สารวัตรนักเรียนเสื้อสีฝุ่น
(1)


เรื่องราวมันเกิดขึ้นตอนที่ผมเรียนอยู่ชั้นป.สี่

ตอนนั้นสิ่งที่เด็กอายุสิบขวบอย่างผมอยากเป็นมากๆ ไม่ใช่การเป็นหัวหน้าห้องอะไรเทือกนั้น (เพราะจริงๆ เคยเป็นมาแล้วแต่ดูแววว่าจะไม่รุ่งเท่าไหร่) แต่ผมฝันไกลกว่านั้น ความฝันที่ว่าก็คือ  “การได้เป็นสารวัตรนักเรียน” 
 
แน่ล่ะ สารวัตรนักเรียนมันเป็นชื่อที่ดูเท่ห์ออกนี่นา ฟังเผินๆ เหมือนได้เป็นนายตำรวจที่มียศใหญ่พอตัว เด็กผู้ชายไม่ว่าใครก็คงอยากเป็นแน่ๆ

นอกจากชื่อเรียกเท่ห์ๆ แล้ว อีกเหตุผลที่ทำให้ผมอยากเป็นสารวัตรนักเรียนคงหนีไม่พ้น “ปลอกแขนสีแดง” ที่ใส่ไว้ที่ต้นแขนด้านขวา มันคือสัญลักษณ์ที่โดดเด่น ไม่ว่าจะเดินไปที่ไหน ปลอกแขนสีแดงจะสุดตาทุกคน จากเสียงพูดคุยเซ็งแซ่ที่น่ารำคาญ เมื่อเห็นปลอกแขนสีแดงนี้ทุกคนจะเงียบลงและระมัดระวังตัว

ใช่ครับ หน้าที่ของสารวัตรนักเรียนคือการจับผิดนักเรียนที่กระทำผิด ดำเนินกิจกรรมต่างๆ และควบคุมกฎระเบียบของโรงเรียนนั่นเอง

มันเป็นหน้าที่ที่ยิ่งใหญ่ น่าภาคภูมิใจ ในขณะเดียวกันก็น่าสงสารที่มีคนหมั่นไส้อยู่ไม่น้อยเลยทีเดียว

ที่โรงเรียนของผม ในหนึ่งชั้นปีจะมีสารวัตรนักเรียนด้วยกันทั้งหมดห้าคน และห้าคนนี้จะดูแลภารกิจของโรงเรียนกันคนละวัน

ป.หนึ่งถึงป.สามโรงเรียนคงมองว่ายังเด็กเกินไป ดังนั้นสิทธิ์ในการเป็นสารวัตรนักเรียนจึงเป็นของป.สี่ถึงป.หก

ดังนั้น ในหนึ่งวันจะมีสารวัตรนักเรียนทั้งหมดเพียงสามคนคือ สารวัตรนักเรียน ป.สี่ ป.ห้า และป.หก ชั้นปีละหนึ่งคนเท่านั้น

สำหรับเด็กป.สี่ที่เพิ่งจะได้มีโอกาสแย่งชิงตำแหน่งสารวัตรนักเรียนเป็นครั้งแรกนั้นถือว่าเป็นสิ่งที่ตื่นเต้น

“ห้าคนจากนักเรียนกว่าร้อยคน จะมีใครบ้างนะ” เป็นประเด็นที่ใครๆ ต่างก็พูดถึงกัน

และแล้ววันตัดสินชะตาชีวิตก็มาถึง...

“รายชื่อสารวัตรนักเรียนประจำชั้นประถมศึกษาปีที่สี่” ถูกแปะติดอยู่บอร์ดหน้าตึก

และในนั้นมีชื่อของผมเป็นสารวัตรนักเรียนประจำวันพุธ!
 


(2)


ไชโย!!! ทำได้แล้ว!!! ได้เป็นสารวัตรนักเรียนแล้ว!!!

ถึงแม้จะไม่ค่อยชอบวันพุธเท่าไหร่ เพราะเป็นวันที่ต้องเรียนลูกเสือและแต่งเครื่องแบบ

มีทั้งหมวกและผ้าพันคอที่เป้นสีสันสำหรับชุดลูกเสืออยู่แล้ว แค่ปลอกแขนสีแดงเพิ่มเข้าไปอีกหนึ่งอันมันคงไม่สะดุดตาเท่ากับวันที่แต่งชุดนักเรียนธรรมดาหรอก

เอาน่า...สิ่งที่เกิดขึ้นแล้วคงเปลี่ยนแปลงไม่ได้

มามีความสุขกับปัจจุบันกันดีกว่า


จากนี้ไปหนึ่งปีเต็มๆ ผมคือสารวัตรนักเรียนประจำวันพุธ คราวนี้แหล่ะผมจะทำให้ทุกคนอยู่ในกฎระเบียบมากขึ้นและทำให้โรงเรียนนี้น่าอยู่มากขึ้น..ผมสัญญา

ว่าแล้วก็รีบไปตามหาพี่สารวัตรนักเรียนประจำวันพุธของป.ห้าและป.หก ลองคุยกันดูดีกว่าว่าเราจะทำอะไรเพื่อโรงเรียนได้บ้าง

แต่พอไปเจอสารวัตรนักเรียนรุ่นพี่ทั้งสองคนแล้ว ผมกลับรู้สึกผิดหวัง ทั้งสองคนไม่ได้เป็นอย่างที่ผมคิดเท่าไหร่

พี่ป.ห้าเป็นผู้หญิงเนิร์ดๆใส่แว่นดูขี้อายไม่กล้าแสดงออกเท่าไหร่ แค่พูดกับผม พี่เค้ายังไม่มองตาผมเลยด้วยซ้ำ

ส่วนพี่ป.หกเป็นผู้ชายตัวใหญ่ๆ ขณะที่คุยกันมือยังถือไอศครีมโคนรสชอคโกแลต พอมีโอกาสเมื่อไหร่ พี่เค้ามักจะยกไอศรีมโคนนั้นขึ้นเลียอยู่เสมอ

พลังความฝันที่ผมมีดูเหมือนจะส่งไปไม่ถึงคนทั้งคู่

เพราะดูเหมือนว่าทั้งคู่ไม่ได้อยากจะเป็นสารวัตรนักเรียนมาตั้งแต่แรก แต่โดนบังคับเสียมากกว่า

พอผมถามว่าอยากทำอะไรเพื่อโรงเรียนกันบ้าง กลับไม่ได้รับคำตอบอะไรที่เป็นเรื่องเป็นราว

สุดท้าย...

“น้อง อยากทำอะไรก็ทำเลยนะ” บทสนทนาของเราสามคนจบลงแต่เพียงเท่านั้น

คืนนั้น ผมเอาเรื่องที่ตัวเองได้เป็นสารวัตรนักเรียนไปเล่าให้แม่ฟัง

รวมถึงเล่าปัญหาที่พบเจอมาด้วย แม่ให้กำลังใจและบอกกับผมว่า

“ไม่เป็นไรนี่ คนอื่นเขาไม่ทำ แต่เราทำ อยากทำอะไรล่ะ ลองเริ่มทำอะไรจากเล็กๆ น้อยๆ ก่อนก็ได้ อย่างเช่นพวกการทำความสะอาดโรงเรียนก็ได้นะ มันมีประโยชน์อยู่แล้วล่ะ”
 
ผมว่าแม่พูดถูก ถ้าเราไม่เริ่ม แล้วใครจะเริ่มล่ะ 
เรามาเริ่มที่สิ่งที่ง่ายที่สุดก่อนดีกว่า...





(3)


เวลาผ่านไปราวๆ สามเดือน

“โครงการโรงเรียนสีขาว” ถูกจัดทำขึ้นมาหลังจากที่มีการประชุมกันระหว่างสารวัตรนักเรียนทั้งสามชั้นปี

แน่นอนว่าเจ้าของไอเดียไม่ใช่ใครที่ไหน แต่เป็นผมเอง (ไม่สิ จริงๆ เรียกว่าเป็นไอเดียของแม่ผมจะถูกกว่า)

โครงการนี้คือการมอบหมายให้นักเรียนในโรงเรียนแต่ละชั้นเรียน รับผิดชอบในการทำความสะอาดสถานที่ต่างๆในโรงเรียนช่วงเช้าก่อนเข้าแถวเคารพธงชาติ

แน่นอนว่าสารวัตรนักเรียนอย่างพวกผมก็มีหน้าที่ต้องคอยสอดส่องดูแลความเรียบร้อยต่างๆให้เป็นไปได้ด้วยดีนั่นเอง

“เห็นไหมว่า...ถ้าเราทุกคนร่วมมือกัน ทุกอย่างจะเป็นไปได้” ผมคิดในใจ

โครงการนี้ได้รับเสียงตอบรับที่ดีมากจากครูและอาจารย์ในโรงเรียน แต่สำหรับนักเรียน กิจกรรมการทำความสะอาด เก็บขยะและกวาดถนนดูเป็นเรื่องน่าเบื่อ

ถึงแม้บางคนจะรู้สึกเบื่อหน่ายกับโครงการนี้แต่ก็ยอมให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี แต่สำหรับบางคนการทำเรื่องน่าเบื่อซ้ำๆ คงเกินกว่าที่อดทนไหว...

ในตอนเทอมสอง คนที่เข้าร่วมโครงการนี้มีจำนวนลดลงอย่างน่าใจหายเลยทีเดียว แต่ละห้องมีนักเรียนสามสิบหรือสี่สิบคนก็จริง แต่คนที่ลงมาช่วยทำความสะอาดมีไม่ถึงสิบคน...

เหตุการณ์อย่างนี้ดำเนินมาเรื่อยๆ จนกระทั่งวันนั้น วันพุธวันหนึ่งที่เป็นการทำหน้าที่สารวัตรนักเรียนครั้งสุดท้ายของผม... 




(4)


วันนั้นผมรีบมาโรงเรียนแต่เช้า ยังไม่ได้แวะขึ้นไปบนห้อง ก็รีบตรงไปที่ลานหน้าห้องคหกรรม สถานที่ที่เป็นที่รับผิดชอบในการทำความสะอาดของห้องผมเอง

แต่เมื่อผมไปถึงกลับพบว่า

ไม่มีใครอยู่ตรงนั้นเลย....
 
ใช่ ไม่มีใครสักคน ยกเว้นผมคนเดียว

ผมยืนงงอยู่ตรงนั้น ถามตัวเองว่า จำวันผิดหรือเปล่า มาผิดที่หรือเปล่า แต่เมื่อตรวจดูทุกอย่างจนแน่ใจแล้วว่ามันไม่ได้เกิดจากความเข้าใจผิด ก็ทำให้แน่ใจได้แล้วว่า “โครงการโรงเรียนสีขาว” ถึงเวลาหมดอายุ
 
ระหว่างที่ยังยืนงุนงงอยู่ตรงนั้น มีเพื่อนห้องเดียวกันกับผมกลุ่มนึงห้าถึงหกคนเดินผ่านมาพอดี ดูจากกระเป๋าที่ยังสะพายอยู่ที่หลังก็รู้ได้ทันทีว่า พวกเขาเพิ่งจะมาถึงโรงเรียนและยังไม่ได้ขึ้นไปเก็บของบนห้องเหมือนกับผม

ผมรีบลากตัวเพื่อนทั้งกลุ่มไว้ บอกให้พวกเขารู้ว่าวันนี้เป็นเวรทำความสะอาดของห้องเราตรงนี้

บางคนทำหน้างุนงง

บางคนทำหน้าเบื่อหน่าย

บางคนทำหน้าเอือมระอากับสิ่งที่ผมพูด

สุดท้ายไม่ว่าใครจะว่าอย่างไร ผมออกคำสั่งให้พวกเขาวางกระเป๋าสะพายลงและเริ่มทำความสะอาดกันก่อนที่จะขึ้นไปบนห้อง

ปลอกแขนสีแดงยังคงมีอำนาจควบคุมคนได้อยู่เช่นเคย ถึงแม้จะไม่ค่อยเต็มใจนัก ทุกคนเริ่มลงมือหยิบอุปกรณ์ทำความสะอาดที่มีจัดเตรียมไว้

จากลานหน้าห้องคหกรรมที่เราทำความสะอาดกันอยู่ กับห้องเรียนของเรา ห่างกันไม่ค่อยมากนักก็จริง แต่ห้องเรียนของเราอยู่บนชั้นสอง และยังมีอีกตึกหนึ่งบังคั่นไว้ด้วย หากจะตะโกนไปเรียกให้ทุกคนลงมาทำความสะอาดก็แทบเป็นไปไม่ได้เลยที่ใครจะได้ยิน

หากจะไปเรียกจริงๆ ก็คงมีแต่ต้องวิ่งไปตามเท่านั้น สุดท้ายจึงมีแค่พวกเราที่ทำความสะอาดกัน โดยที่คนอื่นยังไม่ลงมา

และแล้วความคิดอันไร้เดียงสาของเพื่อนคนหนึ่งก็จุดชนวนให้ระเบิดที่เตรียมมา ได้เวลาระเบิดจนได้

“โอ้ย ทำไมคนอื่นไม่มาช่วยกันบ้างล่ะ เอาเปรียบกันชะมัด ฉันจะกวาดแรงๆให้ฝุ่นมันฟุ้งจนไปถึงห้องเราเลย คอยดู”

ว่าแล้ว เพื่อนคนดังกล่าวก็เริ่มใช้ไม้กวาด กวาดเศษใบไม้และฝุ่นผงอย่างรุนแรง

เมื่อเพื่อนคนอื่นเห็น ก็เริ่มพากันทำตาม...

เศษฝุ่น ใบไม้ และขยะขนาดเล็ก เริ่มลอยตัวสูงขึ้นในอากาศ

“จริงสินะ ในเมื่อไม่ยอมเชื่อฟังกันดีๆ ก็ควรจะโดนลงโทษเสียบ้าง” ผมคิดในใจ

มือสองข้างเอื้อมไปจับไม้กวาดทางมะพร้าว แล้วกวาดซ้ายกวาดขวาอย่างแรง หวังให้เศษฝุ่นลอยสูงขึ้นไป ลอยไปให้ไกลจนถึงห้องของตัวเอง (ถึงแม้เมื่อมาคคิดตอนหลังจะรู้ว่าเศษฝุ่นเหล่านี้ไม่มีทางลอยไปถึงห้องของตัวเองได้เลยก็ตาม)

ในจังหวะนั้นเองที่อาจารย์ฝ่ายปกตรองท่านหนึ่งเดินผ่านมาและเห็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น

“หยุดเดี๋ยวนี้ พวกเธอกำลังทำอะไร!!!” 

เสียงตะโกนดุนั้นทำให้พวกเราทุกคนหยุดชะงัก





(5)


เหตุการณ์นี้ผ่านมาเกือบยี่สิบปีแล้ว แต่ความรู้สึกนั้นยังฝังแน่นอยู่ในความทรงจำของผมอย่างชัดเจน

นึกย้อนกลับไป มันอาจจะดูเหมือนเรื่องตลกน่าหัวเราะของเด็กๆ ที่ยังรู้เท่าไม่ถึงการณ์

แต่สำหรับเด็กคนนั้น มันคือ การพังทลายของความฝันครั้งสำคัญ
 

เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นต่อจากนั้นคือ พวกเราทั้งกลุ่มหยุดทำความสะอาดทันที และถูกอาจารย์ฝ่ายปกครองท่านนั้นต่อว่าอย่างรุนแรง

ซ้ำร้าย ในวันเดียวกันนั้น เรายังมีเรียนวิชาของอาจารย์ฝ่ายปกครองคนนั้นเสียด้วย

ระหว่างที่เรียนวิชานั้น ในใจของผมกลัวเหลือเกินว่าจะถูกตำหนิถึงสิ่งที่ได้กระทำลงไปเมื่อเช้า แต่พอเริ่มเรียนไปได้สักพัก ดูเหมือนอาจารย์จะไม่ได้ใส่ใจกับสิ่งที่พวกเราทำไปสักเท่าไหร่ จนผมเริ่มใจชื้นขึ้นมาบ้าง

แต่ใครล่ะจะรู้ว่าสิ่งสำคัญต้องเก็บไว้เป็นลำดับสุดท้ายสิ มันถึงจะสะเทือนอารมณ์มากที่สุด

ก่อนจบคราบเรียน อาจารย์ถามทุกคนว่า “ตอนอยู่ที่บ้านพวกเธอเคยช่วยพ่อแม่ทำความสะอาดบ้านบ้างไหม”

“เคยครับ/ค่ะ” เสียงทุกคนตอบพร้อมกัน

อาจารย์แสยะยิ้มเล็กน้อย ก่อนหันหน้ามามองผมและเพื่อนๆที่ทำความสะอาดกันเมื่อเช้า แล้วพูดขึ้นว่า “งั้นช่วยสอนเพื่อนของพวกเธอหน่อยนะ ว่าการกวาดพื้นที่ดีต้องทำยังไง”
เสียงหัวเราะของเพื่อนๆดังขึ้น กลบเสียงร้องไห้ที่ตะโกนอยู่ในใจของผม

ณ วินาทีนั้น การเป็นสารวัตรนักเรียนของผมสิ้นสุดลงเป็นที่เรียบร้อยแล้ว...
 
ทุกวันพุธ ผมยังคงสวมปลอกแขนสีแดงในชุดลูกเสืออยู่เช่นเดิม

แต่ผมไม่ลงไปคุมการทำความสะอาดที่ลานหน้าห้องคหกรรมอีกแล้ว

คำว่าสารวัตรนักเรียนไม่ได้มีความสำคัญอะไรกับผมอีกต่อไป

ผมรอเวลาขึ้นชั้นป.ห้า เพื่อที่จะได้ยุติบทบาทของการเป็นสารวัตรนักเรียนเสียที

ปลอกแขนสีแดงที่เคยเป็นปลอกแขนวิเศษสำหรับผม ไม่ได้มีความสำคัญอีกต่อไป

ผมไม่ได้อยากเป็นสารวัตรนักเรียนที่มีคนมานับถือ แต่อยากเป็นนักเรียนธรรมดาที่มีเพื่อนสนิทที่รักใคร่มากกว่า

ผมรักความยุติธรรม และคิดไปว่าความยุติธรรมนั้นจะย้อนกลับคืนมาหาผมเสมอ

แต่มารู้ตอนนี้ก็เหมือนสายเกินไป ผมได้แต่ยิ้มให้กับความโง่เง่าที่ตัวเองสร้างไว้ในตอนนั้น
 


นิทานเรื่องนี้ ไม่สามารถกลับไปแก้ไขตอนจบให้มันสวยงามกว่านี้ได้ 

ถ้าวันนั้นผมได้อธิบายเหตุผลที่ตัวเองทำอะไรอย่างนั้นออกไปได้ ผมคงจะรู้สึกดีกับตัวเองมากกว่านี้

ผมก็ยังแปลกใจเหมือนกันว่าทำไมวันนั้นผมถึงไม่ได้พูดอะไร ได้แต่นั่งก้มหน้าและไม่สบสายตาใคร

รอจนทุกคนลืมเรื่องทุกอย่างจนหมดไป และผมสามารถกลับมาใช้ชีวิตได้เป็นปกติอีกครั้ง 

ตอนนั้นผมคิดอยู่แค่นั้นจริง ๆ...





(6)


เหตุการณ์ในชีวิตประกอบกับปัจจัยอะไรหลายๆอย่าง อาจทำให้ชีวิตคนเราเปลี่ยนแปลงไป

ความทะเยอทยาน ความภาคภูมิใจ ความกร่าง ความรักในอำนาจ จิตใจที่รักความยุติธรรม การประชดประชัน เข็ดหลาบ หวาดกลัว และฝังใจ

ทั้งหมดทั้งมวลผมเชื่อว่าเราทุกคนจะเคยผ่านพ้นมันมาหมดแล้ว


ตอนที่เราเป็นเด็ก เราอาจจะยังรู้เท่าไม่ถึงการณ์ แยกแยะอะไรไม่ได้ แต่เมื่อโตมาเป็นผู้ใหญ่แล้วย้อนมองกลับเข้าไป เราพอจะรู้ว่าสิ่งที่เราทำไปนั้นมันถูกต้องหรือไม่ อะไรควรทำและไม่ควรทำ

อย่างที่ใครๆก็บอกว่า อดีตนั้นมันผ่านไปแล้ว แก้ไขไม่ได้ ผมว่ามันก็จริงนะ

สิ่งที่เราทำได้คือต่อจากนี้ไปต่างหาก

แต่ก่อนที่จะเดินต่อไป เราเคยให้อภัยตัวเองแล้วหรือยัง
 
ให้อภัยกับความผิดพลาดในอดีตของตัวเอง กลับมารักตัวเอง นับถือตัวเอง พร้อมที่จะเป็นตัวของตัวเองแล้วหรือยัง

เมื่อผมมองย้อนกลับไปที่ตัวเองในวันนั้น

ผมกลับรู้สึกอยากวิ่งเข้าไปกอดเด็กชายคนนั้นเหลือเกิน

แม้ไม่มีใครเข้าใจในสิ่งที่เขาเป็น แต่ผมว่าผมเข้าใจนะ

ไฟที่เคยลุกโชติช่วง ถูกลมพัดจนดับไป ผมอยากกลับไปจุดไฟในใจเขาอีกครั้ง...

นี่แหล่ะมั้งเหตุผลที่ผมเขียนอะไรเสียยืดยาวแบบนี้

เอาล่ะ มาถึงตอนจบกันสักที
 


 
(7)


ในวันนั้น ผมเห็นสารวัตรนักเรียนในชุดลูกสือยืนอยู่ที่ลานหน้าห้องคหกรรม พร้อมกับเพื่อนๆอีกห้าหกคนที่เริ่มลงมือทำความสะอาด

ขณะที่เพื่อนๆ เริ่มกวาดพื้นลานหน้าห้องคหกรรมจนฝุ่นฟุ้ง

ผมเดินเข้าไปกระซิบบอกกับสารวัตรนักเรียนคนนั้นว่า

“ห้ามเพื่อนของเธอสิ เธอรู้ใช่ไหมว่ามันเป็นสิ่งที่ไม่ควรทำ”
 
เขาพยักหน้าให้ผมหนึ่งครั้งก่อนตะโกนบอกเพื่อนของเขาให้หยุดการทำในสิ่งที่ไม่ถูกต้อง

“พวกเธอรอฉันตรงนี้นะ ฉันจะลองไปตามเพื่อนบนห้องให้ลงมาช่วยกันอีกครั้ง” เขาพูดพร้อมกับก้าวเท้าวิ่งออกไป

ผมมองเห็นแผ่นหลังของสารวัตรนักเรียนเสื้อสีฝุ่นคนนั้นห่างออกไป...

ผมว่าเขาเป็นสารวัตรนักเรียนที่เท่ห์ที่สุดเท่าที่ผมเคยเห็นมาเลยแหล่ะ
 

SHARE
Writer
pratpreecha
Writer
ชอบเขียนครับ อยากจ้างเขียนอะไร ลองติดต่อมาได้นะครับ^^ ฝากติดตามFacebook <<Better Me Free Happiness:ดีกว่าเดิม สุขกว่าเดิม>>ด้วยนะครับ https://www.facebook.com/bettermefreehappiness/

Comments

Maiyamok
3 years ago
เข้าใจความรู้สึกเลยค่ะ การอยากทำสิ่งที่ถูกต้องและดี ตั้งใจทำดีมาแต่เหมือนมีบางสิ่งที่ไม่ยุติธรรมกับเรา บางครั้งเราจึงทำสิ่งที่ผิดพลาดไป แต่ครั้งนั้นที่เราพลาดไปมันจะเป็นปมในใจของเรา เก็บไว้เป็นประสบการณ์ค่ะ ถึงอย่างไรก็กลับไปแก้ไขไม่ได้แล้ว :)
Reply
pratpreecha
3 years ago
ขอบคุณครับ มันอาจจะเป็นปมในอดีตที่ติดอยู่ในความทรงจำของเรา แต่พอมาถึงวันนี้เมื่อเราจัดการความคิดทั้งหมดอีกครั้งแล้ว ปมนั้นมันก็ถูกคลายออกแล้วครับ;)
m038116822
3 years ago
ความทรงจำคือสิ่งที่เกิดขึ้นแล้วเปลี่ยนแปลงไม่ได้....
Reply