บันทึกคนเปลี่ยนแปลงตัวเอง
ทุกอย่างเริ่มต้นเมื่อสุขภาพพัง... 
เวลาส่องกระจกก็เห็นคนโทรมๆหน้าดำคล้ำคนหนึ่งมองกลับมา ภูมิแพ้ทำให้เราจามเหมือนเป็นหวัดตลอดเวลา ยิ่งเวลาอากาศเปลี่ยนจากร้อนไปหนาว...ทรมานที่สุดเพราะนั่นหมายความว่าอาการกำเริบและต้องล้มหมอนนอนเสื่ออีกครั้ง มันวนเวียนไปมาในแต่ะเดือนที่ต้องคลานขึ้นเตียงอย่างหมดแรง ยิ่งถ้าประจำเดือนมาร่างกายจะยิ่งอ่อนแอ ไข้ขึ้นสูงซ้ำแล้วซ้ำเล่า...

แต่เรายังไม่คิดเรื่องปฏิวัติตัวเองสักเท่าไหร่ จนกระทั่งฟางเส้นสุดท้ายขาดลง นั่นคือหลังพรีเซ้นโปรเจคจบ (Senior project) นั่นเป็นจุดที่ตัวเองเหลืออดแล้ว

ช่วงเวลาทำ(ปั่น)โปรเจคไม่น่าจะเรียกว่าชีวิต เหมือนเราเป็นแค่เครื่องจักรทำงาน เวลาวนเวียนไปมีแต่ทำยังไงให้งานเสร็จ ไม่มีชีวิตด้านอื่น สุขภาพที่เดิมไม่ได้ดีมากก็ค่อยๆลดลงเหลือศูนย์จนติดลบ อดนอนติดต่อกัน เครียดจัด กินไม่เป็นเวลา กินแต่ของหวาน นั่งจ้องแต่หน้าจอคอม ผลที่ได้คือมนุษย์ในร่างซากศพ หน้าหมอง สิวเขรอะ ร้ายแรงสุดคือปวดหลังปวดตัวเหมือนคนแก่ เราฝืนตัวเองจนสอบพรีเซ้นจบ เดินลงจากเวทีตกกลางคืนก็ไข้ขึ้นสลบไปเลย

เราบอกกับตัวเองว่า...ไม่ไหวแล้ว ต้องดูแลสุขภาพอย่างเร่งด่วน

แต่เราทิ้งเวลาหลังเรียนจบอีกพักใหญ่ๆกว่าจะได้มาดูแลตัวเองจริงจัง(เถลไถลคลายเครียดเล็กน้อย) เราได้นอนหลับพักผ่อนมากขึ้น กินอาหารดีๆและเสริมอาหารเสริมบ้าง บวกกับได้ทำงานอิสระทำให้ไม่ต้องตื่นเช้าต่อสู้กับพนักงานประจำ สุขภาพค่อยๆดีขึ้นแต่เราก็รู้ตัวว่ามันยังไม่ได้ถึงขนาด "แข็งแรง" เพราะขาดอีกอย่างเดียว ขาดยาที่ดีที่สุดสำหรับร่างกาย นั่นคือ การออกกำลังกาย

สำหรับคนที่ชีวิตไม่เคยออกกำลังกายอย่างจริงจัง เล่นกีฬาก็ไม่เป็นแค่วิ่งก็เหนื่อยแล้ว การออกกำลังกายถือเป็นการก้าวออกจาก comfort zone อย่างรุนแรง แต่นี่เป็นการตัดสินใจที่ดีที่สุดในชีวิต

เราไม่มีความรู้เรื่องออกกำลังกายมาก แต่โชคดีมีเพื่อนคอยแนะนำ ตอนแรกเราแยกแยะคาร์ดิโอกับเวทเทรนนิ่งไม่ออกเสียด้วยซ้ำ ด้วยความที่ไม่ชอบวิ่ง ไม่ชอบขยับร่างกายมาก ไม่อยากไปไหนไกล(ขี้เกียจ) ไม่อยากใช้เวลานานมาก ก็เลยเริ่มต้นที่ Planks อยู่กับที่บนพื้นข้างเตียง

แค่ Planks ค้างไว้กับที่ไม่ถึง 10 วินาทีก็ร่วง!

ตอนนั้นตระหนักเลยจริงๆว่าฉันมันอ่อนแอมาก ร่างกายแทบไม่มีแรงต้านใดๆ ในยุคนี้ที่คนเข้าฟิตเนส โชว์ซิกแพ็ค รูปนางแบบหุ่นเอวบางถูกแชร์ว่อนเน็ต แต่นั่นไม่ใช่เป้าหมายของเราเลย เราไม่ได้อยากผอม ไม่ได้นึกถึงกล้ามท้อง เราคิดแค่ว่าอยากสุขภาพดี และเมื่อเวลาผ่านไปเราจึงได้รู้ว่าโชคดีจริงๆที่เราเริ่มต้นด้วยความคิดที่ถูกต้อง เพราะหลายคนเริ่มต้นแบบหวังผลลัพธ์ เช่น ต้องมีกล้ามภายใน 1 เดือน จนสุดท้ายก็ล้มเลิกแพ้ใจตัวเอง เราแค่คิดว่าไม่อยากป่วยแล้ว มีกล้ามหรือไม่ก็ไม่สนใจ แค่อยากแข็งแรงจริงๆ

บทเรียนแรกจากการเริ่มต้นดูแลสุขภาพคือ คุณไม่ต้องรู้ทฤษฎีมากก็ได้(อย่างน้อยรู้พื้นฐานป้องกันการบาดเจ็บ) ถ้าแค่อยากสุขภาพดีทำยังไงก็ได้ให้เหงื่อออก! แล้วก็สัญญากับตัวเองเลยว่าจะไม่ล้มเลิกตลอดชีวิต นี่เป็นวันสุดท้ายที่จะใช้ชีวิตแบบคนอ่อนแอ ขี้โรค ร่างกายเราจะแข็งแกร่งเช่นเดียวกันกับจิตใจ

เราเริ่มต้นอย่างง่ายๆ หลังตื่นนอนก็ใส่ชุดนอนนั่นแหละ Planks จาก 10 วินาทีก็ค่อยๆเพิ่มขึ้นเป็น 20...30...40...ไปจนถึง 60 วินาที แล้วก็ค้นวิดีโอใน YouTube บริหารร่างกายแบบง่ายๆเบาๆ 5-10 นาที ยังไม่กล้าเหนื่อยมาก แค่เหงื่อออกนิดหน่อยก็พอใจ อาหารการกินก็ค่อยๆปรับทีละนิด งดเครื่องดื่มแคลอรีสูง ของหวานกินบ้าง ไม่อดอาหาร เสริมโปรตีน

เราไม่รู้ว่าเราตกหลุมรักมันตั้งแต่เมื่อไหร่ ช่วงเวลาเล็กๆน้อยๆในตอนเช้าที่ได้บอกรักตัวเองทำให้เรารู้สึกมีพลังไปทั้งวัน กระฉับกระเฉงและคล่องแคล่วมากขึ้น ร่างกายไม่ได้มีการเปลี่ยนแปลงมากในช่วง 1-2 เดือนแรกอาจเป็นเพราะเราเน้น 'มั่ว' แขนกระชับขึ้น น่องเล็กลง เราใช้เวลาสักพักค่อยๆศึกษาร่างกายตัวเอง เรียนรู้ควบคู่กับลงมือปฏิบัติ เน้นทำอย่างไรก็ได้ให้มีความสุขที่ได้ดูแลตัวเอง ถึงแม้ว่าบางครั้งจะท้อบ้างเวลาไม่เห็นพัฒนาการ แต่เป้าหมายเราไม่ได้แข่งกับใคร

ผ่านมา 5 เดือนกับการเปลี่ยนแปลงตัวเอง การออกกำลังกายไม่ได้แค่ทำให้อาการภูมิแพ้ดีขึ้นอย่างไม่น่าเชื่อ บุคลิกเราดีขึ้น หลังตรงเอวคอดไปหลายนิ้ว ร่างกายแข็งแรงอดทนได้นานขึ้น และที่สำคัญมันได้ขัดเกลาเอาความพ่ายแพ้ในใจทิ้งไปด้วย จะมี six pack หรือหุ่นนางแบบภายในกี่วันเราไม่สนใจ แต่เราจะสุขภาพดีไปอีกนานแค่ไหน? เราตัดสินใจแล้วว่านี่เป็นภารกิจตลอดชีวิตของเรา การดูแลตัวเองนั้นยังอีกยาวไกล...

วันนี้เราส่องกระจก มีผู้หญิงคนหนึ่งยิ้มตอบกลับมา เธอไม่ได้สวยมากแต่มั่นใจในตัวเองที่สุด และเธอคือฉันเอง :)
SHARE
Writer
Warish
Inspirator
นักเขียนชีวิตตัวเอง :)

Comments