มนุษย์คนสุดท้ายที่ชื่อนาย Nobody

Mr. Nobody เล่าถึงเรื่องราวของนาย นีโม โนบอดี้ มนุษย์คนสุดท้ายที่สามารถตายด้วยความชราภาพ เพราะช่วงเวลาที่นีโมอยู่มีเทคโนโลยีเซลล์สังเคราะห์ที่ทำให้ร่างกายมนุษย์ไม่แก่ลงตามกาลเวลา จะตายได้ก็ต่อเมื่อเกิดอุบัติเหตุหรือถูกฆ่า นีโมจำไม่ได้ว่าตัวเองเป็นใคร ซึ่งจิตแพทย์ได้ทำการช่วยฟื้นความทรงจำของเขาขึ้นมา

the last mortal
ไม่มีใครรู้ว่านีโมคือใคร ทุกคนสนใจก็เพียงแต่ว่าเค้าจะมีชีวิตรอดไปถึงเมื่อไร ในโลกที่นีโมในวัย 117 ปี ตื่นขึ้นมาพบนั้นช่างแตกต่างออกไป เป็นโลกที่มีความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี มีความสะดวกสะบาย ไม่มีโรคภัยไข้เจ็บ อาจเรียกได้ว่าเป็นชีวิตที่มนุษย์ทุกคนพึงปราถนา แต่สิ่งที่ค่อยๆเลือนหายไปก็คือความเป็นมนุษย์
ฉันอยู่ไม่ได้ ถ้าไม่มีเธอในโลกที่นีโมจากมา โลกที่อยู่ในความทรงจำของนีโม มันไม่ได้สมบูรณ์แบบ สะดวกสะบายเทียบเท่ากับโลกที่นีโมกำลังอยู่ตอนนี้ แต่กลับสวยงามและมีชีวิตชีวามากกว่า สิ่งต่างๆมีสีนสัน รูปร่างที่สื่ออารมณ์ความรู้สึกหลากลาย มนุษย์ในโลกที่นีโมจากมาเต็มไปด้วยกิเลส ตัณหา ความปราถนา สิ่งมอมเมา ที่รวมถึงความรัก ความหวัง ความฝัน บางทีสิ่งเหล่านี้ก็ทำให้มนุษย์ดูโง่เขลา แต่ก็ปฎิเสธไม่ได้ว่ามันคือสิ่งที่ทำให้มนุษย์อยากมีชีวิตอยู่ แม้กระทั่งความเจ็บปวดมนุษย์ก็ยินดีที่จะรู้สึกถึงมันเพื่อเป็นสิ่งยืนยันว่าตนเองยังมีชีวิตอยู่ นี่คงหมายถึงความเป็นมนุษย์ที่นีโมเคยรู้จัก

you have to make a right choice
หนังเดินเรื่ิองด้วยหลากหลายเหตุการณ์ตัดกันสลับไปมา ทั้งหมดคือความทรงจำของนีโม ที่เขาเองก็ไม่รู้ว่าอันไหนจริง อันไหนคือจินตนาการ ทุกความทรงจำเป็นเหมือนผลลัพธ์ของการตัดสินใจเลือกทางเดินในชีวิตแต่ละครั้ง

เหตุการณ์ในช่วงอายุปัจจุบัน คือผลลัพธ์ของการตัดสินใจของตัวเองเมื่อ 100 ปีที่แล้ว
หรืออาจจะเป็น...ผลลัพธ์ของการตัดสินใจของตัวเองเมื่อ 1 วินาทีที่แล้ว

นั่นหมายความว่าชีวิตในอนาคตสามารถเปลี่ยนไปได้ทุกวินาที โดยก่อนเกิดการตัดสินใจจะมีความเป็นไปได้ในชีวิตนับไม่ถ้วน เมื่อตัดสินใจไปแล้วจะมีความเป็นไปได้เพียงหนึ่งเดียว แต่ก็ยังมีความเป็นไปได้นับไม่ถ้วนรออยู่ในการตัดสินใจครั้งต่อไป ความเป็นไปได้ที่มีอยู่นั้นมากมายในมิติที่ต่างกัน โดยนีโมในวัย 117 ปี มีความทรงจำในอดีตถึง 3 รูปแบบ เป็นความทรงจำของนีโมที่อยู่คนละมิติ แต่ละมิติคือผลลัพธ์ของการตัดสินใจในวัย 9 ขวบของนีโม

ถ้าหากความเป็นไปได้ของแต่ละคนในแต่ละมิติมีเพียงหนึ่งเดียว แล้วความเป็นไปได้อันไหนเป็นความทรงจำที่ถูกต้องของนีโมในวัย 117 ปี
ทั้งหมดคือความทรงจำที่ถูกต้องไม่ว่าจะตัดสินใจเลือกทางเดินชีวิตอย่างไร สิ่งที่ต้องทำในขั้นต่อไปคือรับมือกับผลลัพธ์ของการตัดสินใจ ถึงจะไม่ตัดสินใจ ชีวิตก็จะยังคงเดินต่อไป เป็นผลลัพธ์อีกแบบหนึ่งอยู่ดี เพราะฉะนั้นทุกๆทางเลือกก็มีความหมายพอๆกัน จงอย่าไปเสียดายว่าถ้าเลือกเดินอีกเส้นทางชีวิตคงดีกว่านี้ สิ่งสำคัญคือคุณจะใช้ชีวิตอย่างไรให้คุ้มค่าบนเส้นทางที่คุณเลือก

life is a playground or nothing.
นีโมบอกว่า"ฉันไม่ได้กลัวความตาย ฉันกลัวก็แต่ว่ายังใช้ชีวิตไม่คุ้มค่า" ทุกคนใช้ชีวิตอยู่เพื่ออะไรบางอย่างเสมอ ครั้งหนึ่งนีโมเคยมีความรัก รักที่ดูโง่เขลาไร้สติ ไม่สมเหตุสมผล ผิดต่อศีลธรรมที่สังคมยอมรับ มีแค่ความรู้สึกรัก ปราถนา ราวกับว่าหญิงสาวคนนั้นคือโลกทั้งใบของเขา ถ้าขาดเธอไปเขาก็ไม่รู้ว่าจะมีชีวิตอยู่ได้อย่างไร ถึงจะเข้าใจดีว่ามันไม่สมเหตุสมผล แต่นีโมก็รู้สึกได้ว่ามันสวยงามมากพอที่จะทำให้เขาอยากมีชีวิตอยู่

ชีวิตที่คุ้มค่า อาจไม่ใช่ชีวิตที่สามารถใช้เวลาในแต่ละวันทำสิ่งต่างๆให้ได้มากที่สุด แต่อาจจะเป็นชีวิตที่อยากตื่นขี้นมาในทุกๆเช้าแล้วรู้คำตอบของคำถามที่ว่า "เรามีชีวิตอยู่เพื่ออะไร?"

คงคล้ายกับประโยคหนึ่งที่นักวิทยาศาสตร์คนสำคัญของโลกได้กล่าวไว้ว่า
จะมีความหมายอะไร ถ้าหากอธิบายถึงเพลงซิมโฟนีว่าเป็นเพียงความผันแปรของคลื่นเสียง - อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์นั่นล่ะฮะ ชีวิตก็เช่นกัน.

ปล. หนังเรื่องนี้ให้ข้อคิดที่ดีมากมาย แต่เสียดายว่าเป็นหนังที่ไม่สนุก เนื่องจากผมต้องแบ่งดูถึง 3 พาร์ท เพราะหลับก่อนหนังจบทุกที และอีกสาเหตุคือหนังมีความยาวถึง 2 ชั่วโมงครึ่ง



SHARE
Written in this book
หนังที่อยากให้ดู
รีวิวหนัง คุยเรื่องหนัง หนัง หนัง หนัง
Writer
JeansMT_SUT
story teller
ตอนเด็กๆชอบวิชาวิทยาศาสตร์ แต่พอได้รู้ว่ามันมีคณิตศาสตร์ปนอยู่ด้วยก็เลยชอบน้อยลง

Comments