Euthanasia
เป็นเรื่องสมควรหรือไม่ หากเราสามารถยืดความตายออกไปในวาระสุดท้ายของชีวิต ?

เป็นเรื่องสมควรหรือไม่ หากเราสามารถย่นระยะเวลาการดำรงชีวิต ในผู้ป่วยสิ้นหวังไร้ทางเยียวยา ?

 ยังคงเป็นประเด็นถกเถียงกันเรื่อยมาสำหรับประเด็น ‘การุณฆาต’ หรือ Mercy Killing ซึ่งมีชื่ออีกอย่างหนึ่งว่า ‘Euthanasia’ รากศัพท์มาจากภาษากรีก โดยใน Webster Dictionary ได้ให้ความหมายว่า เป็นการทำให้คนป่วยด้วยโรคที่ทุกข์ทรมานและรักษาไม่หาย เสียชีวิตด้วยวิธีการที่ไม่สร้างความเจ็บปวด สามารถแยกได้เป็น 2 ประเภทหลัก คือ Active Euthanasia คือการช่วยให้ผู้ป่วยตายอย่างสงบ เช่น ฉีดยา หรือ ยุติการใช้เครื่องช่วยหายใจ และ Passive Euthanasia คือการปล่อยให้ผู้ป่วยตายอย่างสงบ โดยแพทย์ยกเลิกหรือไม่สั่งการรักษาที่จะยืดชีวิตผู้ป่วย แต่ยังคงให้การดูแลรักษาทั่วไปเพื่อลดความทุกข์ทรมานของผู้ป่วยจนกว่าจะเสียชีวิต

อย่างไรก็ดีประเด็นการทำการุณฆาตยังไม่เป็นที่ยอมรับเท่าใดนัก ยังมีผู้ที่เห็นด้วยและคัดค้านออกมาถกเถียงกัน ซึ่งฝ่ายที่สนับสนุนให้เหตุผลว่า เป็นการเคารพสิทธิเสรีภาพส่วนบุคคลซึ่งมีสิทธิ์เลือกที่จะมีชีวิตหรือจบชีวิต ตลอดจนช่วยการปลดเปลื้องความทุกข์ให้แก่ผู้ป่วยที่สิ้นหวัง และเปิดโอกาสให้แพทย์ได้รักษาผู้ป่วยรายอื่นได้มากขึ้น ส่วนผู้ที่คัดค้านกลับมองว่าการทำการุณฆาต ถือเป็นการกระทำบาปขัดต่อหลักศีลธรรม แทรกแซงกระบวนการธรรมชาติของชีวิต และกลายเป็นการฆาตกรรมเพื่อการค้ามนุษย์หรือหวังในมรดก

ประเด็นการโต้แย้งในเรื่องดังกล่าวถือได้ว่าเป็นบ่อเกิดแห่ง ‘สิทธิที่จะตาย’ (Right to die) ขึ้น เป็นเจตจำนงของผู้ตายที่จะปฏิเสธการรักษา (Right to refuse medical treatment) กล่าวได้ว่าบุคคลมีสิทธิควบคุมแนวทางการรักษาของตัวเอง มีการอ้างถึงการเคารพในศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์และสิทธิส่วนบุคคล ควรให้ผู้ป่วยตัดสินใจเองว่าจะมีชีวิตต่อหรือจะจบชีวิตลงจากความทุกข์ทรมานที่ไร้ทางเยียวยา ในประเทศเนเธอร์แลนด์ สวิตเซอร์แลนด์ และเบลเยียม ได้ยินยอมให้มี Euthanasia อย่างถูกกฎหมาย ส่วนในประเทศไทยมีมาตรา 12 แห่งพระราชบัญญัติสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ. 2550 มีการอนุญาตให้ทำ "พินัยกรรมชีวิต" หรือ "หนังสือแสดงสิทธิปฎิเสธการรักษา" ซึ่งในมาตรา 12 นี้ ระบุว่า “บุคคลมีสิทธิทำหนังสือแสดงเจตนาไม่ประสงค์จะรับบริการสาธารณสุขที่เป็นไปเพียงเพื่อยืดการตายในวาระสุดท้ายของชีวิตตน หรือเพื่อยุติการทรมานจากการเจ็บป่วยได้ เมื่อผู้ประกอบวิชาชีพด้านสาธารณสุขได้ปฏิบัติตามเจตนาของบุคคลตามวรรคหนึ่งแล้ว มิให้ถือว่าการกระทำนั้นเป็นความผิดและให้พ้นจากความรับผิดทั้งปวง”

โดยทัศนคติส่วนตัวของผู้เขียน เห็นด้วยกับการเคารพการตัดสินใจและการเคารพในสิทธิเสรีภาพของผู้อื่น แม้มนุษย์จะเลือกเกิดไม่ได้ แต่มนุษย์มีสิทธิ์เลือกที่จะทำ และเลือกที่จะเป็นได้ ดังนั้นสิทธิที่จะตายหรือสิทธิในการปฏิเสธการรักษาจึงเป็นสิทธิที่ติดตัวผู้ป่วยอยู่แล้วโดยไม่ต้องมีกฎหมายใดมารองรับ เชื่อว่ามนุษย์มีความต้องการธำรงไว้ซึ่งศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ได้เลือกในสิ่งที่ต้องการแม้จะเป็นการเลือกครั้งสุดท้ายก็ตาม สมมติหากผู้เขียนเป็นผู้ป่วยที่แพทย์วินิจฉัยว่าเป็นผู้ป่วยสิ้นหวัง คงตัดสินใจแสดงเจตจำนงยุติการรักษา แล้วปล่อยให้เป็นเรื่องของธรรมชาติ บวกกับการยุติภาระค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลที่คนข้างหลังต้องแบกรับ

ในกรณีที่ผู้ป่วยที่แพทย์พิจารณาแล้วว่าหมดสิ้นหนทางเยียวยา เช่น กรณีอุบัติเหตุแล้ผู้ป่วยสมองตาย ไม่สามารถตอบสนอง ไม่สามารถรับรู้หรือใช้ชิวิตอย่างปกติได้อีกต่อไป หรือที่เรียกว่า “ผัก” กรณีนี้ผู้ป่วยไม่สามารถแสดงเจตจำนงด้วยตนเอง หากญาติหรือแพทย์ไม่ได้เคารพต่อเจตจำนงของผู้ป่วยก็ถือเป็นการละเมิดสิทธิ และยิ่งเป็นไปไม่ได้ที่ผู้ตายจะกลับมาฟ้องร้อง ซึ่งกรณีนี้หากญาติและแพทย์มีความเห็นไม่ตรงกันอาจส่งผลให้เกิดปัญหาใหญ่ตามมาภายหลัง ดังนั้นกฎหมายจึงต้องเขียนระบุเงื่อนไขของสิทธิที่จะตายให้ชัดเจนและรัดกุม ว่าต้องมีกฎเกณฑ์อะไรบ้าง กรณีใดทำได้ กรณีใดทำไม่ได้ ทั้งนี้เพื่อคุ้มครองทั้งผู้ป่วยและแพทย์ เพื่อไม่ให้ผู้ป่วยถูกละเมิดสิทธิ์ และคุ้มครองแพทย์จากการถูกฟ้องร้องหรือถูกกล่าวหาว่ากระทำผิด

กล่าวได้ว่าบุคคลมีสิทธิควบคุมแนวทางการรักษาของตนเอง ในสภาวะที่พร้อมแสดงเจตจำนงตามสิทธิที่จะตาย แพทย์และญาติต้องถือหลักการเคารพการตัดสินใจและเคารพในสิทธิของผู้ป่วยเป็นสำคัญ แต่เงื่อนไขของสิทธิดังกล่าวยังคงมีช่องโหว่อยู่ อันที่จริงกฎหมายหรือการกำหนดสิทธิต่างๆเป็นกลไกทางสังคมอย่างหนึ่ง ทำให้คนในสังคมได้มีชีวิตเป็นไปเพื่อสิ่งที่ดีกว่า หากมนุษย์มีความเข้าใจว่า การตายดี คือตายด้วยสภาวะจิตที่นิ่งและเข้าใจโลก ตลอดจนมีแพทย์ที่เคารพในเจตจำนงของผู้ป่วย ก็คงไม่จำเป็นต้องเขียนเงื่อนไขอะไรมากมาย 
อ้างอิง
ข้อความบางส่วนจาก http://www.bangkokbiznews.com/home/detail/politics/opinion/chamnan/20140528/584910/สิทธิที่จะตาย.html
ข้อความในมาตราจาก http://www.oknation.net/blog/print.php?id=497962

 
SHARE
Writer
Kimhunt
นักฝึกเขียน
passion ในชีวิตตอนนี้หลงเหลือแค่ passion fruit เท่านั้น

Comments

per_specs_tive
4 years ago
ขอบคุณที่เขียนหัวข้อนี้ ขอมาแจมด้วยละกัน
ความก้าวหน้าทางการแพทย์ทำให้อายุคนยืนยาวขึ้นมาก โกงธรรมชาติสุด

การตายเป็นเรื่องธรรมชาติที่เราทำให้มันไม่ธรรมชาติ

ธรรมชาติยุติชีวิตเมื่อชีวิตนั้นไม่สามารถดำรงด้วยตัวเองได้ เป็นnatural selection(ถ้าเชื่อทฤษฎีนี้นะ) เพื่อให้สิ่งมีชีวิตที่แข็งแรงอยู่ต่อไป

เราเห็นด้วยนะที่กล่าวมาข้างบน เราคิดว่าคนควรมีสิทธิเหนือร่างกายตัวเอง (เพิ่มเงื่อนไขให้ด้วยว่าเมื่อบรรลุนิติภาวะ เพราะฉะนั้นกล่าวได้ว่าสิทธิของทารกในครรภ์เป็นของผู้ปกครอง)

เมื่อแยกมอง
1. ฝ่ายบุคคลากรทางการแพทย์ ที่มีหลักคิดว่าDo no harm (ตามโซเครติสกล่าวไว้) และหลักวิชาชีพว่า ห้ามละเลยการช่วยเหลือผู้ป่วยหากผู้ป่วยในภาวะอันตราย
ทำให้ดูจะตะขิดตะขวงใจอยู่บ้างทั้งๆที่รู้ว่าบางเคส
แต่หลักวิชาชีพก็กล่าวอีกว่า บุคคลากรทางการแพทย์ต้องชี้แจงแนวทางและทางเลือกการรักษา ข้อดีข้อเสียแต่ละทาง ออกความคิดว่าทางไหนดีที่สุด ซึ่งผู้ป่วยมีสิทธิเลือกการรักษาหรือจะไม่รับเลย ถ้าไม่รับการรักษาแพทย์ต้องยืนยันกับผู้ป่วยและระบุในบันทึกในประวัติว่าผู้ป่วยรับทราบและยืนยัน
2. ฝ่ายผู้ป่วย คงต้องทำบันทึกแจ้งความประสงค์/เจตจำนงไว้ล่วงหน้า อาจจะพร้อมกับการบริจาคอวัยวะ พร้อมแจ้งญาติให้ทราบ (นี่อาจจะลามไปถึงสิทธิของpartnerของผู้ป่วยที่ไม่ได้จดทะเบียนและLGBTที่ตัดสินใจแทนผู้ป่วย) ซึ่งต้องใช้เงื่อนไขอาการ/โรคที่ตามวินิจฉัยทางการแพทย์ ต้องใช้ความร่วมมือจากฝั่งแพทย์และนักกฎหมาย 
เราว่าเรื่องแพทย์ไม่มีปัญหาเท่ารั่ย เรื่องญาติน่ะซิ
ถ้ามองแง่ความเชื่อ ทุกศาสนาบอกว่าการฆ่าคนคือบาปรวามถึงฆ่าตัวตายด้วย แต่กรณีนี้เราว่าไม่น่าใช่ แค่ไม่รับการรักษา ปล่อยให้โรคดำเนินไปจนดับไปเอง

Reply
Kimhunt
4 years ago
โอ้ววววว ขอบคุณสำหรับมุมมองใหม่ๆค่ะ ดีใจที่มีคนสนใจเรื่องคล้ายๆกัน :) 
Kimhunt
4 years ago
โอ้ววววว ขอบคุณสำหรับมุมมองใหม่ๆค่ะ ดีใจที่มีคนสนใจเรื่องคล้ายๆกัน :) 
per_specs_tive
4 years ago
อย่าเชื่อหมด discussกันได้ ฮ่าๆ อย่างน้อยก็ได้ไอเดียใหม่ๆเนอะ :))