ชี วิ ต เปื้ อ น สุ ข
อีกาตัวหนึ่ง ร้อง กา กา เสียงดัง มันบินวนเวียนไปมาหาน้ำดื่มไม่ได้ เพราะว่าห้วยหนองคลองบึง ล้วนแห้งแล้งกันดารไปเสียหมด...


          แม่เล่านิทานให้ผมฟังก่อนนอนเช่นทุกคืน นิทานของแม่มีหลายเรื่อง ไม่ว่าจะเป็นกระต่ายกับหอยโข่ง งูเก็งกอง กระต่ายกับปลาช่อน ธนนเจ็ย* หรืออีกากับเหยือกน้ำที่ผมกำลังได้ฟังอยู่นี้...

          พ.ศ.๒๕๒๔ ตอนนั้นผมอายุสิบสามปี และเป็นเด็กนักเรียนของโรงเรียนเล็กๆ ในอำเภอระตะนะม็อณฎ็อล ที่จริงบ้านของผมนั้นอยู่ห่างจากโรงเรียนมากเลยทีเดียว แต่โรงเรียนนี้ก็นับว่าใกล้ที่สุดแล้วสำหรับการเดินทางมาเรียนของผม
          เมื่อชาวบ้านช่วยกันสร้างเรือนไม้หลังยาวเสร็จแล้ว หากว่าพอมีเวลา คุณครูก็จะพาพวกเราไปที่นั่นกัน ลำคลองซึ่งไม่มีน้ำแม้สักหยดนั่น มันอาจไม่เคยมีน้ำเลย หรือผมอาจไม่รู้ว่ามันเคยมี มันอยู่ตรงชายป่าโล่งๆ ไม่ห่างจากโรงเรียนมากนัก ท้องคลองที่ดูเหมือนกับรางน้ำแห้งขอดนั้นมีแตหินก้อนกลมมน และกองกระดูกกระจัดจายอยู่ทั่วไป มันดูขาวโพลนเต็มไปหมด คุณครูบอกให้พวกเราช่วยกันเก็บรวบรวมเศษซากเหล่านั้นขึ้นมา ผมไม่รู้หรอกว่าคุณครูให้เราทำอย่างนั้นกันทำไม แต่ถ้าคุณครูบอกว่าให้เก็บ ก็แสดงว่ามันต้องเก็บนั่นแหละ เราทำแบบนั้นกันทุกวัน บางแห่งมีร่องรอยแทร็กเตอร์ไถดินกลบ เราก็จะขุดคุ้ยขึ้นมาเท่าที่พอขุดหาได้ ไม่นานเรือนยาวหลังนั้นก็เต็มไปด้วยซากกระดูกมนุษย์ โดยเราจะแยกส่วนที่เป็นกะโหลกกับแขนขาและส่วนอื่นๆ ออกจากกัน กองกระดูกเหล่านี้มาจากไหน ทำไมผู้คนจึงมาตายที่นี่กันมากมายนัก ผมอดสงสัยไม่ได้ขณะคอยช่วยส่งหัวกะโหลกเหล่านั้นให้คุณครูจัดวาง
          "ทำไมจึงมีคนตายเยอะจังครับ" ผมถามพลางมองกะโหลกที่เหมือนกับอ้าปากยิ้มอยู่ในมือ "พวกเขาเป็นอะไรตาย"
          "ถูกฆ่าน่ะสิ" คุณครูตอบเรียบๆ พลางเอื้อมมือรับหัวกะโหลกจากผม
          "ใครฆ่าพวกเขาครับ" ผมยังคงสงสัย
          "คนขแมร์ด้วยกันนี่แหละ"
          "พวกอ็องการ์...?" ผมคิดว่าต้องเป็นพวกเขา ทหารชุดดำกับผ้าขาวม้าห้อยคอพวกนั้น คุณครูหันมองผมและพยักหน้าเงียบๆ

          พ.ศ.๒๕๑๘ ตอนที่อายุเจ็ดขวบ ผมต้องสะดุ้งตื่นจากเสียงปืนที่รัวลั่นกลางดึก พ่อพาผมกับแม่ไปหลบในป่า ท่ามกลางเสียงปืนเสียงสู้รบนั้น ผมหลับตาซุกหน้ากับอกแม่ที่กระชับผมไว้ในอ้อมกอดเช่นกัน ตอนนั้นผมทั้งกลัวและสับสน ทั้งไม่รู้เลยว่ามันเกิดอะไรขึ้น ทำไมถึงได้เป็นแบบนี้ แต่ผมก็ได้เห็นพวกทหารอเมริกเข้ามาอยู่ในหมู่บ้านสักพักหนึ่งแล้ว** ยังเคยแอบมองพวกเขาอยู่บ่อยๆ ด้วยซ้ำ คนต่างชาติตัวโตผิวขาวพวกนั้น ผมคิดว่าเรื่องราวในคืนนี้ก็น่าจะเกี่ยวข้องกับพวกเขานั่นแหละ
ใกล้สางเสียงปืนจึงสงบลง เราออกมาจากป่าและได้รู้ว่าพวกต่างชาติถูกขับไล่ออกไปแล้ว สะพานเข้าออกหมู่บ้านถูกเผาทำลายหมด และเราต้องอยู่ภายใต้การปกครองของอ็องการ์*** ตอนนั้นผมยังเด็กเกินกว่าจะเข้าใจอะไร แต่ยังจำได้ดีถึงคำประกาศที่บอกว่าประเทศของเราเป็นอิสระแล้ว อิสระที่จะนำไปสู่ความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ จากนั้นชีวิตของผมก็เปลี่ยนไปแล้วจริงๆ เริ่มจากสีของเสื้อผ้า...

          "เปลือกอะไรน่ะแม่" แม่หยุดตำเปลือกไม้ในครกแล้วหันมองผม แววตาของแม่ก็เปลี่ยนไปแล้วเช่นกัน
          "ถอดเสื้อผ้ามาจะได้ย้อม" แม่บอก พลางเอาเปลือกไม้ที่ตำใส่ในอ่างน้ำ
อ็องการทำให้ผมได้รู้ว่าเปลือกไม้หรือเมล็ดของผลไม้บางชนิดก็ใช้ย้อมเสื้อผ้าได้ เวลานี้ผ้าทุกสีล้วนเป็นสิ่งต้องห้าม คนของอ็องการ์ต้องใส่ชุดดำล้วนเท่านั้น เราได้รับแจกชุดพวกนั้นกันบ้าง แต่ก็ไม่เพี่ยงพอสักเท่าไรหรอก การทำให้เสื้อผ้าที่มีเปลี่ยนเป็นสีดำหรือคล้ำลงคือสิ่งที่เราต้องรู้จักทำ... เสื้อนักเรียนสีขาวของผมถูกใส่ลงไปในน้ำสีดำข้นจากยางไม้นั้น
          "ทำไมเราต้องใส่ชุดดำกันด้วยครับ" ผมถามพลางพลิกกลับผ้าที่เริ่มเปลี่ยนสี
          "ไม่ต้องถามหรอก เขาบอกให้ใส่ก็ใส่เถอะ" นั่นคือคำตอบของแม่ และมันดูจะเป็นแบบนี้ทุกครั้งที่ผมถามไม่ว่าเรื่องอะไร จนผมเลิกที่จะสงสัยหรือมีคำถามอะไรแล้ว...
          ยังมีความเปลี่ยนแปลงอีกหลายอย่างที่เกิดขึ้น เช่นว่าเราไม่ต้องใช้เงิน ผมไม่ต้องไปเรียน คนเฒ่าคนแก่ก็ไม่ต้องไปวัด ทุกคนในหมู่บ้านไม่ว่าหนุ่มสาวหรือวัยไหนล้วนมีงานที่ต้องทำ ไม่เว้นแม้แต่เด็กอย่างพวกผม งานหลักของเด็กเจ็ดแปดขวบอย่างเราส่วนใหญ่ก็คือการหาเก็บขี้วัวขี้ควาย เอามากองผสมกับใบไม้ใบหญ้าเพื่อให้กลายเป็นปุ๋ยหมัก มันเป็นงานที่ค่อนข้างหนัก แต่เราก็ทำกันโดยไม่มีเกี่ยงงอนและทักท้วง แม้จะเหนื่อยหรือหิวเพียงใดก็ตาม เราทำได้เพียงเชื่อฟัง ไม่เช่นนั้นเราจะกลายเป็นกบฏ

          ร่างผอมสูงของไอ้มนออกอาการที่บอกว่าเหนื่อยล้าเต็มทน ผมเองก็ไม่ต่างไปจากมันสักเท่าไรนักหรอก หลังจากช่วยกันหามขี้วัวขี้ควายสดๆ มาใส่กองปุ๋ยแล้วเราก็พากันนั่งหอบ พ่นลมหายใจทางปากโดยไม่มีคำพูดใดๆ หลุดออกมา เราพักกันสักครู่แล้วทำงานต่อ เมื่อเหนื่อยก็เริ่มหิวกันอีกแล้ว แต่เราจะไม่ได้กินอะไรจนกว่าจะถึงมื้อกลางวัน และนั่นถือเป็นเรื่องปกติของพวกเราในยามนี้ ทุกคนไม่มีใครต่างกัน ชีวิตคือความเหนื่อยยาก อดอยาก และหิวโหย โลกของเราเป็นแบบนั้นไปแล้ว และเราก็ดูจะชาชินกับความเปลี่ยนแปลงนั้นแล้วเช่นกัน
          เสียงเคาะระฆังแว่วมาขณะทีผมและเด็กอื่นอีกสองสามคนรวมถึงไอ้มนยังอยู่ในทุ่ง เรารีบผละจากการหาเก็บขี้วัวขี้ควายกันทันที ผมวิ่งพลางคลำช้อนในกระเป๋ากางเกงไปด้วย มันไม่เคยห่างกายนับแต่วันที่ได้รับแจก แต่ผมทำชามแตกไปนานแล้ว ช้อนของไอ้มนก็หายไปแล้วเช่นกัน เราจึงต้องพึ่งพากันยามนี้เสมอ
เด็กหลายคนนั่งกินข้าวกันก่อนแล้วตามสำรับที่ถูกวางเรียงไว้ให้ วันนี้เรามาช้านิดหน่อยเพราะมัวแต่อยู่ในทุ่งกัน ทุกมื้อกับการใช้ชามร่วมกันช้อนคันเดียวระหว่างผมกับไอ้มนนั้นทำให้เราต้องรีบเสมอ เมื่อผมซดข้าวต้มเละๆ เข้าปากไปได้หนึ่งคำ ไอ้มนก็รีบคว้าช้อนไปจากมือก่อนที่ผมจะทันวางลงด้วยซ้ำ มันตักน้ำปลาร้าใส่ชามข้าวก่อนตักซด แล้ววางช้อนลงในชามเพื่อให้ผมได้หยิบมาใช้ต่อ การกินอาหารแบบนี้ถือเป็นเรื่องปกติสำหรับเราสองคนทีเดียว วันนี้ดีหน่อยที่นอกจากข้าวต้มเปื่อยๆ และปลาร้าที่มีแต่น้ำแล้วเรายังมียอดกระถินให้ได้เคี้ยวผักกันบ้าง...

          อากาศยังคงร้อนอบอ้าว ผมยังคงช่วยคุณครูจัดวางกองกระดูกในเรือนยาวนั่น
          "ทำไมเขาต้องฆ่าคนพวกนี้" ผมเอ่ยถามขึ้นอีก
          "หลายคนที่เขาฆ่าอาจไม่ใช่ศัตรู แต่เป็นคนที่เขาบอกว่าเป็นกบฏ" ครูหันมองหน้าและทำท่าเหมือนจะพยายามยิ้มให้ผม "และบางพวก ก็เพราะว่าเขาเป็นหมอ เป็นพระ เป็นดารา เป็นนักร้อง... หรือเป็นครูแบบครูนี่ไงล่ะ" เรานิ่งกันชั่วขณะ คนเป็นหมอเป็นพระดาราหรือครูก็ต้องถูกฆ่าด้วยหรือ นั่นสินะผมจึงไม่ได้เรียนต่อในตอนนั้น แต่ว่าทำไมกัน ผมได้แต่หาคำตอบและอดคิดย้อนไปอีกไม่ได้

          หลังจากชาวบ้านโดนยึดสมบัติที่มีรวมถึงที่ดินเข้ากองกลางหมดแล้ว วันหนึ่งในที่ประชุม พวกเขาก็ถามหาคนซึ่งเคยมีตำแหน่ง เคยเป็นทหาร หรือผู้นำในหมู่บ้าน ให้ทุกคนลงชื่อไว้เพื่อจะได้มอบหมายงานในตำแหน่งเดิมให้ทำ พวกเขาบอกแบบนั้น ผมยังแปลกใจที่เห็นพ่อไปลงชื่อกับเขาด้วย พ่อของผมไม่ใช่ทหารหรือมีตำแหน่งอะไรเลยนี่นา หรือว่าพ่อจะมีตำแหน่งอะไรที่ผมไม่เคยรู้ ผมได้แต่คิดแบบนั้นเพราะยังเด็กเกินกว่าจะเข้าใจอะไรได้มากกว่านี้
          ลมร้อนพัดฝุ่นฟุ้งกระจาย ธงชาติยังคงโบกสะบัด ผมแหงนมองยอดเสาพลางคิดไป จำได้ว่าแม่ไม่เคยตอบคำถามนอกจากสั่งห้าม ห้ามพูดห้ามถาม แต่ตอนนี้ผมพอเข้าใจได้แล้วว่าพ่อหายไปไหนหลังจากวันนั้น รวมถึงชาวบ้านหลายคนที่มักถูกประกาศในที่ประชุมว่าพวกเขาเป็นกบฏนั่นด้วย... ขณะที่ช่วยคุณครูทำงานไป เมื่อมองกะโหลกชิ้นย่อมในมือก็ทำให้ผมอดคิดถึงมันขึ้นมาอีกไม่ได้
          ที่เรือนรับประทานอาหารของเรา สำรับข้าวบางสำรับถูกเก็บไปแล้ว แต่เป็นเพราะเด็กพวกนั้นกินอาหารกันเสร็จแล้วมากกว่าจะอิ่ม เมื่อแน่ใจว่าไม่มีใครเห็นไอ้มนก็หย่อนบางอย่างที่มีสีออกดำๆ ลงชามข้าวต้มก่อนทีผมจะตักขึ้นมา มันหลิ่วตาพยักหน้านิดๆ เมื่อผมหันมอง นั่นหมายถึงเงียบไว้และรีบกินไป ผมตักชิ้นสีดำนั่นเข้าปากพร้อมรับรู้ได้ถึงความร้ายกาจของไอ้มน มันแอบไปหาปลาและเผาซุกไว้ตั้งแต่เมื่อไร ท้องคลองเมื่อย่างเข้าหน้าแล้งแบบนี้จะมีน้ำขังเป็นแอ่งๆ และบางทีก็จะมีปลาที่เราเรียกว่าปลาตกคลักหลงเหลืออยู่ในแอ่งนั้น พวกคนโตก็กำลังเผาป่าที่แผ้วถางเพื่อปลูกข้าว มันคงจะไปแอบเผาปลามาจากที่นั่น ผมเหลือบตามองไอ้มนที่ยังคงตีสีหน้านิ่งสนิทเหมือนเดิม การแอบหาปลามากินเองแบบนี้ถือว่าเป็นกบฏได้เลยที่เดียว ตอนนี้สังคมของเราคือส่วนรวม ของทุกอย่างไม่ว่าจะได้มาอย่างไรล้วนต้องเข้ากองกลาง ผมเคยเห็นหลายคนถูกเอามาประกาศในที่ประชุมว่าเป็นกบฏ ก่อนที่พวกเขาจะหายไปอันเนื่องมาจากการแอบซุกซ่อนสิ่งของไว้เป็นส่วนตัวอยู่เนืองๆ แต่เวลานั้นผมหิวเกินกว่าจะคิดอะไร อีกอย่างคือผมไม่เคยได้กินปลาย่างมานานเท่าไรก็จำไม่ได้แล้ว ต้องขอบคุณไอ้มนนั่นแหละที่ทำให้ผมไม่ลืมรสชาติของมันไปเสียก่อน

          ที่โคนเสาธง หลังจากเสร็จงานเราก็มีเวลานั่งคุยกัน ความโหดร้ายต่างๆ ถูกระบายออกมาจากปากของคุณครู เรื่องราวของการเข่นฆ่าทารุณ อันเป็นที่มาของกองกระดูกตรงหน้าซึ่งผมไม่เคยได้รับรู้มาก่อน ช่างน่าอดสูนัก ความโหดร้ายเหล่านั้นผมเคยอยู่กับมันด้วยซ้ำ แต่กลับไม่เคยสลดใจเท่ากับที่ได้ฟังจากปากของคุณครูในวันนี้ อาจเพราะตอนนั้นผมเด็กเกินไป จึงมองทุกอย่างว่าเป็นธรรมดาของชีวิต เพราะทุกคนที่เห็นก็ไม่มีใครต่างกัน โลกที่ผมได้เห็นมีอยู่แค่นั้น และอาจเป็นเพราะไม่เคยได้รับรู้ถึงการเข่นฆ่าโหดร้ายนั่นด้วยกระมัง จะว่าไปแล้วท่ามกลางสงครามแบบนี้ ผมเคยเห็นคนตายต่อหน้าต่อตาก็เพียงครั้งเดียวเท่านั้นจริงๆ
          ตอนอายุสิบเอ็ดขวบคือช่วงที่ผมต้องทำความเข้าใจกับความสับสนอีกครั้ง เมื่อเราต้องมาพัวพันกับทหารเวียดนาม พวกเขาพาเราอพยพออกจากหมู่บ้านเพื่อหลีกเลี่ยงจากพวกอ็องการ์ซึ่งถูกตีแตกไปแล้ว เป็นเพราะพวกนั้นชอบกลับเข้ามาปล้นอาหารอยู่บ่อยๆ ชาวบ้านไม่มีทางเลือกมากนักจึงต้องทิ้งหมู่บ้านตามทหารเวียดนามออกมา พวกเขาบอกว่าไม่นานหรอก เมื่อทุกอย่างคลี่คลายพวกเราก็จะกลับมาที่หมู่บ้านได้อีก หากแต่หลังจากวันนั้นผมก็ไม่เคยได้กลับบ้านเกิดอีกเลย
          ผมกับไอ้มน เราเดินคู่กันมาดีๆ จู่ๆ มันก็ล้มลงพร้อมกับเสียงปืนที่ดังมาจากป่า
"มันตายแล้ว" ชาวบ้านที่ถึงตัวมันก่อนร้องบอก ขณะที่ผมยังคงตะลึง ไม่ทันได้ขยับตัวเลยด้วยซ้ำกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างกะทันหันตรงหน้า เราไม่รู้ว่าลูกปืนที่พรากชีวิตของมันลอยมาจากไหน ดวงตาเบิกโพลงของมันเป็นการบอกลาที่ยังจำได้ไม่ลืม

          "เราเป็นทหารกันไหม" ผมนึกถึงคำพูดของไอ้มนก่อนที่ทหารเวียดนามจะเข้ามา
          "เราตัวเล็กเกินไป" ผมแย้ง
          "ไม่เล็กหรอก ใครอยากเป็นก็เป็นได้ทั้งนั้นแหละ"
          "ทำไมถึงอยากเป็นทหาร" ผมถามมันกลับ
          "พวกทหารได้กินข้าวสวยเป็นเม็ดๆ " มันตอบนิ่งๆ ผมหันมองใบหน้าผอมซูบนั้น ตลอดสี่ปีมานี้เราอดอยากกันจริงๆ และจริงอยู่ที่พวกทหารจะได้กินข้าวสวยเป็นเม็ดๆ แต่พวกนั้นก็ต้องจับปืนรบกับศัตรู โดยเฉพาะพวกเวียดนามที่อ็องการ์บอกว่าร้ายยิ่งกว่าสัตว์ พวกเขาจึงสมควรที่จะได้รับการกินอยู่ที่ดีกว่าเรา... ผมยังไม่ทันได้ให้คำตอบกับมันพวกทหารเวียดนามก็บุกเข้ามาเสียก่อน...
          คุณครูจากไปแล้ว ขณะที่เพื่อนๆ ต่างเตรียมตัวกลับบ้านกัน หากผมยังนั่งมองกองกระดูกพลางคิดอะไรไปเรื่อยเปื่อย... หลังจากทหารเวียดนามพาออกมาเราก็ไม่ต้องเป็นพวกใคร แต่ยังคงต้องสร้างที่พักบริเวณค่ายทหารของพวกเขาเพื่อความปลอดภัย เราสามารถหากินกันเองท่ามกลางความแร้นแค้นนั้นได้ และของที่หาได้ก็ไม่ต้องเข้ากองกลางอีกต่อไป ชีวิตของพวกเรานั้นที่จริงต้องบอกว่าดีกว่าที่ผ่านมามากเลยทีเดียว ผมอดคิดถึงไอ้มนอีกไม่ได้ มันตายเร็วเกินไปจึงไม่ทันได้กินข้าวสวยเป็นเม็ดๆ หากมันยังอยูผมคงให้แม่แบ่งข้าวสารให้มันบ้าง แม่ของผมพอพูดเวียดนามได้จึงรับหน้าที่คอยหาซื้อสเบียงให้พวกเขา นั่นทำให้เรามีข้าวสารมาหุงกินกัน ต่างจากเด็กอื่นที่ไม่มีกระทั่งข้าวต้มเละๆ สักถ้วย เพราะพ่อแม่ของพวกเขาไม่สามารถหาข้าวให้ได้ พวกนั้นก็จะต้องออกหาขุดกลอยตามป่ามากิน ซึ่งบางทีพวกเขาก็หมดแรงตายก่อนที่จะได้เจอ

          บ่ายคล้อยมากแล้ว ผมหันหลังให้กองกระดูกในเรือนยาวเพื่อมุ่งหน้ากลับบ้าน ความทุกข์ยากมันผ่านไปแล้ว ทุกสิ่งเปลี่ยนไปแล้ว แม้เสียงปืนเสียงสู้รบจะยังคงเกิดขึ้นได้ทุกที่ทุกเวลาและรอบด้านก็ตามที แต่วันนี้ผมไม่อดยากเหมือนก่อนเพราะมีข้าวกินอย่างที่บอก เรามีน้ำปลาร้าเหลือเฟือ และหากวันไหนที่ผมหาปูปลาหากบเขียดมาได้ นั่นหมายความว่าเราจะมีเนื้อเป็นชิ้นๆ กินกัน โดยที่เราไม่ต้องแอบซ่อนกบเขียดปูปลาที่หาได้เหมือนตอนที่อยู่กับพวกอ็องการ์อีกต่อไป และตอนนี้ผมมีอิสระพอที่จะเดินเท้าเปล่าบนเส้นทางเกือบยี่สิบกิโล ท่ามกลางสงครามที่ยังคุกรุ่นบนแผ่นดิน เพื่อไปกลับโรงเรียนซึ่งอยู่คนละหมู่บ้านนี้ได้ ที่สำก็คัญคือผมได้เรียนต่อหลังจากหยุดมานานหลายปี และยังได้ฟังนิทานที่แม่หยุดเล่ามาหลายปีแล้วด้วยเช่นกัน ผมว่าชีวิตของผมมีความสุขดีกับความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในทุกวันนี้ เพียงแต่ว่าผมยังคงเป็นเด็กเท่านั้น...
หลังจากใส่ก้อนหินลงไปทีละก้อน ทีละก้อน น้ำในเหยือกนั้นก็สูงขึ้นมา อีกาก็สามารถดื่มน้ำนั้นได้ในที่สุด" 

          ผมหลับตา ยิ้มอย่างมีความสุข เมื่อนิทานของแม่จบลง. 


* ศรีธนญชัย
**ช่วงนั้นรัฐบาลกัมพูชาจะได้รับการสนับสนุนจากอเมริกา (นัยหนึ่งคือหุ่นเชิดของอเมริกา)
*** อ็องการ์ คำเต็มคือ อ็องการ์ปเตะว็อต (องค์การปฏิวัติ) ชื่อที่เขมรแดงใช้เรียกตัวเอง



SHARE
Written in this book
แ ผ่ น ดิ น เ พ ลิ ง
รวมเรื่องสั้นชุด "แผ่นดินเพลิง" /ยังคงหัดเขียนอยู่ครับ ยินดีรับฟังและขอบคุณทุกความคิดเห็นนะครับ/
Writer
Lava
ผู้เฒ่าธรรมดา
เจ้าปัญหา จอมโวยวาย

Comments