เมื่อยามลมหนาวโชยมา


"...เดี๋ยวนี้อะไรๆมันไม่เหมือนเดิมแล้ว ทุกอย่างรอบตัวมันเปลี่ยนไป บ้านที่เราเคยอยู่อาศัย เมื่อก่อนเป็นยังไงนะ สภาพแวดล้อมมันดูกว้างกว่านี้ ร่มรื่นและน่าอยู่กว่านี้ แต่ดูเดี่ยวนี้ซิรอบข้างบ้านเราญาติพี่น้องต่างสร้างรั้วสร้างกำแพงปิดกั้นรอบข้าง กลายเป็นพื้นที่ส่วนตัวไปเสียหมดแล้ว พื้นที่บ้านเลยดูแคบลงไปเยอะ..." 

ฉันกล่าวกับน้องฉันในเช้าวันหนึ่ง ที่หมอกลงหนาจัด ขณะทุกคนกำลังสุมไฟผิงบ้าง ทำกับข้าวในห้องครัวบ้าง เราพากันรินน้ำร้อนเพื่อชงกาแฟซองละไม่กี่บาทแล้วไปยืนอยู่หน้าบ้าน หวนความหลังตรงนั้น
 
" ดูบ้านหลังนั้นสิ" ฉันพูดต่อพรางชี้ไปที่บ้านน้าที่อยู่หน้าบ้านเรา " เมื่อก่อนเป็นเรือนไม้ พื้นที่หน้าบ้านไม่มีรั้วทำให้รู้สึกว่ามันกว้าง ตอนเด็กๆ เคยไปวิ่งเล่น ช่วงหน้าหนาวน้าจะมาก่อไฟผิงกันบริเวณนั้นบ้าง บริเวณบ้านเราบ้าง จำได้ว่าตอนนั้นตรงนั้นมีต้นลิ้นจี่ด้วยนะ หน้าบ้านเราน่ะ ก่อนจะถูกตัดตอนขยับขยายตัวบ้าน ถ้าไม่ผิงไฟกันตรงนี้ก็ไปก่อไฟผิงหลังบ้านที่ตอนนี้กลายเป็นโรงจอดรถไปแล้วนั่นแหละ  ผิงไฟไปเผาข้าวหลามไป ชีวิตตอนนั้นมันดูเป็นชีวิตดีนะ เปี่ยมไปด้วยญาติพี่น้อง เต็มปริ่มไปด้วยหัวใจและความอบอุ่น 

"ใช่"  น้องชายฉันในวัย 26 ปีกำลังเหม่อมองไปทางหลังบ้าน ในมือมีกาแฟที่คละคลุ้งไปด้วยไอความร้อน หอมกลุ่นไปด้วยกลิ่นกาแฟ ขณะที่รอบตัวมีแต่หมอกขาวโพนเต็มไปหมด 
"และหลังบ้านตรงนั้น.." น้องเริ่มแชร์ความทรงจำ "จำได้นะมีต้นมะม่วงด้วยละ สมัยนั้นเราต้องสอยมะม่วงกันช่วงบ่ายๆ มันต้องสนุกมากเลย" 

"ใช่ต้องมีน้ำจิ้มมะม่วงเด็ดๆด้วยนะ..."
พูดถึงตรงนั้นเราต่างเงียบ บ้างก้มหน้าก้มตาพรางครุ่นคิด กลิ่นหอมกรุ่นของอดีตวันวานลอยคละคลุ้งปนกับหมอกหนา 

ฉันเงยหน้ามองไปทางปากซอยหน้าบ้านที่ถัดมาจะมีเรือนไม้หลังหนึ่งก่อนถึงบ้านเรา มันเป็นบ้านของใครสักคนหนึ่งในความทรงจำของพวกเราสองพี่น้อง

"คิดถึงพี่เนอะ..." ฉันเอ่ยขึ้น "ถ้ามีต้นมะม่วงแบบเมื่อก่อน มันจะต้องมีพี่สาวคนนั้น แบบเมื่อก่อน ไม่งั้นการกินมะม่วงคงไม่แซ๊บเท่าไหร่"

"ฮ่าฮ่าฮ่า" น้องฉันหัวเราะก่อนเผยรอยยิ้มและนัยย์ตาที่แสดงให้เห็นความคิดถึงช่วงเวลาเหล่านั้น "นั่นสิครับ... ผมว่าน้ำจิ้มสูตรแกรสเด็ดมากเลย ยังจำได้ แต่ไม่มีใครทำได้เหมือนที่แกทำอีกแล้ว"

...
ความเงียบปกคลุมหนที่สอง... 




ความเงียบคือสิ่งที่ร้ายกาจพอๆกับไอหมอกที่กระทบผิวกายจนหนาวเหน็บในขณะนั้น 
"ค่อยๆหายไปทีละอย่าง..." ฉันเอ่ยขึ้นด้วยความรู้สึกโหยหาอดีตอย่างสุดโต่ง 
"อืม!! มันเป็นความเลวร้ายประการหนึ่งของการมีชีวิตอยู่ คนจากไปจะรู้มั้ยนะ!!" 

"ชีวิตอาจเป็นคำถาม... ส่วนการดำเนินชีวิตคือการหาคำตอบ... 
บางทีการที่เราเกิดมาอาจเพื่อจะได้เรียนรู้การลาจากก็เป็นได้นะ... 
พี่จำได้ตอนสมัยแกยังไม่เกิด ฉันกับพี่สาวคนนั้นและกลุ่มก๊วนเด็กๆบ้านโน้น พี่ชายคนนั้น เราเคยวิ่งเล่นกันตรงถนน ซอยบ้านเรานี่แหละ เรายังมีตาคอยมองเราอยู่ตรงชานบ้าน ยิ้มแป้นและหัวเราะ... หลายครั้งที่ดุด่าเรา มันดีมากเลยล่ะ"

"ตาตายไม่นานฉันก็เกิดนะพี่ ไม่แน่ฉันอาจเป็นตาที่กลับชาติมาเกิดอย่างเขาว่าก็ได้นะ"
"ฮ่าฮ่าฮ่า" ฉันหัวเราะบ้าง 

ในช่วงเวลาสังสรรค์ของพวกเรายามนั้น เป็นช่วงเวลาของ ความทรงจำในสายหมอก...
ฉันเองไม่ได้กลับบ้านมาพักใหญ่ ส่วนน้องชายก็เช่นกัน เราต่างแยกย้ายกันไปตามหน้าที่ของเรา ทุกคนอยู่คนละทิศละทาง เพราะความจำเป็นของสังคมบีบบังคับให้แยกย้ายจากถิ่นฐานบ้านเกิด เหลือไว้แต่ความหลังให้คอยหวนถึงทุกครั้งที่ได้กลับมาที่นี่ 

และมีความสุขทุกครั้ง เมื่อคนที่เหลืออยู่มาพร้อมหน้ากัน นั่งกับพื้นเรือนไม้ ล้อมรอบสำรับกับข้าวฝีมือแม่ รอยยิ้มและมุขตลกของพ่อ ที่เป็นมุขเดิมๆพูดซ้ำๆมาแต่ไหนแต่ไรจนเราจำได้ แต่่ก็ไม่เคยเบื่อ 

หลายอย่างในบ้านหายไป มันทำให้เราได้เรียนรู้ว่า... ควรถนอมสิ่งที่เหลืออยู่ให้มากที่สุด ฉันคิดว่าถ้าเป็นไปได้ ฉันจะกลับมาอยู่ที่นี่ ให้มีช่วงเวลาที่นี่กับทุกคนให้มากที่สุด ก่อนที่วันนั้น วันของการจากลาจะมาถึง 

"ตอนเด็กๆเป็นไงมั้งพี่ ตอนที่ฉันยังไม่เกิด"
"ฉันก็เด็กกว่านี้นะสิ"
"ฮ่าฮ่า ไม่ใช่สิ หมายถึง มันสนุกมั้ย บรรยากาศ ความรู้สึกอะไรทำนองนั้น"
"ก็ดีน่ะ กลุ่มก๊วนที่ฉันกับพี่สาวคนนั้น และสองพี่น้องบ้านนั้น มารวมตัวกัน เราเลิกเรียนประมาณบ่ายสาม อาจเห็นว่าเป็นช่วงเย็นไม่กี่ชั่วโมงก็ค่ำแล้ว แต่มันมีเวลามากพอเลยละ ตอนนั้นเหมือนมากจริงๆเหมือนกับว่าเวลาตอนเด็กมันจะหมุนช้ากว่าตอนโตซะอีกนะ และเวลาเท่านั้นแหละพาพวกเรารวมตัวกัน ก๊วน ทีม อะไรก็ตามที่จะเรียกได้ ทุกคนอยู่กันด้วยใจ สนุกจากหัวใจ ยิ้มจากหัวใจ ความรู้สึกจริงๆที่ไม่ได้เสแสร้ง... มีชื่อแก๊งด้วยนะ แต่จำไม่ได้ว่าชื่ออะไร วีรกรรมก็เยอะพอดู ที่จำได้ดีคือ แอบเอาเกมแฟมิคอมที่มีบ้านเราตอนนั้นไปเล่นบ้านคนอื่นๆบ้าง ก็ตอนนั้นพ่อแม่เราจะจำกัดเวลาเล่นนะ ถ้าไม่เชื่อนะ เกมจะถูกเอาไปซ่อน ไม่ได้เล่นเลย เพราะงั้นเลยต้องมีภาระกิจ แอบหยิบเกมไปเล่นที่อื่น วางแผนกันดีดิบด้วยนะ ทำเป็นเล่นไปโรงเรียน และบ้านหลังโน้นคือโรงเรียน เธอที่เป็นเด็กบ้านนั้นหรือตอนนี้คือโรงเรียนนั่นแหละ กับฉันจะต้องสะพายกระเป๋าจากบ้านเราไปโรงเรียน แผนดีใช่มั้ยละ สะพายกระเป๋าไปโรงเรียน และในกระเป๋านั่นแหละ มีเกมอยู่..."

"ฮ่าฮ่าฮ่า นั่นเข้าท่าดีแท้ แนบเนียนใช้ได้เลย แล้วไงต่อละครับ"

"ก็รอดสิ เราสามารถสะพายกระเป๋าที่มีเกมแฟมิคอมอยู่ข้างในพร้อมตลับเกม ผ่านหน้าผู้ใหญ่ไปได้หน้าตาเฉย ไปเล่นกันที่บ้านหลังโน้น เล่นกี่ชั่วโมงก็ได้ไม่มีใครว่าซะด้วย"

"ดีเลยสินะ"

"เพราะงั้นแหละ วันต่อๆมาเราเลยทำแบบเดิมซ้ำๆ มันก็ไม่ได้มีพิรุจอะไรนะ กระทั่ง วันหนึ่ง เกิดโชคไม่เข้าข้าง กระเป๋าขาดตรงท้ายพอดีเลย เกมหล่นตุ๊บลงมากองกับพื้น แถม ช่วงจังหวะกำลังผ่านหน้าพ่อและแม่พอดีด้วยนะ แย่สุดๆเลย"

"โห ฮ่าๆ ผมว่าวันนั้นคงซวยน่าดู"
"ซวยสิ ไม่รู้พ่อโมโหอะไรมา เห็นฉากนั้นเข้า ยิ่งกริ้วโกรธเข้าไปใหญ่ตรงดิ่งมาคว้าเกมที่หล่นไป ทางหลังบ้าน ไอ้เราก็วิ่งตามไป คนอื่นๆวิ่งตามมาดู ฉากไคลแม็กของเรื่องคือการที่พ่อ คว้าขวานฟันไม้มาจามเกมเรา ฟันจนแหลกกระจุยนี่แหละ จุดที่พีคที่สุดของเรื่องไปโรงเรียนวันนั้น"
"หืมมมม พ่อนี่เวลากริ้วโกรธ อารมณ์รุนแรงเหมือนกันนะ"
"อืม"
"แล้วสรุปยังไง"
"ยังไงละ สุดท้ายก็ไม่มีเกมเล่นไง แต่ก็ดีไป ช่วงเวลาที่ไม่มีเกม เราก็ได้ใช้ชีวิตวัยเด็กกับการวิ่งเล่น 
และที่ขาดไม่ได้สำหรับเด็กทุกคน คงเป็นการเล่นซ่อนหานะแหละ พวกเราก็เช่นกัน การเล่นซ่อนหาคือความสนุกอีกอย่างของพวกเรา"

"เสียดายผมเกิดช้าไปหน่อย เกิดมาไม่ทันไร ยังจำยังแทบไม่ได้ด้วยซ้ำเรื่องราวเกี่ยวกับพี่สาวคนนั้นนะ ไม่นานพี่สาวคนนั้นก็จากเราไปด้วยโรคร้ายเสียแล้ว...." 
"อืม..." 

.....ความเงียบคืบคลานเข้ามาอีกครั้งหนึ่ง


"มันคือการเล่นซ่อนหาครั้งสุดท้ายของพี่นะแหละ"
"ซ่อนหา" น้องมองเราก่อนหันไปมองบ้านเรือนไม้ที่เป็นบ้านเก่าของพี่สาวคนนั้น "นั่นสินะ"

...

"การเล่นซ่อนครั้งนี้พี่เขาชนะแล้วละ เพราะเราไม่สามารถหาพี่เขาเจอ.." ฉันพูด
"อืมมม!" น้องชายยิ้มรับ



สายหมอกหนาๆยามเช้าปกคลุมเป็นสีขาวโพน ค่อยๆถูกขับไล่ด้วยแสงสีส้มเหลืองจากดวงอาทิตย์ที่สาดส่องเข้ามายังพื้นโลก พื้นที่เหน็บหนาวค่อยๆกลายสภาพเป็นอบอุ่น เป็นการพร้อมหน้ากันของความหนาวเหน็บกับแสงแดดโอนอ่อนของความหลังกลิ่นอายของชีวิตและความสุขที่จะคละคลุ้งอยู่แบบนั้นตราบนานแสนนาน เท่าที่ผู้คนเคยอยู่อาศัยจะจดจำมันได้....

ฉันและน้องชายจำต้องแยกย้ายกันอีกครั้ง เป็นหน้าที่ ที่เรียกเรากลับไปเผชิญหน้ากับสังคมในปัจจุบันอีกครั้ง ความหลัง ณ ที่แห่งนั้นโบกมือลาเรา เสียงอวยพรจากพ่อแม่พี่ป้าน้าอา ตามหลังมาพาใจอาลัยอาวรณ์... เงาเลือนลางของคนที่จากไปไกลแสนไกล นานแสนนาน เหล่านั้นก็กำลังยืนยิ้มและโบกมือลาให้พวกเราในภาพจำอันเลือนลางของสายหมอกตรงนั้นด้วยเช่นกัน 

"แล้วพบกันใหม่..."

...กลุ่มก๊วน 
พวกพร้องที่ต่างแยกย้ายจากลาหลังจากการสูญเสียของพี่สาวคนนั้น พวกเรายังคงเป็นครอบครัวเดียวกัน เพียงแค่ใครสักคนส่งเสียงเรียก เราพร้อมจะกลับมาเสมอ เราพร้อมจะช่วยเหลือกันและกัน 
เพราะคำว่ามิตรภาพ มันไม่เคยจากพวกเราไปไหน เราไม่เคยเอ่ยคำลาจาก เธอผู้เรียกเสียงหัวเราะและความสนุกสนานวัยเด็ก ที่แม้กายจากไปแต่เสียงหัวใจยังคงเต้นประสานพร้อมกับผองเพื่อน ยังคงอยู่ในความทรงจำของพวกเราทุกคน เป็นสัญลักษณ์ เป็นอนุสรณ์แห่งความรัก อยู่ตรงนั้นเสมอมา... 

ขอบคุณ สายลม ที่ยังคงพัดให้รู้สึก
ขอบคุณ แสงแดด ที่ทำให้เราอบอุ่นในยามเหน็บหนาว
ขอบคุณ รอยยิ้ม เสียงหัวเราะ ที่บอกเราว่า ไม่มีใครจากไปไหน
ขอบคุณ มิตรภาพ ความหลัง ที่ทำให้เราเติบโต
ขอบคุณ ความรัก ที่ทำให้พวกเราเรียนรู้จักคุณค่าของชีวิต


เมื่อยามลมหนาวโชยมา.... 
SHARE
Written in this book
friend ซุ้มเสียงที่หายไป
ด้วยรัก มิตรภาพ ความฝันและใจสลาย มันกอรปกันเป็นส่วนหนึ่งของรสชาติในชีวิตมนุษย์เรา...
Writer
ELThanaphat
writer
ข้าพเจ้าว่า ชีวิตมันมีอะไรมากมายนะ เล่าได้ไม่รู้จบ ทั้งดีร้าย แต่บางทีเรื่องเหล่านั้นอาจเป็นประโยชน์ต่อผู้อื่น มากกว่าที่คิดไว้ก็ได้

Comments

eventuallyalone
3 years ago
^^
Reply
ELThanaphat
3 years ago
^^
SAILOMHUAN
3 years ago
ผมนึกถึงชีวิตของตัวเองในวัยเด็กเลยครับ มันซับซ้อนน่าดูเหมือนกัน ผมเองเลยอยากเขียนบ้าง แต่เขียนไม่ถูกเลย กลัวคนอ่านจะสับสน แฮร่ๆ ^^
Reply
ELThanaphat
3 years ago
วัยละอ่อนหนุกดีครับไม่มีไรคิดมาก เฮฮาดี ^^
SAILOMHUAN
3 years ago
ฮ่าๆครับ พอโตขึ้นเท่านั้นแหละ มีเรื่อง โน่น นั่น นี่ เข้ามา ถาโถม จน start ไม่ถูกว่าจะเริ่มอะไรก่อน ต้องเรียก สติมา
Deux
3 years ago
แอบเศร้านะ แต่ได้อารมณ์กลับไปเด็กอีกครั้งจริงๆ
Reply
ELThanaphat
3 years ago
ความหลังมักมาพร้อมกับอากาศหนาวๆครับเฮีย 55
Deux
3 years ago
สงสัยจะจริง
Cwamsongjum
3 years ago
คิดถึงเมื่อก่อนมากๆเลยค่ะ
Reply
ELThanaphat
3 years ago
ความทรงจำเป็นงานศิลปที่งดงามที่สุดในโลกครับ ^^
lalajinx
3 years ago
ดูเหงาเข้าไปอี๊กกกก
Reply
ELThanaphat
3 years ago
^^