ครึ่งทางของฝัน
Dear me, One day I'll make you proud.          ย้อนกลับไปเมื่อหลายเดือนก่อน ฉันได้ปักหมุดประโยคสั้นๆนี้ไว้บน twitter ของตัวเอง ประโยคภาษาอังกฤษที่แปลเป็นไทยอย่างสั้นๆว่า วันหนึ่งฉันจะทำให้ตัวเองภูมิใจในตัวเอง มันเป็นประโยคที่ฉันพิมพ์ไว้ตอนที่ประกาศผลแอดมิชชั่น หรือประกาศผลสอบเข้ามหาวิทยาลัยของไทยนั่นเอง ในวันนั้น เป็นวันที่หลายคนยินดี เด็กมอหกหลายคนตั้งหน้าตั้งตารอวันนี้ วันที่ตัวเองมีที่เรียนต่อ แต่ก็มีไม่น้อยที่วันนั้น จะกลายเป็นวันที่หลายคนผิดหวัง ที่ไม่ได้เรียนตามที่ตนเองต้องการ ซึ่งฉันเองก็คือหนึ่งในนั้น
          ในความเป็นจริงเราทุกคนล้วนเลือกทางเดินของตนเองได้ แต่ความต้องการของมนุษย์ส่วนใหญ่ล้วนอยากได้ในสิ่งที่ตนเอื้อมไม่ถึง ฉันเองก็เช่นกัน ฉันเป็นเด็กนักเรียนสายวิทยาศาสตร์คนหนึ่ง ที่รู้ตัวเองดีว่าสามปีที่ผ่านมาเรากำลังเดินผิดทาง เราไม่ถนัดและไม่ได้ชอบในสิ่งนี้แล้ว ความต้องการที่จะเรียนต่อในแขนงวิทยาศาสตร์หรือคณิตศาสตร์มันน้อยลง แน่นอนว่าตอนนั้นฉันกลับสนใจในด้านมนุษย์ศาสตร์หรือพวกสังคมวิทยาแทน 
          สิ่งที่พูดไปนั้นฟังดูอาจจะดูง่ายดาย เสียงจากคนรอบข้างต่างบอกว่า "งั้นตอนเข้ามหาวิทยาลัยก็เลือกเรียนที่ชอบสิ" ใช่ เราทุกคนอยากทำในสิ่งที่ชอบกันทั้งนั้น แต่มันไม่ได้ง่ายอย่างนั้น ระบบการศึกษาของประเทศที่เราอยู่ต่างใช้เกรดและคะแนนต่างๆเป็นตัววัดผล เราจะใช้ความชอบกับความฝันเพียงอย่างเดียวคงไม่ได้ ฉันนึกถึงประโยคจากรุ่นพี่เหลือญาติผู้ใหญ่หลายคนก่อนที่จะเลือกสายวิชาเรียนตอนขึ้นมอสี่ "คิดดีๆนะสามปีที่เรียนมันจะพ่วงไปถึงอนาคต" แน่นอนว่าเด็กสาวที่รู้ตัวช้าเช่นฉัน วันนี้เข้าใจประโยคนี้อย่างลึกซึ้ง การเรียนในสิ่งที่เราไม่ถนัดหรือไม่สนใจสิ่งที่ตามมาคือคะแนนที่ออกมาแย่มาก สามปีที่ฉันเรียนสายนี้เกรดฉันไม่ถึงสามซะด้วยซ้ำ หลายคนคงจะพูดปลอบใจว่า "สายวิทย์เรียนยากได้2.5ขึ้นก็ถือว่าโอเคแล้ว" สิ่งที่พูดมันก็จริง แต่สำหรับเด็กที่อยากสอบเข้าสายมุนษย์หรือสายสังคมอย่างฉัน มันคือความผิดพลาดอย่างใหญ่หลวง พอถึงจุดที่กำลังจะเข้ามหาวิทยาลัย คะแนนหรือเกรดเราแทบจะไม่ถึงคณะที่ต้องการเลย ซึ่งทางเดียวที่จะทำให้ได้เรียนในคณะที่ต้องการคือการทำคะแนนวิชาGAT(ความถนัดทั่วไปที่มีวิชาอังกฤษและเชื่อมโยงภาษาไทย)ให้ได้คะแนน 240+ จากคะแนนเต็ม300 และทำคะแนน O-Netให้อยู่ในเกณฑ์ที่ดี ซึ่งแน่นอนว่าสำหรับเด็กที่เรียนระดับปานกลางอย่างฉัน มันยากมาก เราไม่สามารถฝึกตัวเองให้ทันในระยะเวลาไม่กี่เดือนสิ่งที่ทำได้ในตอนนั้น คือการยอมรับความจริง และผลในตอนนั้นก็คือ ฉันต้องเรียนคณะด้านวิทยาศาสตร์ต่อไปในระดับอุดมศึกษา
          หลังจากประกาศผลแอดมิชชั่นฉันร้องไห้ตกอยู่ในสภาวะซึมเศร้าสามวันกว่าๆ แต่การร้องไห้ไม่ได้ช่วยแก้ปัญหาอะไร ฉันเลือกที่จะอยู่กับปัจจุบัน และฉันตั้งใจว่าในเมื่อปีนี้เราทำไม่ได้ ปีหน้าฉันขอเริ่มใหม่สักครั้ง ฉันจะไม่ยอมให้อนาคตสี่ปีในมหาวิทยาลัยต้องซ้ำรอยกับสามปีก่อนที่ฉันเลือกเรียนผิดสาย แต่ฉันก็แอบหวังว่าหากได้เข้าเรียนแล้วความคิดฉันอาจจะเปลี่ยน ฉันอาจจะกลับมาชอบและสนใจในสาขาที่เรียนก็ได้ แต่ความเป็นจริงนั่นก็คือใจของเราไม่ไหวที่จะเรียนในด้านนี้จริงๆ ฉันเรียนได้สามเดือนแล้วก็แอบไปสอบเข้าใหม่ของมหาวิทยาลัยชื่อดังของไทยในกรุงเทพฯ(ฉันเรียนมหาวิทยาลัยภูมิภาคใกล้บ้าน) มหาวิทยาลัยแห่งนี้เป็นที่ที่เด็กหลายคนอยากเข้าเรียนเพราะมีชื่อเสียงค่อนข้างมาก ตอนฉันสอบฉันไม่คิดหรอกว่าฉันจะติดหรือไม่ติด ฉันอ่านหนังสือไปนิดหน่อยคิดแค่่ว่าถ้าติดก็คงดี แต่ถึงไม่ติดก็ไม่เป็นไร ที่ฉันมาสอบเพราะฉันทำตามคำสัญญาที่ให้ไว้กับตัวเองว่าวันนึงฉันจะทำตามความฝันให้ได้ ฉันเชื่อเสมอว่าไม่มีอะไรน่าเสียดายเท่ากับการที่เราไม่ได้ลองทำตามสิ่งที่ตัวเองอยากทำ 
          ผ่านไปห้าเดือนตั้งแต่เข้ามหาวิทยาลัย ฉันเรียนจบไปแล้วหนึ่งเทอม เกรดออกมาได้เฉลี่ยนรวม 2.33 ซึ่งก็ถือว่าอยู่ในเกณฑ์ปกติของคณะที่เรียน (แล้วก็ดันติดFวิชาหลักหนึ่งตัว) พ่อแม่ฉันโอเคกับผลการเรียน เพราะทางบ้านไม่ค่อยสนใจเรื่องเกรดและเขาก็พอใจกับมหาวิทยาลัยที่ฉันเรียนและคณะที่ฉันกำลังศึกษาอยู่มากๆ แต่ในความคิดฉัน ฉันกลับคิดว่าหากฉันเรียนต่อฉันต้องขยันขึ้นมากๆเพื่อให้เกรดอยู่ในระดับเดิมไม่ก็ดีกว่าเดิม ซึ่งแค่คิดก็เหนื่อยแล้วค่ะ ถ้าเรียนต่อฉันกลัวว่าจะโดนรีไทร์เอาปีสุดท้าย(ทั้งๆที่ยังไม่เริ่มก็ท้อซะแล้วนะเรา นี่สินะที่เค้าเรียกว่าใจมันไม่รับในสิ่งที่เรียนอยู่เล้ยยยย) แต่หนึ่งเทอมที่ผ่านมามันก็ยังมีเรื่องดีๆอยู่บ้าง แม้ว่าคณะหรือสาขาที่ฉันเรียนฉันอาจจะไม่ชอบมันเลยสักนิด แต่ฉันก็ได้เจอกับเพื่อนที่ดี สังคมที่ดี นับว่ามันเป็นสิ่งที่ดีมากๆในชีวิตมหาวิทยาลัยเลยก็ได้ จะมีอะไรดีไปกว่าการเจอคนรอบข้างที่ดีล่ะถูกมั้ย 
          เมื่อจบเทอมหนึ่งเป็นธรรมดาที่มหาวิทยาลัยทุกแห่งจะมีปิดเทอมเล็กๆเพื่อให้นักศึกษากลับบ้าน แต่คณะฉันเป็นคณะที่ให้นักศึกษาฝึกงานภาคสนามตั้งแต่ปีหนึ่ง แน่นอนค่ะว่าคณะที่เรียนอยู่ตอนนี้เสมือนว่า "ไม่มีปิดเทอม" ฟังดูเหมือนจะแย่แต่3-4สัปดาห์ที่เราฝึกงานภาคสนามนี้ มันสนุกมากๆเลยแหละ เหมือนการเข้าค่าย ได้รู้จักเพื่อนในคณะมากขึ้น ฉันได้เพื่อนใหม่ต่างสาขาเยอะขึ้น ฉันแฮปปี้กับช่วงเวลานี้มากๆ
          เมื่อฝึกงานภาคสนามเสร็จก็ถึงช่วงที่ใกล้จะเปิดเทอมภาคเรียนที่2และก็เป็นช่วงเวลาที่กำลังจะขึ้นปีใหม่ ปีที่ผ่านมาฉันว่ามันน่าจดจำมาก ต้นปีเราเรียนอยู่มัธยม ปลายปีเราเข้าเรียนมหาวิทยาลัย ปีนึงผ่านไปไวมากจริงๆ และไม่รู้ว่าปีต่อไปจะเป็นปีที่เรามีความสุขมั้ย แล้วเราจะเจออะไรในปีหน้าบ้าง แต่ฉันก็ขอให้มันเป็นปีที่ดีขึ้นจากทุกปี
          เวลาผ่านไปช่วงเวลาของปีใหม่ก็เข้ามา หลังจากผ่านปีใหม่ไปไม่กี่วันฉันก็ได้รับของขวัญปีใหม่ที่ไม่คาดฝันมาก่อน "คุณมีสิทธิ์สัมภาษณ์เข้าศึกษามหาวิทยาลัยxxx" ใช่แล้วค่ะ การสอบตรงหรือสอบข้อเขียนครั้งก่อนที่ฉันไปสอบ ฉันสอบติด ตอนนั้นที่ดูผลประกาศฉันทำอะไรไม่ถูก เพราะไม่คิดว่าจะติดมาก่อน แล้วคนสมัครก็เยอะมากๆ ตอนแรกฉันมั่นใจว่าคงไม่ติดแน่ๆ แต่ใครจะไปคิดล่ะว่าฉันจะทำตามฝันได้สำเร็จ แต่ก็มีเรื่องที่ทำให้ฉันลังเล เพราะจังหวะนั้นฉันก็เริ่มรู้สึกโอเคกับมหาวิทยาลัยที่กำลังศึกษาอยู่ คงเพราะว่าฉันเจอเพื่อนที่ดีมากๆ ฉันปรึกษาพวกเขาและบอกพวกเขาเรื่องผลสอบ ทุกคนต่างสนับสนุนและยินดีกับฉัน เวลานั้นมันช่างเป็นอะไรที่มีความสุขอย่างบอกไม่ถูกจริงๆ
          ฉันโทรบอกพ่อแม่เรื่องผลสอบ แน่นอนว่าเรามีทะเลาะกันบ้าง คงเป็นเรื่องปกติหากว่าครอบครัวหนึ่งที่มีลูกเรียนมหาวิทยาลัยแล้วอยู่ดีๆวันหนึ่งลูกของพวกเขาคิดจะซิ่วหรือลาออกขึ้นมา แต่เชื่อเถอะว่าแม้จะทะเลาะกันหนักแค่ไหน พ่อแม่จะไม่พอใจหรือไม่อยากให้เราตัดสินใจแบบนั้น สุดท้ายแล้วหากเราใช้เหตุผล เคารพการตัดสินใจของตนเอง และมั่นใจว่าเราจะทำสิ่งนั้นออกมาได้ดี สุดท้ายแล้วพ่อแม่ก็จะอยู่ข้างเราอยู่ดี 
         ฉันจัดการทุกอย่างเสร็จเรียบร้อย ฉันสอบสัมภาษณ์ผ่าน ทุกอย่างดูราบรื่นไปหมด มาถึงวันที่ต้องลาออกจากมหาวิทยาลัยก็แอบใจหาย(ทำเรื่องลาออกก่อนเปิดเทอมไม่กี่วัน) ถึงแม้หนึ่งเทอมที่ผ่านมาจะมีระยะเวลาแค่ห้าถึงหกเดือน แต่มันก็ดีมากๆ ฉันได้เจอคนดีๆมากมาย ได้เรียนรู้อะไรหลายๆอย่าง ฉันเก็บของกลับมาอยู่บ้านสักพัก มีเพื่อนที่มหาวิทยาลัยหลายคนทักมาหาฉัน ตามฉันไปเรียน เนื่องจากฉันยังไม่บอกเรื่องลาออกกับพวกเขา (ฉันบอกเรื่องลาออกแค่กับเพื่อนในกลุ่มและคนที่ถามฉัน) บางวันเพื่อนในกลุ่มก็มาเล่าให้ฟังว่า "หลายคนถามถึงมึงนะว่ามึงไปไหน พอบอกว่ามึงออกแล้วเขาก็ไม่เชื่อกัน" น่าตลกดีนะ และฉันก็รู้สึกดีมากๆที่มีคนนึกถึงฉัน แต่ก็แอบเศร้าเหมือนกันที่ไม่ได้ใช้ระยะเวลาที่เหลือทำอะไรร่วมกันต่อ 
          ฉันเคยแอบคิดว่าทำไมฉันไม่ลองสอบรับตรงคณะพวกนี้ตั้งแต่ปีก่อน ถ้าสอบตอนนั้นฉันคงจะติดตั้งแต่ปีก่อนแล้ว(ฉันเป็นเด็กหัวดื้อไม่ยอมสอบรับตรงรอแอดมิชชั่นที่เดียว แล้วก็ได้แอดมิดสมใจเลย หึหึ) แต่คิดดูอีกทีฉันอาจจะไม่ติดก็ได้ เพราะฉันเชื่อว่า "ทุกอย่างมีเวลาของมัน" บางที่ปีก่อนอาจจะไม่ใช่เวลาของที่ที่ฉันจะได้ทุกอย่างตามใจปรารถนา และถ้าหากว่าเรายืนยันที่จะเดินตามฝัน มันก็คงมีเวลาของเราที่จะทำตามฝันได้สำเร็จในสักวันอยู่ดี 
         วันนี้ฉันได้มาย้อนดูข้อความที่ปักหมุดบน twitter ของตัวเอง ฉันภูมิใจในตัวเอง และบอกกับตัวเองว่าฉันทำได้แล้ว ขอบคุณตัวเองที่ไม่ทิ้งฝัน ขอบคุณที่กล้าเสี่ยงกับมัน และฉันก็ไม่เสียดายที่จะเรียนจบช้ากว่าเด็กรุ่นเดียวกัน ย้อนกลับไปได้ฉันก็คงเลือกทางเดินแบบนี้อยู่ดี 
         ฉันไม่รู้หรอกว่าชีวิตในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า สังคมใหม่ที่ฉันต้องเผชิญจะเป็นอย่างไร ฉันจะชอบคณะที่ฉันบอกว่าอยากเรียนนี้ไหม แต่ฉันก็ขอให้มันเป็นเรื่องดี ขอให้ตัวเองอดทนกับทุกอย่างที่เกิดขึ้น ฉันเดินตามฝันมาครึ่งทางแล้ว อีกครึ่งทางที่เหลือมันจะเป็นยังไงมันก็คงอยู่ที่ตัวฉันเอง :) 
จริงๆแล้วความฝันมันอยู่ไม่ไกล แต่ที่เรามองว่าไกลเพราะเราไม่เดินไปหามันเอง
SHARE
Writer
MAYNAGA
dreamer
เราไม่ใช่นักเขียนแต่เราคือนักเล่าเรื่อง :)

Comments