Lost & Found
คุณเคยหลงทางไหม?


เราเป็นคนหนึ่งที่จำทางไม่ค่อยได้ แล้วก็หลงทางอยู่บ่อย ๆ แถมยังหลงทิศมั่วซั่วมาก ถึงแม้จะรู้ว่าทางข้างหน้าเป็นทิศเหนือ ก็ยังจะงงว่าแล้วทิศตะวันออกอยู่ไหนนะ ความรู้ด้านภูมิศาสตร์ก็ย่ำแย่ จนเราได้เรียนโบราณคดี เราก็อัพสกิลด้านทิศทางมากขึ้น อ่านแผนที่เป็น ทำแผนที่ได้ รู้ทิศทางมากขึ้น ถือว่าไม่เสียแรงที่อาจารย์สั่งสอนมา แต่ถ้าถามว่ายังหลงทางอยู่ไหม? ขอตอบว่าก็ยังหลงนะ ทุกวันนี้เรายังคงหลงทางในห้าง ตามท้องถนน รวมถึงตอนเข้าป่าด้วย

การหลงทางครั้งล่าสุดของเราเกิดขึ้นเมื่อวันเสาร์ที่แล้ว จุดเริ่มต้นคือ เพื่อนนักโบราณคดีชาวอังกฤษคนหนึ่ง ชวนไปดูแหล่งโบราณคดีในจังหวัดกาญจนบุรี ซึ่งเป็นถ้ำที่อยู่ในเขตอุทยานแห่งชาติเขื่อนศรีนครินทร์ เราก็ตกลงไปด้วย แถมลากเพื่อนอีกคนให้ขับรถพาไป พร้อมนัดหมายรุ่นพี่นักโบราณคดีให้ช่วยติดต่อหาคนนำทางเข้าสู่ถ้ำ

เราออกเดินทางกันแต่เช้า ทุกอย่างราบรื่นไปด้วยดี รุ่นพี่บอกว่าถ้ำนี้ไปไม่ยาก นั่งรถจากอุทยาน 10-15 นาที แล้วเดินต่ออีกประมาณ 20 นาที ทางไม่ชันมาก ส่วนใหญ่เป็นที่ราบ เราก็ใจชื้นละ เพราะเคยไปแหล่งอื่นที่ใช้เวลาเดินขึ้นเขาทั้งชันทั้งลื่น เสียเป็นชั่วโมง หรือ 2-3 ชั่วโมงก็มี

ระหว่างที่เรากับเพื่อนนั่งอยู่หลังกระบะ (เพราะที่นั่งด้านในเต็ม) ก็สูดอากาศรับลมกันอย่างเต็มที่ ถึงแดดแดดจะร้อนก็ช่างมัน เพราะตั้งแต่เรียนจบมาประมาณ 5 เดือน เรากับเพื่อนก็ทำงานอยู่ในกรุงเทพฯ ไม่ได้เที่ยว ไม่ได้ออกเดินทาง ไม่ได้ลุย ไม่ได้เจอแดดเจอดินเหมือนสมัยเรียน อย่างเรานี่โหยหาภูเขามากทริปนี้เลยเป็นการรีเฟรชตัวเองไปด้วย

เราเริ่มเดินเท้าเข้าสู่แหล่งกันตอนประมาณบ่ายโมง คณะเดินทางประกอบด้วย พี่เจ้าหน้าที่คนนำทางจากอุทยาน รุ่นพี่นักโบราณคดี 2 คน พี่คนขับรถ เพื่อนชาวอังกฤษ แล้วก็เรากับเพื่อน ระหว่างทาง ต้นไม้เริ่มรกขึ้นเรื่อย ๆ เพราะเพิ่งผ่านหน้าฝนมา ป่าก็เลยทึบ ต้นไผ่ก็ล้มขวางทาง ทำให้ต้องเดินอ้อม บางทีอ้อมไม่ได้ก็ต้องข้ามไป เวลาผ่านไปนานเกิน 20 นาที และพวกเราก็เจออุปสรรคระหว่างทางมากขึ้นเรื่อย ๆ รุ่นพี่บอกว่า “จริง ๆ แล้วปากถ้ำไม่ได้อยู่สูงมาก ตอนพี่มาเมื่อ 2 ปีที่แล้วเป็นหน้าแล้ง เลยหาเจอง่าย ตอนนี้ป่าทึบมาก เลยหาไม่เจอ” แถมพี่เจ้าหน้าที่ก็เสริมว่า “เราต้องเดินขึ้นไปเรื่อย ๆ แล้วค่อยหาทางลงมาปากถ้ำ เพราะทางนั้นไผ่ล้มและทึบมาก ไปไม่ได้” ทุกคนจึงเดินต่อไป

เวลาประมาณบ่าย 2 โมง พวกเรานั่งหยุดพักอย่างจริงจัง ระหว่างที่พี่เจ้าหน้าที่พยายามไปหาทาง รุ่นพี่หยิบเครื่อง GPS ออกมา (เราใช้ไม่เป็น เพราะสมัยเรียนไม่เคยได้ใช้เจ้าเครื่องนี้เลย) รุ่นพี่เราบันทึกพิกัดถ้ำไว้ตอนมาเมื่อ 2 ปีที่แล้ว และตำแหน่งของพวกเราอยู่ห่างจากถ้ำประมาณ 200 เมตร พอพี่เจ้าหน้าที่กลับมาดู GPS ก็พยายามนำทางไปตามพิกัดนั้น แต่การเดินตามพิกัดในป่านี่ยากมาก เพราะพิกัดมันคลาดเคลื่อนได้เยอะ ไม่เหมือนเวลาอยู่ในเมืองที่มีถนน มีตึก มีเสาไฟ ซึ่งพิกัดจะแม่นยำกว่า แต่ ณ เวลานั้นเราก็ฝากความหวังไว้กับเครื่อง GPS นั้น

เวลาเกือบ 4 โมงเย็น พวกเรายังเดินวนอยู่ในป่า ยังหาปากถ้ำไม่เจอ แต่เครื่อง GPS ก็บอกว่าเข้าใกล้ปากถ้ำมากขึ้น ตอนนั้นพวกเราเริ่มถอดใจ ถ้าไม่เจอถ้ำ ก็คงต้องถอยกลับก่อนจะมืด เราเดินต่อกันอีกไม่นาน พี่เจ้าหน้าที่ก็ส่งสัญญาณมาว่าเจอปากถ้ำแล้ว! ตอนนั้นทุกคนดีใจมาก อย่างน้อยก็ไม่เสียเที่ยวแล้ว

ถ้ำนี้มีการขุดค้นทางโบราณคดีเมื่อประมาณ 50 ปีที่แล้ว ปัจจุบันไม่เหลือร่องรอยอะไรมากนัก แต่ถึงอย่างนั้นพวกเราก็ยังตื่นเต้นกับความใหญ่โตของถ้ำ และดีใจที่ได้เจอถ้ำนี้

พวกเราใช้เวลาอยู่ที่ถ้ำประมาณ 30 นาที แล้วเริ่มเดินกลับ พี่เจ้าหน้าที่พาเดินกลับอีกทางหนึ่ง ใช้เวลากลับถึงถนนประมาณ 20 นาที ทางเดินขากลับสบายกว่าทางเดินขาไปมาก แต่เราก็ยังอุตส่าห์ล้มและได้แผลมาเต็มแขน

ก่อนกลับกรุงเทพฯ เรากับเพื่อนแวะไปดู ‘น้ำตกห้วยแม่ขมิ้น’ ที่อยู่ในเขตอุทยาน เป็นน้ำตก 7 ชั้นที่สวยมาก เรากับเพื่อนเคยมาที่นี่เมื่อ 2 ปีที่แล้ว แต่ได้แวะแป๊บเดียวเพราะฝนตกก่อน ครั้งนี้เลยได้แวะดูนานกว่าครั้งที่แล้ว แต่ก็ดูไม่ครบ 7 ชั้น เพราะมืดซะก่อน

การเดินทางครั้งนี้ เป็นการหลงทางที่ยาวนานที่สุดตั้งแต่เราเคยลุยมา ถ้าเทียบกับถ้ำอื่นที่เราเคยไปมา ทางไปถ้ำนี้ไม่ได้ยากลำบากที่สุดนะ แค่เสียเวลาเดินอ้อมและหลงทางไปเยอะ แต่ก็เป็นการเดินทางที่สนุกมาก ถึงจุดหมายจะไม่ได้สวยงามอลังการเท่าภูเขาที่อื่น แต่ระหว่างทางก็เป็นประสบการณ์ที่คุ้มค่าและน่าจดจำดี

SHARE

Comments