ประวัติศาสตร์ของ "เรา"
Dark Age:
เราไม่รู้ว่าตอนนี้ในสมองยังหลงเหลือรอยหยัก ... อยู่ไหม?
เพราะมันไม่เคยถูกใช้เพื่อซิงค์กับความรู้สึก ... มาช้านาน
ใช่ "ความรู้สึก" เจ้ากลุ่มคำที่บัดนี้ก็ดูเหมือนจะเหือดแห้ง บุบสลาย และล้มตายไปจากใจของเรา 
... จนแทบไม่เหลือ เช่นเดียวกัน
ท่ามกลางความหดหู่ หม่นมืด อ้างว้าง ชนิดที่น้ำหวานข้างทางยังไม่อาจชโลมรสแห่งความสุขได้
ยังคงมีเปลวเทียนเล็กเล็กที่สั่นไหวอยู่ภายใน พยายามส่องแสงริบหรี่พัดไล่ความหนาวเหน็บแสนน่ากลัวนั่นให้ออกไป ... อย่างท้าทาย

Renaissance:
เราค่อยค่อยเอื้อมหยิบปากกาขึ้นมาเขียน ตามเสียงเรียกหาแรงหนุนของเทียนเล่มน้อยในใจนั่น
พยายามขุดร่องสมองให้เป็นดั่งลำคลองที่คล้องเนื่องกัน ...
จากนั้นก็ปล่อยให้ "ความรู้สึก" มันไหลทะลักเอ่อท่วมคลอง
อืมม จริงดังคาด อักษรตัวแรก บังเกิดขึ้น แล้วตัวที่สอง ตัวที่สาม สี่ ห้า จนได้มาเป็นก้อนคำ
"ค-ว-า-ม-รั-ก" : พอได้คำนี้มา กระแสความรู้สึก บอกเราว่า "เจ้ากำลังเศร้าเสียใจกับความรักใช่ไหม? คนรักของเจ้ากำลังจากไปใช่ไหม? และเจ้าก็กำลังทุรนทุรายกับมันดั่งคนขาดอากาศหายใจ?"
แต่ยังไม่ทันที่กระแสความรู้สึกจะทะลักไหลไปมากกว่านี้ ร่องสมองก็ขยับและเห็นได้ชัดว่าพยายามจะกลืนกินความรู้สึกเข้าไป "แล้วเจ้าได้อะไรจากการเศร้าเสียใจนี้บ้าง? ความเศร้าทำให้เจ้าดูคูลล์ขึ้นในสายตาชาวบ้านเหรอ? ความเสียใจผลักให้เจ้าเดินหน้ามากกว่าถอยหลังหรือเปล่า? แล้วคนรักของเจ้าเขาก็เป็นมนุษย์เหมือนเจ้าใช่ไหม? ถ้าใช่ เขาก็มีรัก มีโลภ มีโกรธ มีหลง มีเศร้า มีเหงา มีร้อน มีหนาว มีทุกข์ มีสุข และ needs อื่นๆอีกมากมายผสมปนเปกันไป เจ้าใส่ใจได้แต่อย่าถึงขั้นฟูมฟายเพราะมันเป็นเรื่องธรรมดา

"เรื่องธรรมดายังไง?" ความคิดไม่ทราบที่มาแต่รู้ว่าอยู่ข้างใน แย้งขึ้น

ที่กล่าวว่า "ธรรมดา" ก็เพราะว่าถ้าเมื่อไรที่เจ้าคิดว่ามันเป็น "ปรากฏการณ์พิเศษ" แล้วล่ะก็ เจ้าจะไม่สามารถหาทางผลักตัวเองออกมาจากลูปอันแสนวกวน สับสน วุ่นวาย นี้ได้น่ะสิ
"เดินหน้าต่อไป" เป็นถ้อยคำสุดท้ายก่อนที่ร่องสมองจะดูดกลืน กระแสธารแห่งความรู้สึกลงไปจนส่งผลให้หัวใจชุ่มฉ่ำอีกครั้ง
Present Time:
เราวางปากกา เงยหน้า และก้าวเดินออกไปจากที่เคยยืน .....
SHARE

Comments