ปัญหาความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจ
รายงาน Global Wealth Report 2016 ของ Credit Suisse มีข้อมูลที่บอกว่า ประชากรที่รวยที่สุด 1% ในแต่ละประเทศมีความมั่งคั่งคิดเป็นสัดส่วนกี่เปอร์เซนต์ของทั้งประเทศ เพื่อดูความไม่เท่าเทียมกันในประเทศนั้นๆ

ซึ่งสำหรับประเทศไทย คนที่รวยที่สุด 1% มีความมั่งคั่งประมาณ 58% ของทั้งประเทศเลยทีเดียวเชียว! เป็นประเทศที่มีความไม่เท่าเทียมกันสูงสุดเป็นอันดับสาม จากประมาณสี่สิบประเทศที่เค้ามีข้อมูลให้ดูเลยทีเดียว....

โดยอันดับหนึ่งคือประเทศรัสเชียที่ 74.5% (คุณพี่หมีขาวคะ เสียชื่ออดีตประเทศคอมมิวนิสต์หมด... Marx คงกำลังนอนร้องไห้อยู่ในหลุม) และอันดับสองคืออินเดียที่ 58.4% ใกล้ๆ กับของเรา

สำหรับประเทศอื่นๆ นั้น สัดส่วนความมั่งคั่งในมือคนที่รวยที่สุด 1% ในประเทศนั้นๆ อยู่ที่ประมาณ 20-50% โดยที่ประเทศใหญ่ที่สุดสองประเทศ เช่น จีนและสหรัฐฯ อยู่ที่ประมาณ 42-44%

และถ้านับความมั่งคั่งของทุกประเทศทั่วโลกรวมกันแล้วแล้ว จะพบว่าความมั่งคั่งประมาณ 50.8% ของทั้งโลกอยู่ในมือคนเพียง 1% เท่านั้น

แต่...ก่อนที่จะสรุปว่า โห ประเทศไทยมีช่องว่างระหว่างคนรวยกับคนจนเยอะว่าของจีนกับของสหรัฐเยอะขนาดนี้เชียว ลองขับไปดูสัดส่วนของความมั่งคั่งทที่อยู่ในมือของคนรวยที่สุด 10% ในประเทศบ้าง แล้วเราก็จะพบว่าสัดส่วนของไทย สหรัฐ และก็จีนก็ห่างกันไม่มากเท่าไหร่นะ (ไทย 79.9%, สหรัฐฯ 77.6%, จีน 73.2%)

กล่าวคือ.... "คนรวย" สุด 10% ในไทยนี่ อาจจะมีความมั่งคั่งในสัดส่วนพอๆ กับหลายประเทศอื่นๆ แต่ "คนอภิมหาซุปเปอร์รวย" 1% ในไทยเนี่ย.... เป็นอีกระดับขึ้นไปจาก "คนรวย" ในประเทศไทยเลยทีเดียว

(แต่ก็ยังเทียบไม่ได้กับรัสเชีย และของทั้งโลกรวมๆ กันอยู่ดี ที่คนแค่ 10% มีความมั่งคั่งปาเข้าไปเกือบๆ 90%)

ซึ่งแน่นอนว่า ความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจมากมายขนาดนี้ ไม่เป็นผลดีแน่ๆ

ลองนึกภาพในมุมกลับกัน ครึ่งนึงของประชากรไทยทั้งหมด มีความมั่งคั่งไม่ถึงสามเปอร์เซ็นต์ของความมั่งคั่งทั้งประเทศ! (หรือถ้านับของทั้งโลกตัวเลขนั้นจะอยู่ที่เพียงแค่ประมาณ 1%)

นี่ไม่ใช่ปัญหาใหม่อะไร ตัวเลขประมาณนี้เราก็เคยได้ยินมาก่อนหน้านี้ซักพักแล้ว แต่ก็ยังไม่เห็นวี่แววว่าจะมีอะไรที่สามารถเปลี่ยนแปลงเรื่องนี้ไปในทางที่ดีขึ้นได้

และมันยิ่งน่าเป็นห่วงขึ้นเรื่อยๆ เพราะความไม่เท่าเทียมกันทางด้านเศรษฐกิจ มันไม่ใช่เป็นแค่เรื่องของจำนวนเงิน แต่มันยังคงรวมถึงความไม่เท่าเทียมกันด้านโอกาส ด้านสังคม ด้านสิทธิต่างๆ รวมไปถึงเรื่องของการอยู่รอดอีกด้วย

นี่ก็คงเป็นหนึ่งในอีกหลายๆ เหตุผลที่ทำให้เรารู้สึกว่าความคิดของเราขยับไปตามแนวทางของพวก socialist สังคมนิยมมากขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเทียบกับสมัยตอนที่เป็นนักเรียนทางด้านเศรษฐศาสตร์ ซึ่งตอนนั้นเราเชื่อจริงๆ ว่าทุนนิยม ตลาดเสรีจะเป็นคำตอบของทุกอย่าง

พอตอนนี้เริ่มเข้าใจมากขึ้น ว่าคำว่า "ตลาดเสรี" มันไม่ใช่สิ่งที่วิ่งไปวิ่งมาอยู่ในป่าที่เราควรจะปล่อยมันไปเป็นตามธรรมชาติ การมีกฎเกณฑ์หรือไม่มีกฎเกณฑ์อะไรซักอย่างมันก็เป็นสิ่งที่มนุษย์ตั้งกันขึ้นมาทั้งนั้น และก็จะมีกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งเป็นผู้ได้ประโยชน์และอีกบางกลุ่มเป็นผู้เสียประโยชน์ทั้งนั้นล่ะ และ ณ ตอนนี้ มันก็เป็นที่เห็นๆ กันอยู่แล้วว่ากฎเกณฑ์ทั้งหลายที่มันมีอยู่ และที่มันมีแนวโน้มจะมีต่อไป มันมักจะทำให้คนที่รวยอยู่แล้วรวยขึ้นได้ง่ายกว่าที่จะทำให้คนที่ไม่รวยรวยขึ้นมาได้

จะว่าไป เราก็เคยเขียนถึงเรื่องนี้มาแล้วเมื่อตอนต้นปี (http://on.fb.me/1pAVvNp) ตอนช่วงที่นั่งอ่านหนังสือ Saving Capitalism ของอาจารย์ Robert Reich (http://amzn.to/1Qn3ypK) แต่ถึงตอนนี้เราก็ยังไม่รู้อยู่ดีว่าในฐานะบุคคลทั่วไป เราจะทำอะไรได้บ้าง?

ก็คงต้องพยายามหาข้อมูล และพยายามค่อยๆ คิดกันต่อไป...

ปล. ข้อมูลทั้งหมดสามารถไปหาดูตามได้ที่
http://publications.credit-suisse.com/tasks/render/file/index.cfm?fileid=AD6F2B43-B17B-345E-E20A1A254A3E24A5

ตัวเลขที่บอกว่าสัดส่วนของความมั่งคั่งในแต่ละประเทศอยู่กับประชากรที่รวยที่สุดแต่ละ dectile และที่รวยที่สุด 1% อยู่หน้า 147 - Table 6-5: Wealth shares and minimum wealth of deciles and top percentiles for regions and selected countries, 2016

แต่ถ้าใครสนใจอยากไปเปิดดู Gini Coefficient ก็สามารถไปเปิดดูได้ที่หน้า 105 - Table 3-1: Wealth pattern within countries, 2016

หรือถ้าใครอยากอ่านตัวรายงานเรื่องนี้และรายงานอื่นๆ ก็ไปหาได้ที่
https://www.credit-suisse.com/us/en/about-us/research/research-institute/publications.html

ปล๒. เราไปอ่านเจอข่าวนี้ครั้งแรกบน Independent.co.uk (http://www.independent.co.uk/news/world/politics/credit-suisse-global-wealth-world-most-unequal-countries-revealed-a7434431.html)
SHARE
Writer
Cloud9
นักอ่านแอบเขียน
https://www.facebook.com/1Thing.1Thing

Comments