เบื่องาน... เบื่อคน...
เย็นแล้วขอแวะมาบ่นเรื่องงานนิดนึง เพราะเมื่อกี้เจอประโยคที่รู้สึกว่า 'มันจึ้ก' เข้าไปเต็มๆ ก็เลยขอพักเรื่องงานเอาไว้ก่อน มาบ่นก่อนเพราะอัดอั้นเหลือเกิ๊นนนน

ท้าวความก่อนว่านายเราเป็นผู้หญิง และมีมากกว่า 1 คน ซึ่งจริงๆแล้วแต่ละคนก็จะมีความพีคเป็นของตัวเอง มีลักษณะนิสัยไม่เหมือนกัน มีหลักเกณฑ์การตัดสินคนที่ไม่เหมือนกัน วันนี้ที่จะพูดถึงเอาแค่คนเดียวก่อนละกัน (เพราะแค่คนเดียวก็มีเรื่องเล่าเยอะแยะแล้ว)

เค้าจะเป็นคนมองโลกในมุมที่เค้าอยากเห็น คือ มองมาแล้วตัดสินเลยและจะเห็นเป็นแบบนั้นทันที คล้ายๆกับว่าทุกอย่างหมุนรอบตัว แต่ก็ไม่เชิง คือไม่ต้องการไปเปลี่ยนแปลงอะไรๆ แต่ต้องการวิพากษ์วิจารณ์ทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิดขึ้นในมุมมองของตัวเอง และบางทีถ้าเป็นสิ่งที่คอนโทรลได้เช่นการทำงานของลูกน้อง ก็มักจะต้องการเปลี่ยนให้เป็นในทิศทางที่ตัวเองอยากให้เป็น

เช่นเดียวกันกับการตัดสินลูกน้อง เค้าจะตัดสินจากมุมของเค้า ตัดสินจากความรู้สึก เช่น เทียบคนสองคน ถามว่าคนไหนเก่งกว่า เค้าจะไม่ดูจากความสามารถ แต่เค้าจะดูว่าเค้ารู้สึกว่าคนไหนเก่งกว่ากัน อาจจะไม่เห็นภาพชัด ยกตัวอย่างเพิ่ม เช่น ถ้ามีคน 2 คนพิมพ์แข่งกัน ตามหลักเกณฑ์ทั่วไปจะดูตาม WPM (คำที่พิมพ์ได้ต่อนาที) แต่นายเราจะมองจากความรู้สึก คือไม่สนใจว่าแต่ละคนพิมพ์ได้กี่ WPM จะฟังจากเสียงเคาะคีย์บอร์ดและความรู้สึกของเค้าในขณะที่เดินมาดู แล้วจะชี้ได้เลยว่าคนนี้พิมพ์เร็วกว่าคนนี้ (ยอดมนุษย์ป่ะหละ)

นอกจากนี้ปริมาณการทำงานก็เช่นกัน ถึงแม้จะมีการวัดเป็นตัวเลขอย่างชัดเจนว่าใครทำงานเยอะเท่าไหร่ แต่เหมือนมีไว้ประดับ เพราะสุดท้ายก็วัดจากความรู้สึกอยู่ดีกว่าคนนี้ทำงานเยอะกว่าอีกคน ซึ่งก็ไม่มีปัญหาอะไรหรอกถ้าความรู้สึกเค้ามันถูก แต่นี่ไปมองว่าคนที่อู้งานมากที่สุดทำงานเยอะที่สุด งงเหมือนกันว่าทำไม

คนคนนี้ (ที่ชอบอู้งาน) เป็นคนที่บอกว่าทำงานในที่ที่เราอยู่แล้วสบาย มีเวลาว่างเยอะจนสามารถทำอาชีพเสริมหารายได้จากทางอื่นได้ -- ในขณะที่เราทิ้งงาน Freelance และอาชีพเสริมที่เคยทำมาเพราะรู้สึกว่างานมันโคตรรรรเยอะ -- แล้วก็ชอบอู้ นั่งอยู่โต๊ะนั่นแหละ แต่ไม่ทำงาน อู้ทีก็ชั่วโมงกว่าก็มี ในขณะที่คนอื่นทำงานตลอด (บอก Nature งานเรานิดนึงว่ามันเป็นงานที่อู้ไม่ได้ ถ้าอยู่ที่โต๊ะควรจะทำงานตลอดเวลา เพราะถ้าคนทำงานน้อยลงงานจะตกไปเป็นของคนอื่น เท่ากับว่าทำตัวเป็นภาระ ทำให้คนอื่นต้องทำงานเพิ่มมากขึ้น)

แทบทุกคนในแผนกเรารู้นิสัยนางหมดเลยว่าชอบอู้ อู้ทีนานๆ บางทีก็เอางานส่วนตัวมาทำในเวลางาน บางทีก็แชทคุยกับเพื่อน (แอบลงโปรแกรม Line ไว้ในเครื่องทั้งๆที่ไม่ได้ใช้ทำงาน นายรู้แต่ก็ไม่จัดการเรื่องนี้) เวลาเดินไปถามว่าทำไมอู้ นางก็จะบอกว่าทำงานอยู่ เพิ่งเคลียร์ปัญหาเสร็จ ซึ่งจะเป็นคำตอบเดียวกันทุกครั้งไม่ว่าจะอู้ไปนานเท่าไหร่ก็ตาม

แต่ในวันที่โหลดงานเยอะๆ นายก็มักจะแสดงความเป็นห่วงเป็นใยให้นางเป็นพิเศษเสมอ จะ treat ประหนึ่งว่านางเป็นคนที่เหนื่อยหนักหนาสาหัสกว่าคนอื่น อาจจะด้วย Nature ที่ไม่พูดมาก (ไม่ค่อยมีคนคบ คบอยู่แค่ไม่กี่คน ก็คุยกันอยู่แค่นั้น) นายก็เลยมองว่าขยันทำงาน นอกจากนี้บางทีตอนเย็นนางจะตกอยู่ในสภาพยับเยิน (ไม่รู้จงใจหรือเปล่า) แต่คนยุ่งยังไงก็ไม่จำเป็นต้องหัวยุ่ง คือทำงาน ไม่ได้เอาหัวไถโต๊ะ และการที่ไม่หวีผมไม่ได้มีความเชื่อมโยงอะไรกับปริมาณงานเลย เช่นเดียวกันกับการแต่งหน้า คนที่แต่งหน้าคือแต่งมาแต่เช้า ส่วนคนที่ไม่ได้แต่งหน้าก็ไม่ได้แต่งมาแต่เช้า ไม่มีการเอาเวลางานไปแต่งหน้า หรือเอาเวลาแต่งหน้ามาทุ่มเทให้กับงาน -- แต่มันก็เปลี่ยนอะไรไม่ได้ถ้าเป็นในแง่ของ 'ความรู้สึก'

ที่เจ็บใจที่สุดคือ บางทีมีการเอามายกตัวอย่างเช่น ถ้าใครคิดว่าเหนื่อย ดูนางคนนี้สิ ทำงานซะจนซูบหมดเลย เห็นแล้วตกใจ งานเยอะขนาดนั้นเลยหรอลูก เดินกลับบ้านไหวมั้ย -- เดี๋ยวววววว คนโดนงานทับนั่งทำงานอยู่ตรงนี้ อย่าว่าแต่กลับบ้าน กรูจะได้กลับกี่โมงยังไม่รู้เลย (อาจจะโดนมองว่าไม่มีประสิทธิภาพในการทำงานด้วยรึเปล่า ถ้าทำงานดีแต่ take time -- ส่วนพวกหมกงาน ทำลวกๆไปพอเสร็จก็รอดตัว เป็นภาระของคนอื่นแทน)

เจอเรื่องแบบนี้เรื่อยๆโครตรรรรรรรน่ารำคาญ คือเราชอบงานตัวเองมากเลยนะ แต่เบื่อคนนี่แหละ นอกจากมีคนคอยเป็นตัวถ่วงที่คอยเพิ่มภาระงานแล้ว ยังมีคนคอยหนุนหลังเอ็นดูตัวถ่วงนั้นซะอีก โคตรเหนื่อยกับการทำงานหนักแล้วนายไม่เห็น แถมบางทียังชอบมีคำทำร้ายจิตใจมาเป็นระยะๆอีก 

อย่างเช่น ไฟล์ของแผนกเราจะเก็บรวมกันใน Server แล้วงานที่เราทำมันชอบหายไปจาก Server ซึ่งเราก็ทำใหม่ได้ แต่ก็จะบ่นๆว่าทำไมมันหายไปวะ นายก็จะบอกว่าไม่มีใครไปลบหรอก สงสัยเราทำในฝันล่ะมั้ง....

เอ่ออ... ประโยคนี้สำหรับคนที่ทำงานมันโคตรเจ็บเลย นอกจากไม่หาตัวว่าใครเป็นคนลบแล้ว ยังเจือกบอกว่าเราคิดไปเองว่าทำงานด้วย โคตรรรรรรจึ้ก และจะมีอะไรแบบนี้มาตลอด

บอกเลยว่าโคตรรรรรรเบื่อ!!
SHARE

Comments