กำเนิดมนุษย์ป้า
"ป้าคะอย่าแซงคิวได้มั้ย?"

เสียงผู้หญิงคนนึงดังขึ้นระหว่างการรอคิวขึ้นขบวนรถไฟฟ้า ท่ามกลางฝูงชนที่พยายามเบียดขึ้นรถไฟฟ้าเพื่อไปทำงานให้ทันเวลา สำหรับคนที่ต้องทำงานในเมือง การต้องมาเบียดเสียดกันในรถไฟฟ้าคงไม่ใช่เรื่องที่น่าสนุกเท่าไหร่

วันนี้เป็นอีกวันนึงที่การเดินทางด้วยรถไฟฟ้าช่างยากลำบากเหลือเกิน มันจะต้องมีอย่างน้อยเดือนละครั้งที่ไม่รู้ทำไมเหมือนกัน คนมันจะแน่นกว่าปกติ และรถไฟฟ้ามันจะต้องพังโดยไม่บอกให้ผู้โดยสารรู้ล่วงหน้า

สาวิตรี เป็นผู้หญิงวัยทำงานอีกคนนึงเช่นกัน ที่ต้องทนกับสภาวะความหนาแน่นของสถานีรถไฟฟ้า ในเมื่อเธอเลือกที่จะทำงานในเมืองแถวสาทร เธอก็หลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องตื่นเช้ามาเพื่อจะต้องมาเบียดกับผู้คนเช่นนี้

เธอติดค้างอยู่ที่สถานีมากว่า 15 นาทีแล้ว แต่ก็ยังไม่ได้ขึ้นขบวนรถไฟฟ้าเสียที เธอเริ่มหงุดหงิดเมื่อเห็นคนพยายามจะฝ่าเข้าไปขึ้นขบวนรถไฟฟ้าโดยที่ไม่สนใจว่าใครจะต่อคิวอยู่ก่อนหน้าหรืออย่างไร อย่างตอนนี้เธอเจอสิ่งที่คนทั่วไปเรียกว่า "มนุษย์ป้า" กำลังแซงคิวขึ้นขบวนรถไฟฟ้าไปต่อหน้าต่อตา

เธอตะโกนตำหนิป้าคนนั้นไปเสียงดัง ทำให้คนรอบข้างถึงกับจ้องมองป้าเป็นสายตาเดียวกัน แต่เหมือนกับว่าป้าจะทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้ต่อไป ในเมื่อป้่าเข้าไปอยู่ในพื้นที่ Safe zone เช่นข้างในขบวนรถไฟฟ้าแล้วนี่นา ทำไมป้าจะต้องไปสนใจเสียงใครก็ไม่รู้ด้วยล่ะ?

"ปรี๊บๆๆๆๆ" เสียงประตูรถไฟฟ้าปิดลง พร้อมกับขบวนรถไฟฟ้าที่พาป้าคนนั้นค่อยๆออกจากสถานีไป

"ทำไมต้องมาเจอคนเห็นแก่ตัวแบบนี้ด้วย" สาวิตรีบ่นพึมพำ

เธอรู้ว่าบ่นไปก็ทำอะไรไม่ได้ ก็เลยทำหน้าเซ็งรอรถไฟฟ้าขบวนแล้วขบวนเล่า จนกระทั่งอีก 3 ขบวนถัดไปเธอถึงได้ขึ้นรถไฟฟ้าเสียที เธอค่อยๆเดินตามคนข้างหน้าขึ้นรถไฟฟ้าไป

"หวังว่าคงจะไม่ไปสายนะ" เธอคิดในใจ

ตอนนี้เธอถึงสถานีช่องนนทรีแล้ว ตอนนี้เป็นเวลา 8 โมง 50 นาที เธอรู้ตัวว่าเธอกำลังจะไปไม่ทันเข้างานตอน 9 โมง เธอจึงตัดสินใจวิ่งแทรกออกจากขบวนทันที

เธอเริ่มวิ่งฝ่าผู้คนในสถานีออกไป พอออกจากสถานีเรียบร้อย เธอก็วิ่งเลียบถนนไปเรื่อยๆ จนกระทั่งเธอวิ่งมาถึงตึกที่เธอทำงาน เธอรีบเข้าแถวเพื่อขึ้นลิฟท์ไปยังชั้นที่เธอทำงานอยู่

ตอนนี้เป็นเวลา 9 โมง 1 นาที เธอรีบหยิบบัตรออกมาเพื่อบันทึกเวลาเข้างาน ซึ่งเธอรู้ตัวแล้วว่าเธอมาไม่ทันเข้างานแน่นอน
เป็นอีกวันที่เธอต้องมาสายเพราะระบบคมนาคมของไทย"เธอมาสายอีกแล้วนะสาวิตรี"

เธอได้ยินเสียงนี้ก็รู้เลยว่าเป็นเสียงของหัวหน้าที่น่าเบื่อของเธอ เขาเป็นคนที่เธอรู้สึกว่าเป็นคนที่ Perfectionist ทุกอย่างต้องเป๊ะๆ ทุกอย่างที่ผ่านหัวหน้าจะต้องไม่มีข้อผิดพลาดอะไรเลย โดยเฉพาะเรื่องของความตรงต่อเวลาที่เวลานัดต้องตามเวลาเป๊ะๆ จะสายแค่ 1 นาทีด้วยเหตุผลอะไรก็ไม่ได้ทั้งนั้น หัวหน้าจะไม่ฟังคำพูดอะไรเลย

"คราวที่แล้วก็มาสายนะสาวิตรี ทำไมถึงสายได้เรื่อยๆอย่างนี้" หัวหน้าบ่นต่อ

"สายแค่ 1 นาทีจะอะไรกันนักหนาคะหัวหน้า? หนูก็ไม่ได้มาสายทุกๆวันสักหน่อย" เธอพูดด้วยน้ำเสียงที่ค่อนข้างเบื่อหน่าย ซึ่งเธอเจอคำพูดลักษณะนี้จากหัวหน้ามาเยอะแล้ว

"เธอก็รู้นะว่าถ้าเธอมาสายเนี่ยจะเกิดอะไรขึ้น" หัวหน้าตำหนิเธออีก "สิ้นเดือนนี้ได้เงินเดือนน้อยก็ไม่ต้องมาน้อยใจกันละ" หัวหน้าพูดพร้อมเดินกลับเข้าห้องทำงานไป เธอรู้อยู่แล้วว่าถ้าวันไหนเธอมาสายเธอจะต้องโดนหักเบี้ยขยัน ซึ่งหากมาสายครั้งนึงก็จะโดนครั้งละ 250 บาท

"ช่างแม่งละกัน!" สาวิตรีบ่นกับตัวเอง "ก็แค่ Starbucks แก้วสองแก้วเอง ไม่กินสักวันคงไม่ตายหรอกมั้ง" เธอบ่นด้วยความเซ็งพร้อมกับเดินไปนั่งที่โต๊ะทำงานของเธอ

หากเป็นเมื่อตอนที่เธอเริ่มทำงานใหม่ๆ เธอจะทำตัวคนละคนกับที่เป็นอยู่ตอนนี้เลย

"วันนี้ทำไมเธอถึงมาสาย!? ที่ผ่านมาไม่เห็นเป็นแบบนี้เลยนะ" หัวหน้าของเธอดุสาวิตรีที่เธอมาสายในครั้งแรกของการทำงาน

"หนูขอโทษนะคะหัวหน้า" สาวิตรีพูดเชิงอ้อนวอน "พอดีรถไฟฟ้ามันเสียระหว่างทางน่ะคะ หนูก็เลยมาสายแค่ 5 นาทีเอง หัวหน้าอย่าว่าอะไรหนูเลยนะคะๆ" เธอยังคงพูดต่อเพื่อให้หัวหน้าเห็นใจ

"รู้ว่ารถไฟฟ้ามันเสียได้แล้วทำไมไม่ตื่นมาทำงานให้เร็วกว่านี้!" หัวหน้าพูดเสียงดังอย่างไม่พอใจ

"หนูขอโทษค่ะ ฮือๆ" สาวิตรีพูดพร้อมกับน้ำตาที่เริ่มไหลออกมา

"ไม่รู้ล่ะ! เดือนนี้ชั้นจะหักเบี้ยขยันเธอออก 250 บาท คราวหลังจะได้รู้ซะว่าต้องทำยังไงกับการเดินทาง" หัวหน้าพูดแบบไม่พอใจพร้อมกับเดินออกไป ทิ้งให้สาวิตรีจมอยู่กับความผิดพลาดอันใหญ่หลวงในมุมมองของหัวหน้า

เธอเสียใจกับคำพูดหัวหน้าเป็นอย่างมาก เธอไม่เข้าใจว่าในเมื่อที่ผ่านมา 3 เดือนแรกเธอก็ขยันทำงานดีมีผลงาน และไม่เคยมาสายมาก่อน ทำไมแค่มาสาย 5 นาทีเพียงเพราะรถไฟฟ้าเสีย เธอต้องมาโดนคำดุด่าพร้อมกับการหักเงินด้วย

ตอนนั้นเธอนึกย้อนกลับไปตอนสมัยที่เธอฝึกงานอยู่อีกบริษัท

"หนูขอโทษนะคะพี่ๆที่หนูมาสาย พอดีเมื่อคืนหนูไปดื่มกับเพื่อนหนักไปหน่อยค่ะก็เลยเผลอตื่นสาย" เธอพูดกับพี่เลี้ยงที่ดูแลเธอขณะเธอฝึกงาน

"ไม่เป็นไรหรอกพี่เข้าใจ ใกล้ฝึกงานเสร็จแล้วน้องๆก็อยากจะไปปาร์ตี้กันบ้างเนอะ" พี่เลี้ยงพูดแบบไม่ได้โกรธเคืองอะไร

เธอจำได้ดีว่าวันนั้นตอนกลางวันพี่คนนั้นโดนหัวหน้าเรียกเข้าห้องไปคุยเกือบชั่วโมง เธอแอบฟังเลยจับใจความได้ว่า พี่เลี้ยงของเธอโดนหัวหน้าดุเพราะไม่ดูแลเด็กฝึกงานให้อยู่ในกฎระเบียบของบริษัท ปล่อยให้มาทำงานไม่เป็นเวลา

ตอนบ่ายเธอเห็นพี่เลี้ยงหน้าซึมๆเล็กน้อย แต่เธอก็ไม่กล้าถามว่าเกิดอะไรขึ้น เพราะเธอรู้ว่าต้นเหตุเกิดจากเธอเอง แต่พี่เลี้ยงก็ไม่ได้พูดเรื่องความผิดของเธอเลยแม้แต่น้อย และที่ทำให้เธอรู้สึกแย่กว่าเดิมอีกคือ เย็นวันนั้นพี่เลี้ยงได้เสนอพาเธอไปเลี้ยงอำลาเนื่องจากวันนั้นเป็นวันฝึกงานวันสุดท้าย แถมเลี้ยงอาหารหรูในห้างอีกอีก ทำให้เธอรู้สึกผิดมากกับสิ่งที่เธอทำ ทำให้เธอทนไม่ได้ต้องบอกความจริงในใจเกี่ยวกับสิ่งที่เธอแอบได้ยิน

"หนูขอบคุณมากนะคะที่พี่ยังอุตส่าห์มาเลี้ยงส่งหนูแบบนี้" สาวิตรีเริ่มพูด "ถึงแม้ว่าหนูจะทำให้พี่โดนหัวหน้าว่าเรื่องมาสายเกือบชั่วโมงพี่ก็ยังไม่โกรธหนูเลย" สาวิตรีระบายความในใจต่อ

"อ๋อเรื่องแค่นี้เอง" พี่เลี้ยงพูดด้วยน้ำเสียงปกติ "พี่ก็ไม่อยากให้น้องจดจำการฝึกงานวันสุดท้ายด้วยความทรงจำแย่ๆหรอก" พี่พูดต่อ "พี่เชื่อนะว่า หากพี่ไปดุด่าว่ากล่าวอะไรน้องมากๆ น้องจะไม่สำนึกผิดและมาพูดแบบนี้กับพี่หรอก" พี่ยังคงพูดต่อ "พ่อแม่พี่ก็สอนพี่แบบนี้แหละ"

"พ่อแม่พี่เนี่ยมีวิธีการสอนลูกที่แปลกนะคะ" เธอเริ่มรู้สึกสนใจในสิ่งที่พี่พูด

"จริงๆพ่อแม่ก็เคยบอกจากปากเองแหละว่า คนเรานี่ก็แปลกนะ ไปดุด่าว่ามันมากมันก็ไม่จำ"

หากเราไปดุด่าว่ามันทุกครั้ง มันก็จะคิดว่าโดนดุด่าแล้วก็จบๆกันไป แล้วสุดท้ายก็ไม่มีอะไรดีขึ้น แต่ถ้าเราไม่ไปดุด่าว่าอะไรมัน เดี๋ยวมันก็จะรู้สึกแย่จนต้องปรับปรุงตัวเองเองแหละ เพราะมันจะรู้สึกลึกๆว่า ความผิดนั้นยังไม่ถูกชดใช้กรรม"ขอบคุณนะคะพี่ๆ" สาวิตรีพูดขอบคุณพี่เลี้ยง "หนูได้ข้อคิดอะไรดีๆเยอะเลย"

วันนี้สาวิตรีทำงานมาจะครบ 1 ปีแล้ว จนถึงตอนนี้เธอน่าจะมาสายเป็นรอบที่ห้าแล้ว โดยทุกครั้งจะเป็นเพราะปัญหาเรื่องรถไฟฟ้าอยู่เสมอ ซึ่งมันเป็นปัจจัยที่เหนือการควบคุมของเธอ

"ยังไงก็ไม่ใช่ความผิดของชั้นเนอะ" เธอคิดในใจโดยไม่รู้สึกผิดอะไรไปมากกว่านี้

แต่น่าเสียดายที่ว่าเธอคงลืมความทรงจำตอนนั้นสมัยฝึกงานไปเรียบร้อยแล้ว
ถ้าหัวหน้าไม่ด่าเธอแบบนี้ เธอก็คงจะรู้สึกผิดกับตัวเองไปแล้ว แต่ในเมื่อเธอโดนหัวหน้าด่าแบบนี้ เท่ากับว่าสิ่งที่เธอทำมันได้ถูกชดใช้ไปเรียบร้อย เธอก็ไม่ต้องมารู้สึกผิดอะไรอีก

"วันนี้มันวันอะไรวะเนี่ย!?" สาวิตรีสบถหลังจากที่เธอโดนหัวหน้าเรียกเข้าห้องเย็นในช่วงบ่าย เพียงเพราะว่าลูกทีมเธอทำงานพลาดไปนิดเดียว ซึ่งจริงๆความผิดพลาดมันเล็กน้อยมากสำหรับเธอ แต่หัวหน้าก็กลับทำให้มันเป็นเรื่องใหญ่ ซึ่งเธอก็ไม่เข้าใจเหมือนกันว่าทำไม

"วันนี้ไม่มีอารมณ์ช้อปปิ้งละ! รีบๆกลับบ้านละกัน" เธอคิดในใจ พร้อมกับเก็บของเตรียมกลับบ้าน เดินออกจากออฟฟิศไป เธอกำลังเดินทางไปที่สถานีช่องนนทรี ซึ่งเธอรู้ดีว่าช่วงเวลาหกโมงเย็นเป็นช่วงเวลาที่คนกำลังจะกลับบ้าน แน่นอนว่าเธอคงต้องไปยืนเบียดเป็นปลากระป๋องที่สถานีเหมือนเช่นเคย

"ทำไมคนมันแน่นแบบนี้วะ!?" เธอเริ่มบ่นขณะที่เธอขึ้นมาถึงสถานีที่คนจำนวนมากกำลังต่อแถวรอรถไฟฟ้าเหมือนเธอ

รถไฟฟ้ากำลังเคลื่อนเข้ามาที่สถานีพอดี ซึ่งตอนนั้นเธอกำลังเดินเบียดตามคนในสถานีไปเรื่อยๆ พอรถไฟฟ้าจอดสนิท ผู้คนข้างในรถไฟฟ้าก็เริ่มเดินออกมากัน เธอเห็นทางที่เธอสามารถเดินเข้าไปในรถไฟฟ้าได้พอดี เธอจึงค่อยๆแทรกตัวเข้าไปข้างใน ซึ่งเดิมคนข้างในก็แน่นอยู่แล้ว ดังนั้นการที่ใครสักคนจะเข้าไปได้นี่ต้องใช้ความพยายามอย่างมากเลย แต่เธอก็พยายามดันตัวเข้าไปเรื่อยๆจนกล่าวสู่พื้นที่ด้านในจนสำเร็จ

"พี่คะอย่าแซงคิวได้มั้ย?" เสียงตะโกนดังมาจากข้างนอกสถานี

เธอชำเลืองมองไปที่ต้นเสียงนั้น เธอเห็นเด็กคนนึงทำหน้าบูดบึ้งใส่ ดูแล้วน่าจะเรียนชั้นมัธยมอยู่โรงเรียนแถวๆนั้น แต่เธอก็ทำเป็นไม่สนใจพร้อมกับหยิบมือถือขึ้นมาดู

เธอจะสนใจเสียงคนรอบข้างทำไม ในเมื่อทำอะไรเธอก็โดนด่าอยู่แล้วหนิ

ในขณะเดียวกันประตูรถไฟฟ้าก็เริ่มปิด พร้อมกับขบวนที่กำลังแล่นออกจากสถานีช่องนนทรี.....
SHARE
Writer
vjibr
Assummer
To describe uncertainty of the world, We need to choose the best assumption.

Comments

Ppdd44
2 months ago
เคยว่าคนอื่นแล้วสุดท้ายตัวเองก็มาเป็นเอง เหนื่อยตัวเอง จะปรับปรุงนะคะ รู้สึกคิดได้
Reply
Kpipe
2 months ago
สนุกดีครับ ได้ข้อคิดดี

Reply