ในความโชคดียังมีความโชคร้าย
   หลายคนส่วนใหญ่คงได้ยินแต่คำว่า "ในความโชคร้ายยังมีความโชคดี" แต่ในวันนี้ ตอนนี้ มีความโชคดีที่มีความโชคร้ายซ่อนอยู่ด้วยนั่นเอง

   วันนี้ฉันเดินทางมาจากเชียงใหม่ในตอนเช้า เพื่อมาร่วมงานประกาศผลรางวัลภาพยนตร์สั้น ซึ่งถือว่าเป็นเวทีใหญ่ระดับหนึ่ง เพราะผู้ที่ได้รางวัลชนะเลิศ จะได้เป็นตัวแทนประเทศไทยไปประกวดต่อในเวทีระดับโลก หนังสั้นที่พวกเราทำกันมาอย่างเต็มที่ และคาดหวังกับผลงานครั้งนี้มากจริงๆ ก็แน่นอนแหละว่าใครๆก็อยากเป็นตัวแทนประเทศเพื่อไปท้าชิงกับทีมเก่งๆของแต่ละประเทศเหมือนกัน งานนี้ถือเป็นงานวัดฝีมือกันล้วนๆ ทั้งการเขียนบท การดำเนินเรื่อง การถ่ายทำ การแสดง และ การตัดต่อ ในวันนั้นทางทีมงานบอกเราว่าให้แต่ละทีมขึ้นไปพูดพรีเซ้นต์ผลงานของทีมตัวเอง และฉันก็เป็นตัวแทนของทีมเพื่อขึ้นไปบอกถึงสิ่งที่ฉันต้องการนำเสนอ ฉันไม่เคยพูดรายงานต่อหน้าคนเยอะๆ แม้กระทั่งพรีเซ้นต์หน้าชั้นเรียน ฉันก็ไม่ค่อยได้ออกไปเท่าไหร่ เป็นเรื่องธรรมดามากที่คนขี้อายอย่างฉัน เมื่อต้องไปยืนจับไมโครโฟนบนเวทีที่มีแขกผู้มีเกียรติิมากหน้าหลายตา คณะกรรมการ รวมไปถึงผู้เข้าแข่งขันทุกคน อาการลืมสิ่งที่จะพูดมันก็ปรากฏขึ้นมาโดยอัตโนมัติ มือฉันเย็นมากถึงมากที่สุด ถ้าถามว่าทำไมคนอื่นในทีมถึงไม่ขึ้นไปพูด คำตอบที่ดีที่สุดก็คงจะเป็นเพราะว่าคนที่คิดและเขียนบททั้งหมดก็คือฉันเอง ในตอนนั้นฉันพูดได้เต็มปากเต็มคำว่า การหายใจเข้าลึกๆไม่ได้ช่วยอะไรฉันได้เลย ฉันกลับรู้สึกว่าหายใจไม่ออกด้วยซ้ำ ฉันบอกกลับตัวเองได้เพียงว่า "the show must go on" ในเมื่อมาถึงจุดนี้แล้ว ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นฉันก็ต้องทำให้ได้ เพียงคำแรกที่เอ่ยคำว่าสวัสดีค่ะ เสียงของฉันดูมั่นใจ แต่นั่นเป็นเพียงแค่เริ่มต้น เมื่อพูดไปเรื่อยๆจนกระทั่งใกล้จบ เสียงกลับค่อยๆเบาลงและสั่นขึ้นเรื่อยๆ ฉันจึงกล่าวไปว่า "เชิญรับชมผลงานของพวกเราได้แล้วค่ะ" แล้วจึงเดินไปหลบอยู่มุมเวที ถึงแม้จะรู้สึกผ่อนคลายไปได้บ้าง แต่ใจของฉันก็ยังคงเต้นไม่เป็นจังหวะ เมื่อจบคลิปวิดีโอ พิธีกรจึงเชิญทีมต่อไป และฉันจึงได้ลงจากเวทีและกลับมานั่งประจำที่ อาการใจเต้นเร็วเริ่มเบาลง มือไม้ที่เย็นเฉียบ ค่อยๆผ่อนคลาย ถึงแม้ว่าฉันจะรู้สึกดีขึ้นมากกว่าตอนอยู่บนเวที แต่ฉันก็มีความกังวลอยู่ไม่น้อยว่า ฉันจะได้รับรางวัลมั้ย? เมื่อเสร็จสิ้นการนำเสนอทั้งหมด ถึงเวลาการนับคะแนนของคณะกรรมการ และก็ดำเนินมาถึงช่วงสำคัญที่ทุกคนรอคอยคือการประกาศผลรางวัลนั่นเอง รางวัลมีทั้งหมด8รางวัล ซึ่งมีผู้เข้าแข่งขันทั้งหมด 16 ทีม นั่นก็หมายความว่า จะมีอยู่ 8 ทีม ที่ไม่ได้รางวัลติดไม้ติดมือกลับบ้านไป พิธีกรเริ่มประกาศจากรางวัลพิเศษ1รางวัลเป็นอันดับแรก ฉันและคนอื่นๆในทีม ต่างก็ลุ้นกันว่าจะเป็นทีมไหนที่ครองรางวัลนี้ไป ทันทีที่พิธีกรประกาศและฉันรู้ว่าไม่ใช่ทีมตัวเอง ก็แสดงความยินดีกับทีมที่ได้รางวัลแต่อีกหนึ่งส่วนในใจลึกๆก็คิดว่าเรายังมีลุ้นอยู่ว่าจะได้ชนะเลิศมั้ย และพิธีกรก็ได้ประกาศต่อไปอีก5รางวัลคือ รางวัลชมเชย4รางวัล และรองชนะเลิศอันดับ2อีก1รางวัล ซึ่งก็ไม่ใช่ทีมของฉันทั้งหมด เมื่อเหลือเพียงแค่2รางวัล แต่เหลืออีก10ทีม ฉันรู้สึกลุ้นจนใจแทบจะขาด ลุ้นว่าตนเองจะได้รางวัลชนะเลิศกลับไปหรือไม่ จากนั้นพิธีกรก็กล่าวรางวัลต่อไปคือรางวัลรองชนะเลิศอันดับ1 ใจฉันกลับมาเต้นไม่เป็นจังหวะอีกครั้ง และเชื่อว่าอีก10ทีมก็คงจะลุ้นเหมือนกับฉันเช่นกัน ทันใดนั้นขณะที่ฉันตัวเย็นเจี๊ยบ ก็ได้ยินชื่อของทีมตัวเอง ฉันคิดว่า ได้ที่2หรอ? ก็ได้ แล้วก็พาลูกทีมคนอื่นๆขึ้นไปยังเวทีเพื่อรับรางวัล ก่อนจะลงมานั่งประจำที่เดิม ความรู้สึกตอนนั้นคือมีความสุขแต่ปนเศร้า รู้สึกเสียดายที่ไม่ได้รับรางวัลชนะเลิศ และเมื่อได้รู้ว่าทีมไหนได้ที่หนึ่งไป ก็แอบเฟลๆนิดนึง เพราะทีมที่ได้เป็น "เด็กประถม" นี่เราแพ้เด็กประถมหรอ รู้สึกเสียดายมากที่ไม่ได้ไปแข่งต่อในระดับโลก แต่ก็ต้องยอมรับว่าน้องเขาทำได้ดีเยี่ยมจริงๆ ในขณะที่น้ำตาของฉันเริ่มก่อตัวขึ้นมาอาศัยอยู่รอบๆขอบตา กำลังเตรียมพร้อมจะหยดลงมาอาบแก้ม แต่เสียงของพิธีกรได้กล่าวว่า เนื่องจากทีมที่ชนะเลิศเป็นเด็กประถม แต่ในเวทีระดับมีการจัดประกวดสองประเภทคือ 1.ระดับประถม และ 2.ระดับมัธยม จึงให้ทีมของฉันได้ไปเป็นตัวแทนไปต่อในระดับมัธยม น้ำตาของฉันที่กำลังเตรียมตัวออกเดินทาง กลับระเหยหายไปในพริบตา ฉันรู้สึกดีใจมาก ถือเป็นความโชคดีอย่างหนึ่ง แต่อย่างที่บอก ในความโชคดีก็มีความโชคร้ายแฝงอยู่ อยากรู้มั้ยว่าคือเรื่องอะไร .... เมื่อเสร็จสิ้นพิธีต่างๆนานา ทางทีมงานบอกเราว่าขอตัวแทนทีมละ1คนเพื่อไปรับเงินรางวัลและเกียรติบัตร และให้นำบัตรประชาชนไปด้วย ตอนนั้นพวกเรากำลังถ่ายภาพกันอยู่หน้าเวที และฉันก็มีกระเป๋าตังติดตัวมาคนเดียว เนื่องจากคนอื่นๆเอาไว้ในกระเป๋าซึ่งอยู่บนเก้าอี้ที่นั่ง ฉันจึงอาสาไปเอาให้ และก็หยิบกระเป๋าตังขึ้นมาจากกระเป๋ากระโปรงเพื่อค้นหาบัตรประชาชน ฉันหยุดชะงัก ก่อนพี่ทีมงานที่ฉันเดินตามหลังมาหันมาถามว่ามีอะไรรึเปล่า? ให้คนอื่นมาแทนก่อนก็ได้นะ  ฉันจึงให้คนอื่นไป และกลับมาค้นในทุกๆกระเป๋าที่ฉันพกติดตัวมาด้วย แต่กลับไม่เห็นบัตรประชาชนของฉันสักใบเดียว มันหายไปไหน นี่แหละคือความโชคร้ายของฉันที่แฝงอยู่ในความโชคดีมาตลอด ถ้าให้นึกว่าฉันเอาไปทิ้งไว้ที่ไหนสักที่ คงจะเป็นตอนที่ฉันทิ้งตั๋วเครื่องบินลงไปในถังขยะในห้องน้ำหญิง แต่เอาจริงๆฉันก็ไม่รู้หรอกว่ามันไปตกในที่แห่งไหน ฉันรู้สึกไม่ดี ฉันคิดว่าแล้วฉันจะกลับเชียงใหม่ให้ทันเครื่องบินได้ยังไง...




SHARE

Comments