Text More Love Less | ส่งข้อความไปก็มาก ทำไมคุณค่าฉันลดลง
ทำไรอยู่
รีบนอนได้แล้วนะ
กินไรหรือยัง
คิดถึงจัง
เป็นห่วงน้า
กลับบ้านดีดีล่ะ
ฝันดีนะ 

มิรันดาเชื่อว่าหลายๆคนก็คงคุ้นเคยกับคำพูดเหล่านี้อยู่มาก คำพูดในหน้าต่างสนทนาของเหล่านักรักในยุค 4G Wifi ที่ใช้สถานะ "คนคุย" เพื่อหยอดคำหวานกันไปมา แสดงความเป็นห่วง ความคิดถึง ความอ่อนไหว อีกทั้งยังพยายามแทรกข้อความโดยนัย ว่า "ฉันชอบเธอ" แนบไป ส่งผ่านหน้าต่างขนาดไม่เกิน Pixel กำหนดของ UI ในสมาร์ทโฟน

น่าแปลกตรงที่สำหรับบางคน ยิ่งจริงจังกับการส่งข้อความเหล่านี้ไปมากเท่าไหร่ ก็เหมือนส่งยานชาเลนเจอร์ออกไปในห้้วงอวกาศที่เวิ้งว้างว่างเปล่า ยังไม่รวมการอ่านแล้วไม่ตอบกลับจากเขาอีกด้วยนะ

ปริศนานี้สามารถไขคำตอบได้ง่ายๆด้วยการทดลองนี้ค่ะ

สมมติให้มีคนสองคน ส่งข้อความมาหาคุณที่เหมือนกัน 
คนแรกคือ เพื่อนของคุณ 
คนไหนก็ได้ เลือกมาซักคน ส่งข้อความมาหาคุณหลังจากเลิกปาร์ตีี้กันแล้วว่า
"กลับบ้านดีดีนะ"

คนที่สองคือ แม่ของคุณ
หรือคุณพ่อก็ได้ ส่งข้อความมาหาคุณหลังจากเลิกปาร์ตีี้กันแล้วว่า
"กลับบ้านดีดีนะ"

ระหว่างคนสองคนนี้ส่งข้อความเดียวกันมาหาคุณพร้อมกัน ในสถานการณ์เดียวกัน คุณคิดว่าคำว่า "กลับบ้านดีดีนะ" ของใคร มีน้ำหนักมากกว่ากัน

คำพูดของคุณแม่ของคุณดูจะมีน้ำหนักมากกว่าอย่างน่าประหลาดใจ แม้ว่าน้ำหนักคำพูดของคุณแม่บางท่านอาจจะค่อนไปในทางขี้บ่น จู้จี้ หรือดุตำหนิ ประหนึ่งว่าถ้ากลับบ้านช้าอีกนาที คงจะต้องโดนเทศน์แน่ๆ 

จากการทดลองนี้ทำให้เห็นว่า
"คำพูดของคุณแม่ มีน้ำหนัก มากกว่าคำพูดของเพื่อนสนิทของคุณ"

นั่นก็เพราะคุณใช้เวลาในชีวิตของคุณกับคุณแม่มานานกว่าใครคนอื่นทั้งหมด มากกว่าเพื่อนของคุณ แม่ของคุณและคุณใช้ชีวิตมาด้วยกัน ผ่านเรื่องราวต่างๆมาด้วยกัน ฉะนั้นแค่คำพูดบางคำ ไม่กี่ประโยค อาจจะไม่ต้องหวานมากก็ได้ แต่คุณจะสัมผัสได้ถึงความจริงใจและมีคุณค่าขึ้นมาได้ โดยไม่ต้องพยายาม

ซึ่งในบางกรณี หากคุณพ่อคุณแม่ หรือครอบครัวของบางคนไม่อยู่แล้ว การลำดับความสำคัญของชีวิตก็จะไปสู่คนใกล้ตัวรองลงไป คำพูดว่า "กลับบ้านดีดีนะ" ของเพื่อนสนิทที่ใกล้ตัว หรือคนที่คอยดูแลอยู่ด้วยกันมานานกว่า ก็ย่อมมีน้ำหนักมากกว่า "กลับบ้านดีดีนะ" ของคนที่เพิ่งรู้จักกันใหม่ๆในลำดับรองๆลงมา

แต่หลายๆครั้ง เราผนวกเอาความตื่นเต้น ความสดชื่น 
ที่ได้มาจากข้อความของคนที่เราชอบ คนที่เราได้เจอกันใหม่ๆ
ทั้งๆที่คำพูดนั้นเป็นคำพูดที่แสนปกติธรรมดา แต่มันก็ดูมีคุณค่ากับเรามากเหลือหลาย

คุณค่าที่ทำให้เรารู้สึกเป็น "หน้าที่" ที่ต้องตอบกลับทันที
เพื่อแลกกับความรู้สึกดี เมื่อได้เห็นข้อความของเขาตอบกลับมา 

แต่น่าเศร้าที่พอนานๆไป ความตื่นเต้นสดชื่นนั้น ก็เริ่มจางหายโดยไม่รู้สาเหตุ 
ตอนแรกส่งกันไปกันมาก็สนุกดีอยู่หรอก แต่ซักพักเขาก็หาย 
เอ๊ะ... หรือว่าฉันนกเสียแล้ว

ความคิดยังไม่ทันจะตกตะกอนดี ข้อความของแม่เด้งอีกแล้ว
"เมื่อไหร่จะกลับบ้าน"
โอ้ววว.... คำพูดนี้ช่างมีน้ำหนัก เหมือนว่าฉันต้องกลับเดี๋ยวนี้

คุณค่าของข้อความเหล่านี้จะไม่มีน้ำหนักเลย จนกว่าคำพูดเหล่านั้น จะไม่ถูกพิสูจน์ด้วยเวลาและสถานการณ์บางอย่างทำร่วมกันมาก่อน 

ความสัมพันธ์ยิ่งยาวนานและลึกซึ้งเท่าไหร่ 
คำพูดที่แสนธรรมดาจะยิ่งมีคุณค่ามากขึ้นเท่านั้น 
คุณจะถามหาคุณค่าของคุณผ่านคำว่า "ฝันดีนะ" ที่ส่งให้เขาไปทุกวันได้อย่างไร
ในเมื่อคำพูดของคุณ ไม่ได้มีน้ำหนักมากไปกว่าคำพูดที่เขาอาจจะได้รับจากคนอื่นๆ
คำพูดที่เขาอาจจะได้รับจากแม่ และคนใกล้ตัว (กว่า) ของเขา

บางทีเราอาจจะต้องมองหน้าต่างแชทที่ส่งข้อความไปหาเขา เป็นแค่ตัวช่วยในการสื่อสารให้ง่ายขึ้นเท่านั้น เพราะถ้าเราคิดว่าความจริงใจ จะสามารถส่งผ่านตัวอักษรทะลุหน้าจอออกมาได้ เราก็คงสิ้นสติน่าดู

และมิรันดาก็เชื่อว่า คนอ่าน ก็คงไม่ได้สิ้นสติขนาดนั้นหรอกเนอะ


SHARE
Writer
Miranda
Bitchy Writer
I'm a bitch. I'm a lover. I'm a child. I'm a mother. I'm a sinner. I'm a saint. I do not feel ashamed | นามปากกา "มิรันดา" ผู้ใช้ภาษาแปลกประหลาด ผิดจริตและดัดจริต | มุมมองชีวิต ความรัก สังคม วัฒนธรรม และการเมือง ที่เผ็ดแสบร้อนเหมือนตะกอนลาวา |

Comments