จากตำราเรียนในโลกเวทมนต์สู่ภาพยนตร์ฟอร์มยักษ์
บรรยากาศ ณ ชั้นที่ตั้งของโรงภาพยนตร์ค่อนข้างคึกคัก
เพราะภาพยนตร์ที่กำลังเป็น Hot issue ในขณะนี้กำลังเข้าฉาย
นั่นก็คือ Fantastic Beasts And Where To Find Them

เหล่า(แฟนคลับ)ผู้วิเศษมาชุมนุมกันอย่างหนาแน่น 
อย่างกับยืนอยู่ในโลกเวทมนต์จริงๆเลยแฮะ

เมื่อใกล้ถึงเวลา ทุกคนเข้าแถวเตรียมตัวเข้าโรงภาพยนตร์
พนักงานฉีกตั๋ว พร้อมยื่นแว่นสามมิติมาให้
ใช่แล้ว ฉันชมภาพยนตร์เรื่องนี้ในระบบ IMAX 3D

ฉันเดินเข้ามานั่งตรงที่ที่จองไว้
แถว H ก็ไม่แย่นะ เสียอย่างเดียวเบาะเอนได้ไม่มากเท่าไหร่

เมื่อโรงภาพยนตร์มืดสนิท ความเงียบโรยตัวลงมาปกคลุมทั่วบริเวณ
ความเย็นของเครื่องปรับอากาศเหมือนถูกปรับให้ลดลง
ไม่รู้ว่าฉันเป็นคนเดียวหรือเปล่าที่รู้สึกแบบนั้น

มีตัวอย่างภาพยนตร์มากมายฉายอยู่บนจอใหญ่
น่าดูทั้งนั้น จึงคิดได้ว่าไม่มีทางพลาดแน่
เพราะเดือนหน้าก็ปิดเทอมแล้ว

ในที่สุด เวลาที่ทุกคนรอคอยก็มาถึง
ชื่อของภาพยนตร์ขึ้นมาพร้อมเสียงเพลง Prologue บรรเลงคลอ
เป็นเพลงที่เหล่าสาวก Harry Potter คุ้นเคยเป็นอย่างดี

แค่ได้ยินเมโลดี้ของเพลงก็ใจสั่นแล้ว
ตื่นเต้นชะมัด อธิบายเป็นคำพูดได้ว่า
Magic World is calling 

ทราบหรือไม่ว่า ?
ภาพยนตร์เรื่องนี้ได้แรงบันดาลใจมาจากตำรา !
โดยนักเรียนจาก Hogwarts ใช้ตำรานี้ศึกษาเล่าเรียน

ซึ่ง นิวท์ สคามันเดอร์ เป็นผู้เขียนตำราเล่มนี้
และที่สำคัญเขายังเป็น ตัวเอก ของภาพยนตร์เรื่องนี้ด้วย

เขามีความคิดและความเชื่อที่แตกต่างจากผู้วิเศษคนอื่น
คนส่วนมากมักคิดว่าสัตว์วิเศษเป็นอันตรายถึงชีวิต
จึงพยายามที่จะฆ่า เพื่อให้สูญพันธุ์ไป 

แต่เขาพบว่า แท้จริงแล้วมิได้เป็นเช่นนั้น !
เพราะสัตว์พวกนี้ไม่ได้เป็นภัยต่อผู้คน

เขาจึงได้ทำสิ่งที่ไม่มีผู้ใดคิดทำ
อย่างการเพาะพันธุ์ ดูแล และอนุรักษ์สัตว์วิเศษในกระเป๋าเดินทางของเขา

มีประโยคหนึ่งของนิวท์ที่ชอบและรู้สึกเห็นด้วยกับเขา คือ 
We're going to recapture my creatures before they get hurt. They're currently in alien terrain surrounded by millions of the most vicious creatures on the planet; humans.
เราต้องรีบจับพวกสัตว์ก่อนที่จะได้รับบาดเจ็บ ตอนนี้พวกมันอยู่ในถิ่นแปลก ล้อมรอบไปด้วยสิ่งมีชีวิตจำนวนหลายล้านซึ่งชั่วร้ายที่สุดในโลก มนุษย์ยังไงล่ะ

มนุษย์เป็นสิ่งมีชีวิตที่เชื่อว่าการกระทำของตนถูกต้องเสมอ
และเชื่อว่าเมื่อมีปัญหา วิธีที่ตนคิดนี่แหละเหมาะสมที่สุด
แม้จะเป็นการฆ่าสิ่งมีชีวิตอื่นก็ตาม

ในโลกเวทมนต์ ผู้วิเศษฆ่าสัตว์เพราะความหวาดกลัว
ในโลกของคนธรรมดา มนุษย์ฆ่าสัตว์เพื่อความสนุก
นี่แหละหนอ สิ่งมีชีวิตที่เรียกว่าคน 

อีกประเด็นนึงที่น่าสนใจก็คือ
J.K. Rowling ได้มาเขียนบทภาพยนตร์ให้ด้วย
ซึ่งเธอก็ทำออกมาได้ดีมาก ไม่ทำให้แฟนคลับผิดหวัง

ภาพยนตร์เรื่องนี้ถ่ายทอดให้เห็นสังคมโลกเวทมนต์ในอเมริกา
ซึ่งแตกต่างจาก Harry Potter ที่เป็นของประเทศอังกฤษ

ชอบที่ใส่ใจลายละเอียดไปจนถึงคำศัพท์ที่ใช้ เช่น
Muggle (มักเกิ้ล) ใช้ในประเทศอังกฤษ และในอเมริกาใช้คำว่า No-Maj (โนแมจ)
ทั้งสองคำมีความหมายว่า มนุษย์ธรรมดาที่ไม่มีพลังวิเศษใดๆ

มีความ American จิกกัด ความ British ขำๆ พอหอมปากหอมคอ
อีกทั้งยังมีความแอบบลัฟเรื่องโรงเรียนสอนเวทมนต์ที่ดีที่สุดด้วย
ทำให้ได้รู้ว่าไม่ได้มีแค่ Hogwarts นะที่เป็นโรงเรียนเวทมนต์ !

สิ่งที่อยากชมมากๆในเรื่องนี้คือนักแสดงนำอย่าง Eddie Redmayne
หรือผู้ที่มารับบท นิวท์ สคามันเดอร์ นั่นเอง

ต้องสารภาพว่าฉันเป็นแฟนคลับของนักแสดงคนนี้
ตั้งแต่เรื่อง The theory of everything ซึ่งเป็นภาพยนตร์ชีวประวัติที่ียอดเยี่ยมมาก
การันตีโดยรางวัลลูกโลกทองคำ 

และในครั้งนี้เขาก็ไม่ทำให้ผิดหวัง
เอ็ดดี้เป็นคนที่ถ้าได้แสดงบทบาทอะไร มักจะเข้าถึงบทบาทนั้นเสมอ
เขาจึงแสดงออกมาได้อย่างดีเยี่ยม อย่างเช่นผลงานที่ผ่านมา

ทั้งการแสดงออก การพูด หรือแม้แต่การวิ่งหรือการเดิน
ราวกับมีเวทมนต์ เขาทำให้เชื่อได้จริงๆว่า 
นี่แหละคือ นิวท์ สคามันเดอร์ และต้องเป็นเขาเท่านั้นที่รับบทนี้
นอกจากนักแสดงแล้ว
สิ่งที่สร้างความประทับใจให้กับผู้ชมอีกอย่าง คือ เอฟเฟกต์ ฉาก ภาพ

ภาพยนตร์แนวนี้มักจะมากจากจินตนาการ
ผู้กำกับจึงต้องถ่ายทอดออกมาให้สมจริงมากที่สุด 
ซึ่งงานแบบนี้ต้องอาศัยทั้งความชำนาญและความละเอียด

ฉันจึงคิดชมผู้กำกับที่สร้างภาพยนตร์แนวแฟนตาซีเสมอ
อีกทั้งยังรู้สึกขอบคุณที่สามารถนำโลกในจินตนาการ
มาสู่จอเงิน ให้ได้รับชมกันอย่างเพลิดเพลิน

แนะนำเลยว่าให้มาดูในระบบ IMAX 3D
รับรองว่าไม่ผิดหวังแน่นอน  !

อีกทั้งภาพยนตร์เรื่องนี้มิได้ให้เพียงความสนุกเพลิดเพลิน
ความตื่นตาตื่นใจ หรือเอฟเฟกต์สมจริงเท่านั้น

แต่ยังมีข้อคิดดีๆจากภาพยนตร์หลายเรื่อง
เช่น มิตรภาพ ความกล้าหาญ และอีกมากมาย 

นับเป็นภาพยนตร์อีกเรื่องที่อยากจะแนะนำให้มาดูกัน
โดยเฉพาะ PotterHead บอกเลยว่าพลาดไม่ได้ ! 

ความจริงช่วงนี้มหาวิทยาลัยใกล้จะเริ่มสอบปลายภาคแล้ว
ทุกคนเขาต่างก้มหน้าก้มตาขยันอ่านหนังสือกันไป
ส่วนตัวฉันน่ะหรือ #ทีมอ่านไม่ทันแต่ยังใจเย็น

ฉันเป็นคนประเภทที่ถ้ามีอะไรมากวนใจ
ก็จะไม่สามารถอ่านหนังสือได้หรอก

จึงทำให้คิดได้ว่า 
สู้ออกมาดูหนังที่อยากดูให้จบไป จะได้ไม่ต้องมาพะว้าพะวัง
ดูเสร็จค่อยกลับไปทำงาน อ่านหนังสือ ถือเป็นการชาร์จแบตให้ตัวเอง

เมื่อพูดถึงเรื่องสอบแล้ว มันเหมือนมีอะไรจี๊ดขึ้นไปที่สมอง
ถึงจะทำเป็นไม่สนใจ ความเป็นจริงแล้วในส่วนลึกทุกคนต่างก็เครียดกันทั้งนั้น

แต่ ณ ตอนนี้ ฉันขอเชื่อปรัชญาของนิวท์ ที่ว่า
Worrying means you suffer twice

นับตั้งแต่ แฮรี่ พอตเตอร์ กับเครื่องรางยมทูต Part 2 ฉายจบไป
ฉันรู้สึกใจหายอย่างบอกไม่ถูก

เราโตมากับการดูภาพยนตร์เรื่องนี้
แน่นอนว่าความรู้สึกผูกพันกับตัวละครย่อมมีมาก

เหมือนเราอยู่กับคนๆนึงมาเจ็ดปี
แล้ววันนึงเขาก็หายไป
คิดดูสิว่ามันจะน่าเศร้าแค่ไหน

เรานี่ถึงกับไร้หลักเลยนะ
ฟีลประมาณว่าคงไม่ได้ตั้งตารออะไรเป็นพิเศษอย่างทุกปีที่ผ่านมา
คงไม่ได้สัมผัสกับโลกเวทมนต์ ไม่ได้กลับไป Hogwarts อีกแล้ว

แต่ตอนนี้เรามีจุดหมายการรอคอยแล้วล่ะ
การผจญภัยครั้งใหม่ได้เริ่มขึ้นแล้ว !

พอพูดถึงตรงนี้ก็

แทบจะรอให้ถึงเดือนพฤศจิกายน ปี 2018 ไม่ไหวเชียวล่ะ !
SHARE
Writer
Lumiere
daydreamer
write to express not to impress

Comments