกันของเราด้วย

    เห็นไหมว่าเราไม่จำเป็นต้องทำตัวเหมือนเขาเลย (โดยส่วนตัวเราไม่ค่อยจะเชื่อในแนวคิดแรงมา..แรงกลับนะ เราเชื่อในเรื่องมองมุมกลับด้วยความคิดสร้างสรรค์มากกว่า หาทางเลือกอื่นที่แตกต่างจากเดิม คิดง่ายๆนะถ้าใส่อารมณ์ด้วยกันทั้งคู่ สุดท้ายผลที่ออกมาก็ทะเลาะผิดใจกันเหมือนเดิม เสียเวลาเปล่าๆ) เชื่อดิว่าความคิดสร้างสรรค์ในเรื่องที่ดีและการมีสติจะช่วยให้เราพบหนทางแก้ปัญหาที่ดีเสมอ เพียงแต่ว่ามันต้องการเวลาซักนิดนึงให้ใจเย็นลงบ้าง เราอาจเห็นมุมมองความคิดดีๆอะไรบางอย่างก็ได้ เอาเจ้านายเรามาเป็นครูคอยฝึกหามุมมองหรือทางแก้ปัญหาใหม่ๆ ฝึกความอดทนอดกลั้น เดี๋ยวพออารมณ์เราเย็นลงแล้วสติจะกลับมาเอง เราเคยได้ยินนะว่า บางครั้งคนที่พูดก่อนก็แพ้ภัยตัวเองได้เหมือนกัน ถ้าถึงที่สุดแล้วถ้าเรายังทนไม่ไหวอีก ก็ไปตำกันที่ลานจอดรถนะ จะได้ไม่เดือดร้อนคนอื่นเขา


SHARE
Writer
Leoniferal
Labor
believe in time it never lie

Comments