"หนูหริ่ง" เพื่อนเก่ากับความทรงจำในวัยเยาว์
    เสียงร้อง "หงุง หงิ๋ง" จากลูกหมาเพศเมียตัวน้อยสีน้ำตาลเปลือกมะพร้าวแก่ ที่ดิ้นขลุกขลัก ตะเกียกตะกายปัดป่ายอุ้งเท้าทั้งสี่ข้างของมันไปมาพร้อมหลับตาปี๋ ปากเล็กๆ มู้ ทู่ ของเจ้าตัวน้อยนี้เบิกกว้างหาว เผยให้เห็นลิ้นเล็กๆ สีชมพูสด ในโพรงปากอันไร้ฟันของมัน อากัปกิริยาที่มันสับส่ายอยู่บนอุ้งมือทั้งสองข้างของลูกพี่ลูกน้องผม ที่ยื่นเจ้าตัวเล็กนี่มาตรงหน้าผมยังจำได้ดี..

"เอาไปเลี้ยงสิ ไม่รู้ว่าแม่ของมันไปไหนไม่มาให้นมตั้งหลายวันแล้ว ไม่รู้ว่ามันจะเป็นยังไงบ้าง" ฟ้าเด็กสาวลูกพี่ลูกน้องวัยเยาว์ของผมเอ่ยขึ้น
"ให้ผมจริงๆ หรือครับ?" ผมเอ่ยถามด้วยความประหลาดใจพร้อมกับยื่นมือเข้าไปรับเจ้าสิ่งมีชีวิตตัวน้อยนี้มาไว้ในอ้อมแขน
"จริงสิมันมีพี่น้องอีกสามตัว พี่คงเลี้ยงพวกมันทั้งหมดได้ไม่ดี"


ในขณะนั้นผมจำได้ว่าผมดีใจที่มีเจ้าตัวกลมสีน้ำตาลตัวนี้อย่างออกหน้าออกตา ผมอุ้มมันวิ่งไปหาพ่อและแม่ที่นั่งอยู่ในกลุ่มวงสนทนาของผู้ใหญ่  พ่อและแม่ของผมไม่ติดขัดอะไรที่จะรับเลี้ยงเจ้าตัวนี้ มิหน่ำซ้ำยังเอ็นดูเจ้าจ่ำม่ำตัวน้อยเป็นอย่างมากเสียด้วย โดยเฉพาะแม่ของผมที่คอยยื่นมือมาเกาพุงพลางเอ่ยปากชื่นชมในความน่ารักของมันไม่ขาดปาก  


 
    รถของเราเคลื่อนตัวออกจากจังหวัด สระแก้ว หลังจากที่พ่อพาผมและแม่มาเยี่ยมญาติๆของพ่อที่นี่  ระหว่างที่อยู่บนรถกระบะน้อยๆคันเก่า ซึ่งผมได้ทำการขอพ่อเพื่อที่จะย้ายมานั่งยังฝั่งท้ายกระบะกับเจ้าตัวเล็ก เพราะผมชอบที่จะนั่งเอาหลังแนบพิงไปกับกระจกรถแล้วปล่อยให้สายลมปะทะกาย วิวทิวทัศน์สองข้างทางเคลื่อนตัวผ่านไปด้วยความเร็วของรถ ในขณะที่ผมหันหลังให้กับมัน ที่ผมชอบทำอย่างนี้ก็เพราะว่า เราจะได้เห็นสิ่งสวยงามของธรรมชาติ ภูเขา ทุ่งหญ้า ใบไม้ที่เขียวขจี ในแบบที่ไม่ต้องรู้ว่ามันจะมาให้เราเห็นก่อน เหมือนกับตอนที่นั่งอยู่บนเบาะในตัวรถ 

นี่แหละเป็นสิ่งที่ทำให้ความสวยงามบนความธรรมดาของธรรมชาติ มักจะสร้างความประหลาดใจให้กับผม 


ความเพลิดเพลินของผมล่องลอยไปพร้อมกับการวนเวียนคิดชื่อ ที่จะตั้งให้กับเจ้าลูกหมาตัวนี้ ที่ซุกตัวอยู่ภายใต้เสื้อกันหนาวหนานุ่มสีเหลือง ตัวเก่งของผมที่ผมยอมสละถอดมันออกมาเพื่อ ม้วนรวบห่อตัวเจ้าจ่ำม่ำนี้ไว้ พร้อมกับกอด กกอุ่นให้กับมัน  ชื่อแล้ว.... ชื่อเล่า... ที่ปลิวผ่านไปตามความเร็วแรงของรถกระบะเก่าๆของเรา บางชื่อก็ตกหล่นตามโค้งถนน จนวิ่งมาได้สักพักหนึ่งเป็นเวลาหัวค่ำ ผมรู้ตัวอีกทีรถก็มาจอดหยุด ณ สวนอาหารแห่งหนึ่ง เราลงไปดื่มด่ำกับบรรดาอาหารและเครื่องดื่ม แต่ก็ไม่ลืมที่จะวิ่งไปซื้อนมตรงร้านโชห่วยเล็กๆใกล้ๆนั้นให้กับเจ้าตัวน้อย จนเสร็จกิจในระหว่างที่จะขึ้นรถพ่อเอ่ยถามผมว่า 
"ตั้งชื่อให้มันหรือยังล่ะ?"
"ยังเลยครับพ่อ...ยังคิดไม่ออกเลย"
"งั้นเอาชื่อนี้สิ"
พ่อพูดพลางยกมือขึ้นชี้ไปที่ป้ายชื่อขนาดใหญ่ของสวนอาหาร ที่ประดับประดาไปด้วยดวงไฟสีแดงอันแจ่มจรัส พร้อมเปิดประตูเดินขึ้นรถเพื่อไปทำหน้าที่พลขับของเขาต่อ
"หนูหริ่ง" เป็นคำที่ผมเห็นในขณะนั้น ผมไม่ได้เอ่ยอะไรต่อผมเพียงแค่ยิ้มและมองไปยังเจ้าตัวเล็กพร้อมกับความรู้สึกที่ว่า ใช่ นั้นแหละชื่อของแก  ชื่อหลายสิบชื่อที่ผมพยายามตั้ง ต่างตกหล่นตามข้างทางไปมากมายแต่สุดท้ายก็ดันมาได้ชื่อที่ตั้งตระหง่านอยู่กลางสวนอาหาร

ด้วยฝีมือพ่อ 


    "หนูหริ่ง" เติบโตขึ้นมาพร้อมๆกับผมในช่วงเวลานั้น ตอนนั้นผมอายุราวๆสิบปี หนูหริ่งโตเป็นสาวสวย ขนเงาวับ บนแผ่นหลังวางราบประทับไปด้วยวนขนม้วนตามแนวหลังเป็นทางยาว หรือที่เรียกว่า หลังอาน ตามแบบฉบับของหมาไทยแท้ๆ  มันเป็นหมาที่ร่าเริง ขี้เล่น ชอบกระเซ้าเย้าแหย่ ต่างจากทุกๆคนในบ้านใน ณ ช่วงเวลานั้น ที่กำลังเผชิญกับมรสุมของความลำบาก ที่มันเกิดขึ้นกับครอบครัวของเรา  ลำบากขนาดไหนคงอธิบายได้เพียงว่าบ้านของเรา สร้างจากแค่ไม้และสังกะสีเก่าๆมันเป็นการผสมผสาน ที่ไม่ลงตัวเท่าใดนักในสไตล์การออกแบบของพ่อ ที่ด้านหนึ่งของบ้านฝาผนังเป็นสังกะสี และอีกด้านหนึ่งเป็นไม้กระดาน หน้าต่างของบ้านเราจะแตกต่างกับบ้านอื่นๆอย่างมาก มันเป็นหน้าต่างไม้ ที่ไม่สามารถผลักออกไปทั้งสองข้างเหมือนที่เราๆเห็นกันตามปกติ แต่เป็นการทำขึ้นแบบวางแผ่นไม้ขนาดราวๆหนึ่งฝ่ามือเป็นแนวตั้งซ้อนสลับกัน เมื่อต้องการที่จะเปิดหรือปิดก็ใช้วิธีการเลื่อน มันมีช่องเล็กๆให้สามารถมองลอดออกไปข้างนอกได้เพียงแค่สามถึงสี่ช่องเท่านั้น  บ้านของเราไม่มีแม้กระทั้งไฟฟ้าใช้ภายในบ้าน เทียนไขแท่งสีเหลืองและตะเกียงน้ำมันขนาดย่อมๆคือสิ่งจำเป็นของเราในยามค่ำคืน  ถ้าผมกับแม่และพี่สาวอยากที่จะดูละครหรือมหรสพทางโทรทัศน์อะไรสักอย่างหนึ่ง พ่อก็จะไปหาแบตเตอรี่รถยนต์เก่าๆจากที่ทำงาน (พ่อของผมเป็นพนักงานในบริษัทรับซื้อของเก่าแห่งหนึ่ง) มาพ่วงต่อกับโทรทัศน์ให้ด้วยวิธีการของเขา ซึ่งเราก็มีความสุขสนุกอิ่มเอมไปกับมัน


ได้แค่ไม่กี่ชั่วโมง มรสพทั้งหมดของเราก็ต้องปิดม่านจบการแสดงไปพร้อมๆกับพลังงานของแบตเตอรี่ก้อนนั้น...


เพราะเหตุนี้เองที่ทำผมมักไม่ค่อยจะได้ดู ละคร หรือ รายการทางโทรทัศน์มากมายสักเท่าไหร่ ผมจึงต้องเริ่มที่จะหาความบันเทิงในรูปแบบอื่นๆให้กับตัวเองเวลาที่อยู่บ้าน สิ่งบันเทิงสิ่งนั้นของผม ก็คือเจ้าหนูหริ่งนี่แหละที่มักจะคอยมาเป็นเพื่อนเล่นในยามว่าง ผมสนุกกับการที่ได้วิ่งไล่กันไปมากับเจ้าหลังอานที่ลานดินหน้าบ้าน พื้นดินเม็ดละเอียดนุ่มนวล เย็นๆ สบายเท้านั้นมันทำให้ผมไม่เคยใส่รองเท้าเลย เรามักจะเล่นกันตรงนี้เป็นประจำวิ่งเล่นบ้าง เอาลูกฟุตบอลมาเตะบ้าง เวลาที่ผมเลี้ยงลูกฟุตบอลไปหนูหริ่งก็มักจะมาแย่งขบๆกัดๆ ลูกบอลอยู่เสมอ จนเปลือกหนังที่ห่อหุ่มเจ้าลูกกลมๆของเรา หลุดลุ่ยจนไม่เหลือสภาพลูกหนังขาวสลับดำที่เราเคยเห็น ดูกลายๆมันคงจะคล้ายกับลูกมะพร้าวที่ยังปลอกเปลือกไม่เสร็จเอาเสียมากกว่า แต่มันก็เป็นของเล่นยามว่างชิ้นเดียวที่เรามี  


หนูหริ่งเป็นที่รักของคนในครอบครัวทุกๆคน แต่หลังจากที่พ่อเริ่มนำไก่ชนเข้ามาเลี้ยงและเพาะพันธ์ุ จากเพียงหนึ่งถึงสองตัวในเวลาไม่นานก็เกิดขยายเป็นเล้าไก่ขนาดย่อมๆขึ้นมี ลูกไก่ แม่ไก่ และพ่อพันธุ์ผุดขึ้นมานับสิบๆตัว และจากตรงนี้เองที่พ่อกับหนูหริ่งจากคู่รักยามสงบก็ได้กลายมาเป็นคู่กัด เพราะหนูหริ่งมักจะชอบไปวิ่งไล่เจ้าแซมไก่ชนพันธุ์อึดแสนรักของพ่อ ที่พ่อมักจะปล่อยมันออกมาจิกหาอาหารกินตามธรรมชาติอยู่บ่อยครั้ง สงครามระหว่างทั้งสองผมมักจะพบเห็นจนชินตา เสียงตะโกนดุที่ดังลั่น ไปพร้อมๆกับถือไม้เรียวขนาดยาวประมาณสองไม้บรรทัด วิ่งไล่ขับเจ้าหลังอานของพ่อเพื่อปกป้องไก่ชนตัวเก่ง เป็นสิ่งที่ทำให้ผมอดอมยิ้มเสียไม่ได้ แต่ถึงอย่างนั้นพ่อก็ไม่เคยที่จะลงไม้เรียวฟาดเจ้าหนูหริ่งเลยสักครั้ง ถึงแม้จะวิ่งกรวดกันจนอยู่ในระยะประชิดพอที่จะลงไม้ลงมือได้ทันทีก็ตาม 

สุดท้ายแล้วในยามพักรบสิ่งที่มักจะเห็นในตอนจบก็คือเจ้าหนูหริ่งนอนกางขาอย่างสบายใจให้พ่อรูดหาหมัดหาเห็บตามไรขนให้กับมันอยู่เป็นประจำ

     ในทุกย่ำค่ำราวๆสามทุ่มของทุกๆวันเป็นเวลาที่แม่ของผมกลับจากการทำงาน เป็นลูกจ้างรับนั่งเฝ้าแพงขายผลไม้ในตลาดตัวเมืองที่ห่างไกลออกไปประมาณสามสิบกิโลเมตร ในทุกวันเวลานี้หนูหริ่งมักจะวิ่งเข้ามาหาพ่อและผมที่นั่งเล่นกันอยู่บนชานบ้าน เพื่อรอเวลาไปรับแม่ที่หน้าปากซอยเป็นประจำ ท่าทีของมันคือการกระดิกหาง กระโดดไปมาพร้อมเห่าด้วยเสียงที่ไม่แผดดังเท่าใดนัก พลางหันรี หันขวาง มองไปยังหน้าปากซอยคลับคล้ายกับมันจะบอกว่า "พ่อจ๋าถึงเวลาแล้วไปรับแม่กันเถอะ"  นี่คือสิ่งที่มันทำราวกับเป็นหนึ่งในหน้าที่สำคัญของมันไม่เคยขาด เมื่อเราได้รับสัญญาณจากเจ้าหลังอานแสนรู้ ผมกับพ่อก็จะออกเดินไปและแน่นอน...เจ้าหนูหริ่งก็มักวิ่งแจ้นนำหน้าไปอย่างเร็วจี๋ เราสองคนกับอีกหนึ่งตัวมักจะมาหยุดนั่งรอแม่ที่ใต้ต้นสาเกต้นใหญ่ริมถนน มันสูงใหญ่ราวๆตึกขนาดย่อมๆสองถึงสามชั้นเห็นจะได้ บริเวณใต้ต้นเรียงรายไปด้วยลูกสาเกที่ร่วงหล่นจากการสุกงอม นี่คือที่ประจำของเราตรงนั้นมีแท่นหินแกรนิตขนาดใหญ่สีขาวแบนราบวางอยู่ก้อนหนึ่ง มันกว้างพอที่เราสองคนพ่อลูกสามารถจะนั่งได้ผมชอบเจ้าหินก้อนนี้มาก เพราะอากาศในตอนกลางคืนมักจะทำให้หินก้อนนี้เย็นเฉียบนั่งสบายก้นดีเสียจริง ระหว่างที่เรานั่งรอแม่กันนั้นพ่อก็มักจะมีเรื่องราวต่างๆนาๆ มาเล่าให้ผมฟัง ทั้งนิทาน ทั้งเรื่องราวชีวิตในวัยเด็กของพ่อ เรื่องต่างๆที่พ่อเล่าช่างแสนสนุกทำให้ผมฟังไม่รู้เบื่อ 
ณ ต้นสาเกใหญ่ต้นนี้จึงมีเรื่องเล่าของพ่ออบอวลอยู่มากมาย

 ผมนั้นก็เพลิดเพลินไปกับการฟังเรื่องเล่า เจ้าหนูหริ่งเองก็เพลิดเพลินไปกับการ ขุ่ยเขี่ยพื้นดิน พื้นหญ้า พุ่มไม้ เล่นกับมดกับแมลง พลางทำเสียงจมูก ฟุต ฟิตๆ ของมันไป จนกระทั้งรถกระบะสองแถวสีแดงมาหยุดจอดอยู่ตรงอีกฝากหนึ่งของฝั่งถนน แม่ลงมาพร้อมๆกับถือถุงหิ้วที่ใส่อาหารและผลไม้มาสองสามใบซึ่งไม่ใช่จะเป็นอย่างนี้ในทุกๆวัน ส่วนใหญ่นั้นแม่มักจะเดินลงมาตัวเปล่าเสียมากกว่า  เจ้าหนูหริ่งจะเป็นตัวแรกๆที่เห็นแม่มาแต่ไกลเสมอ มันจะวิ่งไปนั่งกระดิกหางรอที่ริมถนน พร้อมส่งเสียงเห่าทักทาย และจะกระโดดโลดเต้นเป็นพิเศษทันทีที่เห็นถุงหิ้วของแม่....



     ยามในวันที่เราขัดสนขาดข้าวปลาอาหารเพื่อมายังชีพในครอบครัว เพราะลำพังเพียงรายได้ของพ่อกับแม่เองนั้นก็หมดไปกับการจ่ายค่าเช่าที่ที่เราปลูกบ้านอยู่อาศัย  ทำให้การใช้จ่ายในการซื้อของกินของใช้ภายในครัวเรือนค่อนข้างกระท่อนกระแท่น หรือจะหนักไปทางอดซะมากเสียด้วยซ้ำ สิ่งที่ผมต้องพบเจออยู่เป็นประจำคือการที่แม่จูงมือผมเดินไปยังร้านขายของชำของป้าแต๋ว ที่ตั้งติดอยู่กับถนนใหญ่หน้าปากซอย เพื่อที่จะขอร้องป้าให้ช่วยในการแปะโป้งขึ้นบัญชีติดหนี้รายจ่ายเพื่อที่จะเอาข้าวสาร อาหารกระป๋องมาให้คนในครอบครัวได้กิน ในยามที่แม่ร้องขอกับป้าด้วยสีหน้าอันหน้าเวทนาถึงผมจะเป็นเพียงแค่เด็กในวัยนั้น แต่ผมก็รับรู้ในสิ่งที่แม่ต้องการทำเพื่อครอบครัว แม่ยอมลดศักดิ์ศรีของตัวเองลงเพื่อความเป็นอยู่ของคนในบ้าน เมื่อเห็นเช่นนั้นแล้วผมก็เกิดอาการสงสารแม่ขึ้นมาอย่างจับใจ  มันมักจะเป็นเช่นนี้อยู่บ่อยครั้งวันดีคืนดีก็มักจะมีเจ้าหนี้ที่แม่ไปหยิบเล็กยืมน้อยมาคอยตามทวงที่บ้านอยู่บ่อยๆ ในวันใดที่ไม่มีเงินจ่ายแม่จะพาผมและพี่สาวช่วยกันปิดประตูบ้าน ปิดหน้าต่างและพากันไปแอบในห้องน้ำ

นั้นเป็นเหตุการณ์ที่ผมจำไม่เคยลืมว่าเราทั้งสามคนได้ใช้เวลาอยู่ในห้องน้ำร่วมกันนานนับครึ่งชั่วโมง  

แต่แล้วในสายๆของวันหยุดวันหนึ่ง ในขณะที่แม่และพี่สาวของผมกำลังช่วยกันถางหญ้ากำจัดวัชพืชที่ขึ้นรกหูรกตาอยู่ที่หน้าบ้านนั้น เจ้าหนูหริ่งที่ชอบออกไปวิ่งเล่นซนหายไปตั้งแต่หัวรุ่งก็วิ่งกลับมาที่บ้านพร้อมกับคาบถุงหูหิ้วพลาสติกสีขาวขุ่นวิ่งตรงดิ่งมาที่แม่  และปล่อยลงตรงหน้าพร้อมกับทำท่าทางกระดุกกระดิกดีใจ ลงไปนอนกลิ้งกับพื้นพลางอ้าขาให้้แม่เกาพุงของมันอย่างที่มันชอบเป็นหนักหนาตั้งแต่เล็กๆ แม่ก็ทำตามอย่างที่มันต้องการโดยที่ไม่เอะใจอันใด กับถุงหูหิ้วใบย่อมที่มันคาบมาปล่อยทิ้งไว้ จนพี่สาวของผมเริ่มสังเกตุเห็นกระดาษใบน้อยๆสีม่วงวางนอนอยู่ที่ก้นถุงจึงเรียกแม่ให้หยิบขึ้นมาดู และใช่แล้ว...มันคือเงิน แบงค์ห้าร้อยบาทสีม่วงสดสวยแต่งแต้มไปด้วยรอยดินโคลนเล็กน้อยไม่ว่าจากที่ใดที่มันเคยมา แม่จึงเอ่ยปากถามเจ้าหลังอานที่นอนดิ้นคลุกดินคลุกทรายสบายกายอยู่ที่พื้นด้วยความประหลาดใจ ถึงแม้รู้ดีว่าอย่างไรก็คงไม่ได้คำตอบ แม่เก็บเงินนั้นไว้ยอมไม่ใช้อยู่หลายวันเพื่อให้แน่ใจว่า เจ้าหนูหริ่งไม่ได้ไปคาบหรือขโมยจากใครมาเผื่อมีคนมาตามคืนจะได้ส่งคืนเจ้าของไป จนสุดท้ายแม่ก็ต้องจำใจจับจ่ายใช้หนี้ด้วยเงินที่เจ้าหลังอานนี้นำมามอบให้ 


และเหมือนดังเช่นเคยแม่จูงมือผมเดินปรี่ไปที่ร้านขายของชำของป้าแต๋ว เพื่อที่จะชำระล้างหนี้สินที่ติดค้างพร้อมด้วยซื้อข้าวของกลับมากักตุนไว้ใช้ไว้กินต่อไป  ในระหว่างที่แม่กำลังเจรจาสะสางธุระอยู่นั้น ผมเองก็กำลังจดจ่อจ้องมองไปยังมันฝรั่งทอดกรอบกระป๋องยาวสีเขียว ที่สะกดใจและสายตาของผม วางตั้งตระหง่านอยู่บนชั้นขนมตรงหน้าอย่างไม่ลดละ ผมไม่เคยได้สัมผัสลิ้มชิมรสชาติของมันเลยสักครั้ง เพียงแต่เห็นเพื่อนที่โรงเรียนพกมันมาขบเคี้ยวกินเล่นยามว่างระหว่างพักเที่ยงก็เท่านั้น เนื่องด้วยราคาที่แพงเกินจำเป็นของมัน   

"ป้าจ๊ะเอามันฝรั่งกระป๋องนั่นด้วยนะ ให้ลูกชาย" 


สิ้นคำพูดนี้ของแม่ผมรีบหันหลังกลับไปมองเธอด้วยความประหลาดใจและดีใจอย่างที่สุด แม่หันมาส่งยิ้มพร้อมกับพยักหน้าให้กับผม ราวกับจะบอกลูกชายตัวน้อยของเธอว่า...แม่รู้ว่าเจ้านั้นโหยหาสิ่งใด  เมื่อถึงที่บ้านผมรีบนำมันออกมาแบ่งครึ่งใส่ถุงพลาสติกให้กับพี่สาว เพียงเพราะด้วยความที่ผมอยากจะเก็บความสวยงามของกระป๋องมันเอาไว้ผมจึงขอเธอ และเธอก็ยอมด้วยความเอ็นดูโดยที่ไม่ขัดแต่อย่างใด ผมจำได้ดีว่าผมค่อยๆละเลียดลิ้มชิมรสชาติ ความมัน เค็ม ที่ผสมกันอย่างกลมกล่อมลงตัว ของชิ้นมันฝรั่งสีเหลืองนวล แผ่นบางเฉียบกำลังดี ความหวานที่ค่อยๆแผ่ซ่านออกมาในช่วงท้ายๆของคำ มันช่างทำให้รสชาติของมันฝรั่งกระป๋องนี้เป็นอะไรที่น่าอัศจรรย์ยิ่งนัก ผมค่อยๆกินมันอย่างน้อยวันละไม่เกินสองแผ่นเพียงเพราะกลัวว่ามันจะหมด ผมขยักขย่อนกินมันอย่างนั้นอยู่นานนับเป็นอาทิตย์เลยเชียวหล่ะ

    นอกจากแม่แล้วที่ลืมไปเสียไม่ได้ก็คงต้องขอบคุณเจ้าหลังอานสีน้ำตาลเพื่อนยากที่นอนขดตัวอยู่กับพื้นดินเย็นๆอย่างสบายใจที่ใต้ถุนบ้านหลังจากอิ่มหน่ำกับชิ้นปลากระป๋องอวบอ้วนอันเป็นรางวัลที่ได้จากแม่เสียด้วย ที่มอบมันฝรั่งกระป๋องนี้ให้ตัวผมเองได้ลิ้มลอง มันเป็นมันฝรั่งกระป๋องที่อร่อยที่สุดเท่าที่ผมเคยกินมาในชีวิต



     พวกเราสี่คนกับอีกหนึ่งตัวใช้ชีวิตที่เป็นไปตามปกติเหมือนในทุกๆวันจนถึง อรุณรุ่งในวันหนึ่งผมตื่นขึ้นมาเพราะเสียงเปรี้ยงที่ดังสนั่นกึกก้องไปทั่วบริเวณ พร้อมกับการหายตัวไปของเจ้าหนูหริ่ง ตัวผมและทุกๆคนออกตามหามันด้วยจิตใจที่ห่วงกังวล และครุ่นคิดถึงมันอยู่ตลอดเวลา ผมจับจักรยานคันเก่าๆแซมสนิมของพ่อปั่นออกตามหามัน พ่อแม่และพี่สาวของผมต่างพากันออกเดินไล่เลี่ยไปเรื่อยๆ ในซอยบ้านของเราที่ทอดยาวไปจนถึงท้ายถนนจะเป็นตีนเขาขนาดย่อมๆ สองข้างทางเรียงรายไปด้วยป่าหญ้าพุ่มเตี้ย ที่รกทึบสลับต้นไม้ใหญ่ยากแก่การค้นหายิ่งนัก มันหายไปราวๆสามถึงสี่วัน.... ผมรู้สึกกังวลจนไม่เป็นอันนอน  มาถึงกระทั่งวันที่ผมกำลังจะเดินทางไปโรงเรียนในช่วงเช้า ผมมองเห็นร่างของสุนัขผอมโซสีน้ำตาลตัวหนึ่ง เดินโซซัดโซเซมาไกลๆ มันซูบผอม สีขนเขรอะขระเปรอะเปื้อนไปด้วยดินโคลน มันเปลี่ยนไปมากต่างจากที่ผมเคยรู้จัก มันค่อยๆเยื้องกายพาร่างอันบอบช้ำของมันมาหยุดนอนตรงที่ลานดินหน้าบ้าน ผมรีบวิ่งไปประคองเจ้าเพื่อนคู่ทุกข์คู่ยาก และตะโกนเรียกทุกคนในบ้านออกมาดูอาการมันโดยทันที ทันทีที่มันเห็นทุกๆคนพร้อมหน้า มันก็นอนกางขาเหมือนกับทุกๆครั้งที่มันชอบทำเพื่อที่ต้องการจะให้เราเกาพุงเกาท้อง พลางแลบลิ้นเลียปาก ส่ายหางไปมาท่าทางน่าสงสารจับจิต 
ในแววตาของมันปนเปื้อนไปด้วยรอยน้ำและความเจ็บปวดทรมาน

     พ่อสำรวจดูรอบๆตัวของมันพบรูกระสุนขนาดราวๆเท่าเม็ดมะขาม เจาะเข้าที่ลำคอหนึ่งนัด และกระโหลกข้างหูซ้ายของมันอีกหนึ่งนัด ทุกๆคนต่างประหลาดใจปนดีใจและสงสัยไปต่างๆนาๆควบรวมกันอยู่ในหนึ่งความรู้สึก ว่าเจ้าหนูหริ่งมันรอดมาได้อย่างไร และใครเป็นคนทำมันได้ถึงขนาดนี้แต่ถึงอย่างไรก็ตาม พวกเราก็รู้สึกดีใจอย่างที่สุดเสียมากกว่า ที่เจ้าหนูหริ่งนั้นรอดมาได้ การรักษาครอบครัวของเราทำได้เพียงแค่ตามมีตามเกิดเท่านั้น ยาแก้ปวดบดคุกข้าวของพ่อกับยาทาแผลปฐมพยาบาลทั่วไปของแม่แค่เท่านั้น ที่ประทังชีวิตของเจ้าหนูหริ่งให้ผ่านพ้นช่วงวิกฤติของชีวิตมาได้  ท้ายที่สุดเราทุกคนต่างมารู้ความจริงที่หลังว่าคนที่ยิงเจ้าหนูหริ่งก็คือผู้ใหญ่เป๋ที่อาศัยอยู่ ณ บ้านฝั่งตรงข้าม แกอ้างว่ามันบุกเข้าไปในไร่ของแกและไล่กัดไก่ชนในเล้า แกจึงต้องหยุดมันด้วยปืนลูกซอง แต่ถึงอย่างนั้นในใจผมก็ยังเจ็บแค้นเพียงเพราะ คิดว่าแทนที่จะเป็นปืนลูกซองหากแต่กลับกลายเป็นหนังสติ๊กและลูกหินลูกดินธรรมดาๆ ให้มันเข็ดหลาบจิกจำไปไม่ได้เชียวหรือ 


หลังจากวันนั้นมาเจ้าหนูหริ่งก็ต่างจากเดิมไปโดยสิ้นเชิง.... ไม่มีเจ้าหมาหลังอานแสนร่าเริงที่ชอบวิ่งเล่นไล่งับไล่ขับลูกฟุตบอล ไม่มีเจ้าหมาแสนซนที่คอยวิ่งไล่ไก่ชน และวิ่งวนหนีการไล่ตีของพ่อให้ผมได้เห็น ไม่มีเจ้าตูบที่คอยมาทำหน้าที่ส่งสัญญาณร้องเรียกเมื่อถึงเวลาที่ต้องไปรับแม่กลับหลังจากการทำงาน หลงเหลือเพียงแค่เจ้าหมาที่อ่อนแรง...ซูบผอมเผยให้เห็นร่องรอยของโครงกระดูกกลายๆบนผิวหนัง เพราะกินข้าวปลาอาหารไม่ค่อยจะได้นัก สีหน้าของมันเต็มไปด้วยความทรมาน น้ำลายที่เหนียวข้นไหลผ่านลำคอ ออกกมาทางปากหยดย้อยใสลงสู่พื่นดิน มองดูแล้วช่างน่าเวทนายิ่งนัก แต่ถึงอย่างไรเราทุกคนในครอบครัวก็ยังรักมันไม่ต่างไปจากเดิม จวบจนกระทั้งราวๆเดือนกว่าๆการจากลาครั้งสุดท้ายก็ได้มาถึง.... การหายไปอย่างไร้ร่องรอยพร้อมๆกับร่างของเจ้าหนูหริ่งในค่ำวันหนึ่งได้เกิดขึ้นอีกครั้ง ครั้งนี้เป็นหนที่สองและหนสุดท้าย  
ที่เราทุกคนในครอบครัวได้พบเห็นมัน การจากลาโดยปราศจากการล่ำลาใดๆจากสุนัขผู้ทรนง     ผมคิดว่ามันคงอยากให้เราทุกคนในครอบครัวได้จดจำแต่....ช่วงเวลาแห่งความสุขที่มันได้มอบให้เพียงเท่านั้น เสียงเห่าและวีรกรรมที่มันเคยได้ทำไว้ยังตลบอบอวลอยู่รอบๆบริเวณบ้านน้อยเก่าๆหลังนี้ และในความทรงจำของเราทุกๆคน

ร่องรอยของคมเขี้ยวที่งับไปบนผิวลูกฟุตบอลเก่าๆของเรา และกระป๋องมันฝรั่งที่เจ้าได้มอบให้ทุกๆครั้งที่ฉันมองมันฉันไม่เคยจะลืม


แด่หนูหริ่งและความทรงจำในวัยเยาว์.
SHARE

Comments