สูญสิ้นซึ่งตัวตน : Ghost in the shell (1995,2005)
"ความเป็นมนุษย์คืออะไรน่ะเหรอ? มีใครเคยเห็นสมองของตัวเองบ้างล่ะ สิ่งเดียวที่ทำให้ฉันรู้สึกว่ายังเป็นมนุษย์ ก็คือวิธีที่ถูกปฏิบัติด้วยเท่านั้น"
 
คิดหลังดูหนังเลยเขียนออกมา - เมื่อคืนฉลองวันเกิดด้วยการดูโกสอินเดอะเชลล์ภาคปี 1995 กับ 2005 ติดกันรัวๆ รู้ตัวอีกทีก็เช้าแล้วแถมยังนอนไม่หลับอีก ลองจดตะกอนความคิดออกมาเป็นข้อๆดูซิ ไล่เรียงจาก Timeline ของความคิด 

ข้างนอก - ข้างใน และการห่อหุ้ม
ปกติเวลาทำงานออกแบบที่มีตีมเป็นอนาคต มีความร่วมสมัย ภาพแรกในหัวคือต้องทำข้างนอกให้เห็นชัดๆว่า นี่ ฉันพัฒนาจากฟอร์มเก่าไปเป็นฟอร์มใหม่นะ ฉันจะลดทอนนะ เครื่องจักรต้องเรียบๆ มันๆ สะอาดๆ ใส่นีออนเยอะๆนะ แต่ในเรื่องนี้เขาใช้วิธีออกแบบแบบอื่น

ฉากแรกสุดอยู่ในเซฟเฮาส์แบบญี่ปุ่น ดูเผินๆเราจะไม่รู้สึกว่ามันเป็นโลกอนาคตจนกระทั่งตัวละครเคลื่อนออกไปนอกประตู  เผยให้เห็นโครงสร้างการเปิดประตูที่เป็นเครื่องจักร ไส้ในเป็นเหล็ก เป็นสายไฟ แต่ข้างนอกเป็นของโบราณ การออกแบบฉาก-ข้าวของอื่นๆในเรื่องเป็นแบบนี้แทบทั้งหมด  คืออยู่บนวิธีคิดว่าจะเอาอะไรมาห่ออะไร

เมื่อใช้เปลือก "เก่า" ห่อเครื่องจักร เราจะไม่รู้ว่าที่เห็นอยู่มันเก่าหรือมันใหม่ เป็นออแกนิกหรือหุ่นยนต์ นี่คือคนจริงๆรึเปล่า ทางเดียวที่จะรู้คือเมื่อ object ยอมให้เรา "เห็นข้างใน" หรือสิ่งสิ่งนั้นถูกทำลายเปลือกให้หลุด

งานออกแบบภาพ จึงช่วยขับเน้นปรัชญาของเรื่องได้อย่างมหาศาล เพราะลำพังบทสนทนาอย่างเดียวคงไม่ทำให้เรารู้สึกได้เยอะแบบนี้



เท่าไหร่ถึงมีตัวตน?
เราทุกคนพอจะเข้าใจว่าข้อจำกัดหลักๆของมนุษย์คือข้อจำกัดทางกายภาพ แขนและมือจะแข็งแรงก็ขึ้นอยู่กับการบ่มเพาะกล้ามเนื้อ เราจะรับข้อมูลภาพได้ก็ต่อเมื่อเรามีดวงตา เราจะรู้ว่าเกิดอะไรขึ้นบนโลกก็ต่อเมื่อเราไปอยู่ในประสบการณ์นั้นๆ และเมื่อรับข้อมูลมาแล้ว ขีดสุดในการคิดก็ขึ้นอยู่กับขนาดของเซลล์สมองหรือหน่วยความจำอีก

ในเนื้อเรื่อง มนุษย์สามารถทลายขีดจำกัดของกล้ามเนื้อ ดัดแปลงให้ร่างกายให้พ้นจากขีดจำกัดทางธรรมชาติ สมองที่เชื่อมต่อเข้ากับโครงข่ายทำให้โอกาสในการรับรู้ความจริงมีมากขึ้น นอกจากนี้เรายังฝากความจำไว้กับโครงข่ายขนาดมหาศาลได้ด้วย (ความทรงจำอยู่บนเซิร์ฟเวอร์ โหลดมาได้เท่าที่หน่วยความจำจะรองรับ)

จึงนำมาสู่คำถามที่ว่า ถ้าตัวตนขึ้นอยู่กับความทรงจำ+เราฝากความทรงจำบนเครือข่ายได้ เราจะละกายหยาบแล้วคงเหลืออยู่เพียงความคิดได้หรือไม่? 

คำถามตามมาเป็นขบวนเลยทีนี้ เส้นแบ่งระหว่างชีวิตกับเครื่องจักรคือตรงไหน ? วิญญาณเป็นอย่างไร? เรารู้ได้อย่างไรว่าเรากำลังตื่นในความจริง?

ความเหลื่อมล้ำ
ในขณะที่เทคโนโลยีโคตรๆจะไฮเทค ฉากไล่ล่าในตลาดสดกลับเผยให้เห็นว่าโลกนอกหน่วยงานรัฐนั้นดูไม่ต่างจากในยุคของเรา ยังมีคนจน ยังมีขอทาน มีชาวบ้านร้านตลาด ในขณะที่พวกไซบอร์กระดับสูงต่างก็มีบ้านหรูหรา 

จะเห็นได้ว่าไม่ใช่ทุกคนที่เข้าถึงการเป็นไซบอร์ก คนที่เป็นไซบอร์กมักเป็นการลงทุนของรัฐ ของทุนใหญ่ ของมาเฟีย ของอาชญากร

เดาๆเอาว่าเงินเดือนของไซบอร์กน่าจะเยอะกว่าเพราะมีประสิทธิภาพมากกว่า ความเหลื่อมล้ำในที่นี้จึงไม่ได้มีแค่เรื่องเศรษฐกิจ แต่เป็นเรื่องความเหลื่อมล้ำทางศักยภาพด้วย ( ลองหาอ่านเรื่อง enhanced humans ต่อได้ http://futurism.com/enhancedhumans/ )


ตัวตนที่ยืมมา
พวกไซบอร์กที่ทำงานในหน่วยงานรัฐมีสิทธิออกจากงานได้ แต่ต้อง "คืน" ร่างและความทรงจำที่ "ยืมมา" ให้กับรัฐบาล ทีนี้มันเลยมีคำถามว่า ในเมื่อร่างและความทรงจำที่ยืมมามันดันพัฒนาความทรงจำใหม่ๆ และความทรงจำเหล่านั้นดันประกอบสร้างเป็นตัวตนของเรา 

ถ้าต้อง "คืน" เราก็ไม่แน่ใจว่ามีอะไรบ้างที่จะต้องคืน / แล้วเราก็ดันคิดอีกด้วยว่า เราอาจจะไม่มีอยู่มาตั้งแต่แรกรึเปล่า / แต่ดันอยู่มาแล้วนี่ / จะอยู่ต่อยังไง? คิดแล้วก็กลับไปเลิกถามไม่ได้ด้วย

ใครจะคืนได้ลง เพราะถ้าตายไปจากตัวตนก็ไม่รู้ว่าจะเป็นอะไรต่อ?


เรื่องราวจากโลกเก่า
ตอนท้ายๆภาคปี 1995 ที่ไปอยู่ใน abyss ความหมายและดีเทลในฉากควรได้รับการกราบกรานจากข้าพเจ้า TvT ตัวเอกไล่ตามตัวร้ายไปที่ "เมืองเก่า" (น่าจะเป็นอดีตวิหาร) ซึ่งถูกทิ้งร้างและตัดขาดจากโลกใหม่ มันมีเหตุผลที่ต้องไปตรงนั้นและต้องคุยคอนเสปของการเกิดดับกันตรงนั้น รวมไปถึงต้องมีรูปนั้นบนผนัง (ต่อจากนี้จะสปอย)

พอโปรแกรมเข้าถึงขีดสุดทางปัญญาแล้ว ปัญหาของโปรแกรมคือตัวมันเองสมบูรณ์เกินไป ถ้าลบโปรแกรมทิ้งมันก็หายไปอย่างนั้น แต่มันจะไม่เกิดและไม่แพร่พันธุ์ต่อ ถ้าก๊อปปี้ตัวเอง ก็จะได้ตัวเองแบบเดิมๆ แล้วก็จะเจอปัญหาเดิมอีกคือมันไม่มีทางเลือก มีแค่อยู่ต่อไปจนกว่าจะทนไม่ได้ หรือไม่ก็ต้องลบตัวเองให้หายๆไปซะ

แต่ในโลกเก่า ธรรมชาติมีกระบวนการ เกิด แพร่พันธุ์ และตายไป เมื่อตายไปแล้วเศษเสี้ยวของเราจะหมุนเวียนไปเป็นสิ่งอื่น สิ่งมีชีวิตในธรรมชาติยอมสละความทรงจำในชาตินี้เพื่อรักษาส่วนหนึ่งของดีเอ็นเอให้ได้เดินทางต่อ 

เศษเสี้ยวนั้นเกิดในตัวตนใหม่แต่ไม่ใช่ตัวตนเดิม และก่อให้เกิดความหลากหลายไม่มีที่สิ้นสุด  

โปรแกรมก็เลยสงสัยว่าเราทำแบบนั้นบนเครือข่ายได้มั้ย 

 

ความรู้สึกเกิดจาก ข้างนอก หรือ ข้างใน ?  
พอดูภาค 1995 จบ ถึงได้รู้สึกตัวว่าที่ผ่านมาตัวละครหน้าตึงทุกตัวเลย ไม่มี expression ในทางความสุขเลย ถ้าจะมีใครยิ้ม มันก็จะยิ้มเพราะอะไรเลวๆ ดูไม่น่าไว้ใจ ดูเมายา เช่นเหล่ายากูซ่าซ่องสุม หุ่นผี เด็กหลอน พอดูไปนานๆ คนดูจะเป็นมิตรกับบรรดาตัวละครหน้าตึงมากกว่าเพราะเราไม่รู้ว่าคนที่ยิ้มเนี่ย รอยยิ้มมันไว้ใจได้มั้ย

แต่ในความหน้าตึง ปฏิสัมพันธ์ธรรมดาๆ ระหว่างตัวละครกลับมีความหมายทางจิตใจแบบทำลายล้าง (ท่อนนี้สปอย - คนหน้าตึงเอาเสื้อมาห่มให้กันงี้ นายไม่ต้องมาแต่ฉันจะตามไปงี้ คือมันมีเส้นใยบางๆขึงระหว่างกันไว้ แล้วมันโรแมนติกมากกก TvT ขนาดไม่มีการสื่อสารด้วยสายตาเลยนะ เลยนะ *จิกหมอน) 

ตั้งคำถามได้อีกว่ามนุษย์รู้สึกดีกับเรื่องเปลือกเสมอไปรึเปล่า หรือเรารู้สึกเพราะไปตี "ความหมาย" ของมัน : การยิ้มโดยลำพังไม่ได้ทำให้รู้สึกดีเสมอไป หน้าตึงก็ไม่ได้แปลว่าชีวิตจะไม่มีความงาม

ฟอร์มไม่ใช่ความจริง ความหมายไม่ใช่สัจธรรม
กระจกคือภาพสะท้อน ไม่ใช่ความจริง

(ชอบงานญี่ปุ่นตรงนี้แหละ ละเอียดกับ subtle ของความเป็นคน)

ติ่งไว้เล็กๆในหัวข้อนี้ : ความเป็นมนุษย์กลับมาเน้นมากๆ ในหนังภาคปี 2005 เราจะเห็นด้านที่เป็นชีวิตประจำวันของตัวละครมากขึ้น เห็นว่ามันเลี้ยงหมา มีครอบครัว ใครชอบฟังเพลงแบบไหน ชอบแต่งบ้านยังไง แต่จะเริ่มหลอนไปเองว่า ที่เห็นคือหมาหุ่นยนต์รึเปล่า ครอบครัวเป็นครอบครัวจริงๆหรือเป็นโปรแกรมเสมือน ที่มนุษย์ในเรื่องมีรสนิยมเพราะโปรแกรมกำหนดมาหรือเพราะมันสำคัญกับ "วิญญาณ" จริงๆ

ฝันว่าตื่นในหลับใหล
ภาคปี 2005 มีตัวละครนึงที่ฉลาดมากๆ พอทำงานกับหน่วย AI ของรัฐเยอะๆ เข้าถึงความรู้เยอะๆ ก็อยากสละข้อจำกัดของมนุษย์ ทิ้งร่างกายแล้วย้ายความคิดไปอยู่ในเครือข่ายซะ แต่พอถูกจับได้ว่าค้าขายอาวุธเถื่อนเลยถูกไล่ออก กลายเป็นแฮคเกอร์อิสระ อาศัยลำพังกับหุ่นยนต์รับใช้ในคฤหาสน์ห่างไกล

สมองของคนในเรื่องเป็น Cyber Brain ที่เชื่อมต่อกับระบบได้ การเป็นแฮคเกอร์ก็เลยสามารถแฮคสมองคนอื่นได้ สร้างภาพลวงใส่หัวคนอื่นได้ รวมไปถึงการ "สร้างภาพหลอน" ให้เกิดขึ้นในหัวของคนคนนั้นได้ แต่ภาพหลอนจะกลายเป็น "ความจริง" สำหรับคนที่ถูกแฮค

พลังในการสร้างความจริง จึงเทียบได้กับพลังของพระเจ้า 

ความหมายของเรื่องนี้ หนังเล่าผ่าน Visual เยอะอีกแล้ว (ขอสดุดีทีมภาพ TvT ) ทันทีที่ตัวเอกเหยียบเข้ามาในบริเวณคฤหาสน์ บรรยากาศทั้งหมดในนั้นจะฉีกออกจากโลกที่ตัวเอกเคยอยู่ไปอย่างสิ้นเชิง การตกแต่งภายในที่สะท้อนรสนิยมเจ้าของบ้านทำให้เราตั้งคำถามว่า แม้แฮคเกอร์จะดูเหมือนรู้ทันความจริง ออกแบบความจริงได้ แต่ความจริงที่หมุนรอบตนตามลำพังและแตกแยกจากโลกมัน "จริง" จริงๆรึเปล่า ?

ตัวเอกบอกว่า ที่กูต่างจากมึง เพราะกูเชื่อในการมีอยู่ของวิญญาณโว้ย แต่มึงไม่ ! 

 Visual ช่วงนี้เลยมีความหมายเป็นนัยๆว่าการรู้ที่ตัดขาดจากคนทั้งหมด รู้เพื่อควบคุมสรรพสิ่ง (*ไม่ใช่สรรพสิ่งที่แท้ เป็นแค่สรรพสิ่งในกรอบอำนาจที่ตนควบคุมได้) ก็คือการตื่นในกับดักของตัวเองนี่แหละ 

สัญญะที่เล่าผ่านเพศ : 
เรื่องที่ยังแคะไม่เสร็จคือเรื่องความเป็นชาย ความเป็นหญิง แม้เรื่องนี้เต็มไปด้วยผู้ชายและเล่าผ่าน male gaze หนักหน่วง แต่ตัวละครที่เป็นคีย์สำคัญของเรื่องกลับปรากฏในร่างของผู้หญิงทั้งนั้น

เราอาจะเห็นพัฒนาการตัวละครชายในมุมที่ลึกซึ้งขึ้น แต่ผู้ชายในเรื่องแทบไม่เปลี่ยนไปเลย เป็นมายังไงก็เป็นอย่างนั้น อาจจะเรียนรู้อะไรบ้างนิดๆหน่อยๆ ในขณะที่ผู้หญิงโผล่มาเพื่อเป็นจุดเปลี่ยนของเรื่อง ผู้หญิงยังเปลี่ยนไปอย่างมหาศาล

การตีความเพศในที่นี้เลยอาจจะไม่ได้หมายถึงเพศจริงๆ แต่คือวิธีเล่าด้วยคู่ตรงข้ามในคู่ตรงข้าม 

เพศชายในเรื่องเป็นตัวแทนของชีวิตทางโลก และกำหนดกฎเกณฑ์ในทางโลก (ตัวละครที่มีอำนาจระดับหัวหน้าปกครองเป็นผู้ชายทั้งหมด) นอกจากนี้เรายังมีผู้ชายหลายแบบ มีกุ๊ย นักการเมือง มีตำรวจ มีนักสืบ แต่ตัวละครเหล่านี้ predict ได้หมดว่าชะตากรรมของมันจะเป็นอย่างไร เพศชายในเรื่องนี้สะท้อน "ความพยายามที่จะควบคุมชีวิต"

ส่วนเพศหญิง แม้จะไม่ได้มีบทบาทใหญ่ๆ ไม่ได้มีอำนาจอะไรเยอะแยะ แต่พวกนางปรากฏอย่างคาดเดาไม่ได้ มาพร้อมความลับหรือเป็นปริศนาให้ไข เป็นภาพสะท้อนของอำนาจที่พวกผู้ชายกำหนดไว้บ้าง เป็นเหยื่ออธรรมบ้าง เป็นนางฟ้าประจำตัวที่แอบมาช่วยและให้บทเรียนพวกผู้ชายบ้าง เพศหญิงในเรื่องสะท้อน "ความไม่แน่นอนของชีวิต"



เซ็กซี่หรือสังขาร : 
อีกอันที่สังเกตคือความเซ็กซี่ ผู้หญิงที่จดจำได้ในเรื่องนี้มักมีแรงดึงดูดทางเพศ (นางเอกโป๊ทั้งเรื่อง และฉันจำป้าๆในร้านของชำไม่ได้เลย) แต่ๆๆๆ ดูเหมือนคนที่ให้ความสำคัญกับเรือนร่างของสาวๆ จะมีแต่ทั่นผู้ชมนะ เพราะเหล่าตัวละครจะได้เห็นเรือนร่างเหล่านี้ตอนที่กำลังจะตายเท่านั้น 

ร่างในที่นี้จึงเป็นแรงดึงดูดทางเพศสำหรับคนที่มีเวลาชื่นชม ไปพร้อมๆกับการปลงสังขารสำหรับคนที่มีชีวิตเหลือให้ชื่นชมไม่มาก

ตัวละครที่ได้เห็นนางเอกโป๊บ่อยสุดก็คงจะเป็นคู่หู่ ปกติเค้าจะไม่แสดงออกว่าสนใจเรือนร่างในแบบนั้นเลย เพราะสถานการณ์ที่โป๊เนี่ย ทั้งบู๊ทั้งเครียด อยู่กับความเป็นความตาย จะมีแสดงออกแค่ตอนที่นางเอกทำภารกิจเสร็จคู่หูถึงเอาเสื้อมาให้ใส่ ( แสดงออกในทางความเคารพ อบอุ่นชวนจิ้น ) 

มีฉากเขินฉากเดียวคือตอนที่เลิกงานแล้ว นางเอกไปดำน้ำ ขึ้นมานั่งคุยเรื่องการแสวงหาความหมายของชีวิตกันกลางทะเล คุยเสร็จนางเอกก็เข้าไปเปลี่ยนชุดในเรือ ฉากนี้คู่หูถึงได้เผลอเขินขึ้นมา ทั้งๆที่ปกติก็เห็นนางเอกโป๊อยู่เป็นประจำ 

 ก็กลับไปที่คอนเสปเรื่องเปลือกกับความหมายอีก เปลือกอันเดียวกันแท้ๆ แต่สถานการณ์ต่างกัน ความหมายก็ไม่เหมือนกัน



จนถึงบรรทัดนี้ก็ไม่กล้าเขียนว่า "จริง" สำหรับเมะเรื่องนี้แล้ว TvT โดนปั่นเรื่องความจริง ความหมาย ความตายความไม่ตายมาสามชั่วโมงติด เมาคำถาม เมาคำคม เมาว่าอะไรจริงอะไรไม่จริง

แต่ยังดีที่ตอนท้ายๆ มันบอกเราว่า คนที่อยู่ในความฝันไม่มีทางรู้หรอกว่ากำลังฝัน - เราจะรู้ว่ามันเป็นอะไรต่อเมื่อได้ผ่านไปแล้วเท่านั้น 

SHARE
Written in this book
แคะะะ
แคะ ประสบการณ์ต่อสรรพสิ่ง

Comments

imonkey7
4 years ago
คิดได้เยอะจัง
นิอ่านหนังสือ 
ดูหนัง 
ได้ ตะกอนมาสักเรื่องก็บุญแล้ว
Reply
nanaaa
4 years ago
ในทางกลับกัน เราอ่านหนังสือหรือดูหนัง ก็มีความรู้สึกร่วมน้อยมากๆด้วยค่ะ TvT // เพิ่งดู your name จบ ไม่มีอะไรติดออกมาเลย TvT 
imonkey7
4 years ago
your name ไม่อ่านบทความคุณโตมร โหยอันนั้นไปไกลมาก คือคิดว่าดูคนละเรื่องกันเลย