กลายเป็นคนที่โชคดีที่สุด
ผ่านไปเกือบจะสัปดาห์นึงแล้วสินะ สำหรับการประกาศผลสหกิจศึกษา  
ฉันจำได้ว่า วินาทีแรกที่รู้ผล ฉันฟูมฟายแข่งกับน้ำฝนมากน้อยเพียงใด 
นับว่าเป็นความเจ็บปวดที่อธิบายไม่ได้เลยว่า
ร้องไห้แล้วได้อะไร ?
วันนี้อาจารย์เรียกประชุมกลุ่มนักศึกษาที่ไปสหกิจบริษัทเดียวกัน
ตื่นเต้นไม่เบาเลยนะ ถ้าการประชุมครั้งนี้จะทำให้พวกเรารู้รายละเอียดต่าง ๆ มากขึ้น
ฉันเพิ่งรู้ว่าบริษัทที่ฉันกำลังจะไปอยู่ เป็นแม่ข่ายของสาขาทั้งหมด ทั้งยังได้รับการรับรองมาตรฐานระดับโลกอีกด้วย 

ข้อได้เปรียบที่สุดคือ
ฉันมีที่ปรึกษาระดับผู้บริหารหลัก ๆ อยู่ 3 คนด้วยกัน
คนหนึ่งเป็นถึงหลาน CEO ของบริษัทแม่ข่ายที่ช่วยจัดสรรที่สหกิจให้พวกเรา
คนหนึ่งเป็นถึงผู้ออกแบบและเขียนหลักสูตรในสาขาที่ฉันได้ร่ำเรียนมา
และอีกคนเป็นถึง Maketing Reseacher ที่ปลีกตัวมาเป็นอาจารย์ของพวกเราอยู่บ่อย ๆ 

สิ่งที่ค่อนข้างหนักใจที่สุดคือ
การทำตัวดี ๆ เพื่อให้รุ่นน้องได้มาสหกิจศึกษาที่นี่เพิ่มอีกสองเท่า
เราเข้าไปสหกิจศึกษา ณ ที่นั่น 
พร้อมแบกรับอีกหนึ่งภาระที่ยิ่งใหญ่มาก
ถ้าทำตัวดี รุ่นน้องจะได้ไปต่อ
แต่ถ้าทำตัวไม่ดี ความสัมพันธ์ระหว่างเรากับบริษัทก็จะขาดสะบั้นลงทันที
รู้สึกดีนะ 
ถ้าการทำดี แล้วคนอื่นพลอยได้ดีไปด้วย
แต่ถ้าทำไม่ดี แล้วคนอื่นพลอยไม่ดีไปด้วยนี่
โครตรู้สึกแย่เลย
คำพูดที่อยากให้ติดปากมากที่สุดคือ
'มีอะไรให้ช่วยไหมคะ/ครับ ?'
ลองนึกภาพเวลาที่ตัวเองกำลังนั่งทำงานหัวฟูอยู่ จู่ ๆ มีน้องคนหนึ่งเดินมาถามว่ามีอะไรให้ช่วยไหมคะ ? เราจะรู้สึกดีแค่ไหน ? 
การที่มีใครสักคนมาคอยเทคแคร์
เป็นเรื่องที่น่ายินดีนะ
แต่การที่มีใครสักคนยอมลำบากไปพร้อมกับเราด้วยนี่สิ
เป็นเรื่องที่น่ายินดีกว่า
 

 อาจารย์ทิ้งท้ายไว้ว่า
จะได้ไปสหกิจที่ไหน 
ข้อดีข้อเสียก็ได้เปรียบเสียเปรียบเท่า ๆ กัน
ขึ้นอยู่กับว่า 
ใครเรียนรู้มาก ก็จะได้มาก
ส่วนใครเรียนรู้น้อย 
ก็จะได้น้อย
ที่สำคัญคือการนำความรู้ที่ได้
กลับมาพัฒนาบ้านเกิดของตัวเองให้ดีที่สุดก็เพียงพอแล้ว

หลังจากวินาทีนั้น
ฉันรู้สึกว่าตัวเองกลายเป็นคนที่โชคดีที่สุดจริง ๆ นะ
หลายวันที่ผ่านมา ฉันเสียน้ำตาไปกับการร้องไห้ที่ไร้ประโยชน์
ตอนนั้นเริ่มรู้สึกว่าตัวเองเป็นคนที่โชคร้ายที่สุดแล้ว
ฉันภาวนาให้ได้สถานที่ที่ฉันอยากไป แต่กลับไม่ได้ในสิ่งที่ฉันร้องขอ

นึก ๆ ดูแล้ว
การถูกกำหนดให้ได้ไปสหกิจศึกษาที่บริษัทนี้
ก็ได้ผลมาจากการภาวนาของฉันเองด้วยนั่นแหละ
ช่วงหนึ่ง ฉันเคยภาวนาอย่างจริงจังว่าอยากไปอยู่ในที่ที่ดีที่สุดและเหมาะสมที่สุดสำหรับฉัน
แต่หลังจากนั้นไม่นาน ฉันก็ได้ภาวนาใหม่ว่าอยากไปอยู่ในที่ที่ฉันชอบ ซึ่งฉันไม่ได้ต้องการมันอย่างจริงจังหรอก เพียงแต่ฉันอยากไปเพราะใคร ๆ ก็อยากไปแค่นั้นเอง

เคยรู้สึกบ้างไหมว่า
สิ่งที่พระเจ้ากำหนดมาให้
มันยังไม่ดีพอ
เราใช้อารมณ์ตัวเองตัดสิน
ว่าสิ่งที่ได้รับนั้นมันไม่เหมาะสมกับตัวเอง
บางครั้งอาจมองว่าตัวเองโชคร้ายกว่าใคร ๆ 
ทำไมถึงได้รับในสิ่งที่ไม่ได้ชอบ
แต่พอได้เริ่มยอมรับและมอบหมาย
กับสิ่งที่ได้ถูกกำหนดมาแล้ว
พระองค์จะทรงเฉลยให้เราได้เห็นเลยว่า
สิ่งที่ถูกกำหนดมาให้ตัวเองนั้น
ดีที่สุดและเหมาะสมที่สุดแล้วจริง ๆ
เพียงแต่ต้องใช้เวลาสักระยะ
รอจังหวะและความลงตัวเท่านั้นเอง
จากที่เคยคิดว่าตัวเองเป็นคนที่โชคร้ายที่สุด
กลับกลายเป็นคนที่โชคดีที่สุด
เพราะการสร้างความเข้าใจกับตัวเอง
ให้รู้จักยอมรับและมอบหมาย
จะทำให้เราเข้าใจว่า
จริง ๆ แล้วพระองค์คือผู้ทรงยุติธรรมที่สุด

ฉันเข้าใจแล้วละว่า
ทุกการภาวนา
ต้องพกความจริงจังไว้ด้วย
มากน้อยแค่ไหน

ภาวนาดี ๆ จะได้ดี จริง ๆ
151159. 
SHARE
Writer
LukyimzYR
Developer | Educator
ฉันออกเดินทาง เพื่อกลับมาเขียนบันทึก

Comments