"Condemn me. It does not matter. History will absolve me."
Condemn me. It does not matter. History will absolve me. 
คำพูดข้างบนนี้ ฟิเดล คาสโตร อดีตผู้นำการปฏิวัติ และอดีตผู้นำ"เผด็จการ" ของคิวบา ได้กล่าวไว้เมื่อตั้งแต่ปี 1953 ก่อนที่จะทำการปฏิวัติสำเร็จ ก่อนที่จะขึ้นมาเป็นผู้นำซะอีก

แปลแบบคร่าวๆ ได้ประมาณว่า...

"ใครจะต่อว่าผมอะไรยังไงก็ช่าง ประวัติศาสตร์จะให้อภัยผมเอง"

กว่าหกทศวรรษหลังจากคำพูดนี้ ฟิเดล คาสโตร ได้สิ้นชีวิตลงไปเมื่อวันศุกร์ที่ 26 พ.ย. ที่ผ่านมา (หลังจากที่รอดจากความพยายามลอบสังหารไปมากกว่าหกร้อยครั้ง)

แต่ถึงแม้ว่าในตอนนี้ประวัติศาสตร์ก็ยังไม่ได้พิสูจน์ให้เห็นว่า คาสโตร เป็นฝ่ายที่ถูก แต่หากดูจากการที่มีคนพูดถึงฟิเดล คาสโตร ในแง่ดีหลายอย่างหลังจากที่เค้าเสียชีวิตไป ก็จะพบว่า คาสโตร เองก็ไม่ใช่คนที่เลวร้ายไปซะหมดทุกอย่างแบบที่ประเทศสหรัฐฯ อยากให้เราคิดหรอกนะ

สำหรับคนที่ได้รับทั้งการศึกษาและข้อมูลส่วนใหญ่มาจากฝั่ง "โลกตะวันตก" ชื่อประเทศนี้และชื่อคนคนนี้ อาจจะมีภาพลักษณ์ที่ไม่ค่อยดีนัก หลายครั้งเรามักจะได้ยินชื่อของฟิเดล คาสโตร ไปพร้อมๆ กับคำว่า "เผด็จการ" หรือ "โหดเหี้ยม"

ซึ่งเราก็เป็นหนึ่งในคนที่เคยมีความคิดแบบนั้นเหมือนกัน แต่ในช่วงสองปีที่ผ่านมา เราได้พอมีโอกาสที่จะเปิดค้นหาข้อมูลที่เกี่ยวกับประเทศนี้มาบ้าง และมันก็มีสิ่งที่ทำให้เรารู้สึกแปลกใจ และเป็นการเตือนใจเราว่าทุกๆ คน ทุกๆ เรื่อง มีมากกว่าแค่สิ่งที่เห็นจากมุมมองใดมุมมองหนึ่งทั้งนั้นล่ะ

ไม่มีใครดีพร้อมทุกสิ่ง และไม่มีใครเลวร้ายไปหมดทุกอย่างหรอกนะ การมองโลกว่าเป็นแค่สีขาวหรือสีดำไม่ใช่วิธีการมองโลกอย่างเป็นจริงหรอก

สามเรื่องหลักๆ ที่ทำให้เรารู้สึกเปลี่ยนมุมมองที่เราเคยมีต่อคิวบาคือ...


1 ประเทศคิวบามีความก้าวหน้าเรื่อง biotechnolgy มากเลยทีเดียว

ประมาณสองปีก่อน เราไปอ่านเจอมากว่า มีบริษัททางด้าน biotech ของไทย ไปเป็นพาร์ทเนอร์กับบริษัท biotech ในคิวบา ไปขอความรู้ความร่วมมือกับบริษัทแถวนั้น

ขอยอมรับตรงๆ เลยว่า ณ ตอนนั้น ความคิดแรกที่เข้ามาในหัวเราคือว่า ประเทศไทยเราจะไปเรียนรู้อะไรได้จากประเทศคิวบาเหรอ? เราน่าจะพัฒนาไปเยอะว่าคิวบาแล้วไม่ใช่เหรอ?

แต่พอไปค้นๆ ดูรายละเอียดดูนิดหน่อย กลับพบว่า ทางด้าน biotech ด้านการแพทย์ของคิวบา (รวมไปถึงเรื่องของการศึกษา) นั้นมีการพัฒนาไปได้มากกว่าที่เราคิดเยอะเลย

นอกเหนือจากเรื่องของการให้บริการสาธารณสุขให้กับประชากรเกือบทั้งประเทศได้ (โดยที่คิวบามีอัตราการเสียชีวิตของทั้งเด็กและผู้ใหญ่ น้อยกว่าในหลายประเทศที่พัฒนาแล้วซะอีก) ประเทศคิวบายังมีทั้งความสามารถในการผลิตยา generics และการคิดค้นยาและวัคซีนใหม่ๆ ของตัวเองด้วยซ้ำ

และยังเป็นประเทศที่มีจำนวนบุคลากรทางการแพทย์(เมื่อเทียบกับประชากร)ที่ค่อนข้างสูง และสามารถ "ส่งออก" บุคลากรทางการแพทย์ทั้งหลายเหล่านี้ไปช่วยเหลือประเทศต่างๆ ได้มากมาย

ซึ่งมันก็เป็นผลมาจากวิสัยทัศน์ของฟิเดล คาสโตรที่ต้องการให้ประชาชนในประเทศคิวบาสามารถเข้าถึงระบบสาธารณสุขและระบบการศึกษาที่เพียงพอให้ได้

แน่นอนว่า ในอีกหลายๆ เรื่อง อย่างเช่นเรื่องของเสรีภาพในหลายประเด็น ประเทศคิวบาอาจจะเทียบกับในประเทศสหรัฐฯ ไม่ได้เลยก็ตาม แต่ว่ากันว่า คนจนในคิวบานั้นสามารถมีคุณภาพชีวิตที่ดีกว่าคนที่เกิดมาในครอบครัวที่จนในประเทศที่พัฒนาแล้วหลายๆ ประเทศเลยด้วยซ้ำ (แต่ก็อย่างว่าล่ะนะ ในคิวบาก็จะไม่มีคนรวยที่มีคุณภาพชีวิตที่เทียบเท่ากับคนรวยๆ ในประเทศอื่นๆ เหมือนกัน)


2 ความสัมพันธ์ระหว่างคิวบากับสหรัฐอเมริกา ไม่ได้มาแย่แค่ตอนช่วงสงครามเย็น

สิ่งที่เรามักจะได้ยินเกี่ยวกับเรื่องของคิวบา คือความขัดแย้งระหว่างคิวบากับประเทศสหรัฐฯ ในช่วงสงครามเย็น โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องของ วิกฤตขีปนาวุธในคิวบาปี 1962 (อ่านต่อเพิ่มเติมได้ที่เพจ สรุป ค่า)

แต่จริงๆ แล้วความสัมพันธ์ระหว่างคิวบาและสหรัฐฯ ไม่ได้มีแค่นั้น

แน่นอนว่าในมุมมองของสหรัฐฯ ฟิเดล คาสโตร เป็นผู้ร้าย เป็นเผด็จการที่โหดเหี้ยม และสหรัฐฯ ต้องการที่จะช่วยปลดปล่อยประเทศคิวบาจากการกดขี่ของคาสโตร

แต่... ก่อนหน้าที่คาสโตรจะปฏิวัติและเปลี่ยนแปลงคิวบาให้กลายเป็นประเทศคอมมิวนิสต์ ประเทศสหรัฐฯ เองก็ได้มีการบุกมาเพื่อ "ช่วยเหลือ" คิวบาหลากหลายครั้ง รวมถึงการให้ความสนับสนุนผู้นำเผด็จการทหารคนก่อน (Fulgencio Batista) เพียงเพราะไม่อยากให้ประเทศคิวบากลายเป็นคอมมิวนิสต์ไป

(ซึ่งบางคนอาจจะมองว่าเป็นแค่เรื่องของอุดมการณ์ การต่อสู้ระหว่าง capitalism กับ communism แต่บางคนที่มองโลกในแง่ร้ายหน่อย อาจจะบอกว่า จริงๆ แล้วมันก็เป็นเรื่องของการปกป้องผลประโยชน์ของสหรัฐฯ เท่านั้นล่ะ แต่เอาเป็นว่าในส่วนนั้นใครจะคิดไปทางไหนก็แล้วแต่ละกัน (เริ่มจากคลิปสั้นๆ ตรงนี้ก็ได้ https://youtu.be/chYBlArm9Ao))

 
3 ผู้นำประเทศหรือผู้ที่มีชื่อเสียงคนอื่นๆ ก็ไม่ได้มีมุมมองต่อคาสโตรที่แย่มากนะ

หลายๆ ครั้ง เวลาที่เราเห็นคนที่เรารู้สึกว่าน่าเคารพนับถือ ไปพูดถึงคนที่เราคิดว่าเป็นคนที่ไม่ดีในมุมมองที่เป็นบวก มันก็ทำให้เราต้องหันกลับไปพิจารณาดูกันดีๆ อีกทีนะว่า เราเข้าใจอะไรผิดไปบ้างรึเปล่า

ครั้งนึงที่รู้สึกแบบนั้นก็ตอนที่ไปอ่านเจอถึงเรื่องความสัมพันธ์ระหว่าง Nelson Mandala กับ Fidel Castro.... (http://huff.to/2gmdvaA) เราถึงได้ไปเรียนรู้มา ว่าคาสโตรก็มีส่วนที่ดี ส่วนที่ใส่ใจกับ "มนุษยชาติ" ของประเทศอื่นๆ ในบางมุมด้วยเหมือนกัน

และตอนนี้ หลังจากที่คาสโตรเสียชีวิตไป ก็มีผู้นำประเทศและนักการเมืองอีกหลายคนนะ ที่ออกมาพูดถึงคาสโตรในมุมมองที่ดี (หรือที่ไม่แย่มาก) อย่างเช่น Justin Trudeau ของประเทศแคนาดา

ซึ่งแน่นอนว่า หลายๆ คนก็ออกมาตำหนิคนที่ออกมาพูดเช่นนั้นกันใหญ่ เพราะฝ่ายที่ไม่ชอบก็จะมองว่าคาสโตรเป็นคนเลวร้ายที่ไม่น่ายกย่อง....

มันเป็นการมองโลกในเพียงแค่แง่มุมเดียว จนลืมไปว่าทุกคนก็มีส่วนที่ดี ส่วนที่ไม่ดีทั้งนั้น การที่ไปมองว่าอีกฝ่ายเป็นสิ่งเลวร้าย เป็นปีศาจไปหมดทุกอย่างมันก็ทำให้เราพลาดโอกาสในการเรียนรู้ข้อดีข้อเสีย และนำประสบการณ์ของแต่ละฝ่ายเข้ามาพัฒนาตัวเองด้วย (ซึ่งเอาเข้าจริงๆ ในเรื่องของสาธารณสุขและการดูแลประชากรที่ไม่ได้รวยเนี่ย ประเทศอย่างสหรัฐฯ น่าจะยังเรียนรู้และพัฒนาอะไรๆ ได้อีกเยอะ)

เราคิดว่าในยุคสมัยนี้ เราควรเลิกที่จะมองว่าโลกนี้มีแค่สิ่งที่ดีไปหมดทุกอย่าง หรือสิ่งที่แย่ไปหมดทุกอย่างซะทีได้แล้ว ชีวิตคนเราไม่ใช่นิยาย หรือละครที่มีฝ่ายดีฝ่ายร้ายอย่างชัดเจนกันหรอกนะ


และฝ่ายดีของคนกลุ่มนึง ก็อาจจะเป็นฝ่ายร้ายของคนอีกกลุ่มในเวลาเดียวกันก็ได้

ก็คงต้องให้ระยะเวลายาวๆ เป็นเครื่องพิสูจน์เองหล่ะ ว่าประวัติศาสตร์จะจดจำสิ่งที่เกิดขึ้นกันว่ายังไง ในยุคที่ข้อมูลมีเต็มไปหมดขนาดนี้ จะบอกว่าผู้ชนะเป็นผู้เขียนประวัติศาสตร์ฝ่ายเดียวก็คงไม่ใช่แล้วล่ะ มีแต่เวลาเท่านั้นที่จะแสดงให้เห็นว่าใครเป็นคนยังไง และทำอะไรกันลงไปบ้าง

Originally Posted On:
http://on.fb.me/2gNAvmA
SHARE
Writer
Cloud9
นักอ่านแอบเขียน
https://www.facebook.com/1Thing.1Thing

Comments