เรียกเธอว่า นิรันดร์
คุณคิดว่า ความตายเป็นนิรันดร์หรือเปล่า ?ในสถานร้างไร้แสง สิ่งที่แสดงอยู่มิใช่ภาพ ที่ที่มืดมิดไม่ใช่ที่อยู่อาศัยของรูปธรรมทั้งมวล เท่าที่ปรากฏ จึงมีเพียงเสียง เสียงที่กล่าวถึงความตายและความเป็นนิรันดร์ ฉันไม่มีความทรงจำใดๆเกี่ยวกับตัวตนของตัวเองในอาณาจักรแห่งนี้ รู้สึก สัมผัส ผ่านผัสสะที่หลงเหลือแล้วตระหนักรู้ซึ่งนิยามของความอ้างว้าง ว่างเปล่า อาจบางที ที่นี่เป็นห้วงอวกาศในเอกภพใดเอกภพหนึ่ง หรือไม่ใช่ ห้วงอวกาศอย่างน้อยสมควรมีดวงดาว กำลังคิดถึงดวงดาว ?ฉันพยายามเอ่ยปาก บอกกล่าวความนึกคิด แต่ไม่มีเสียงเล็ดลอดออกมาแม้เพียงเดซิเบล ดวงดาวหรือ เสียงนี้ที่ได้ยินอยู่เป็นเสียงของใคร ตัวฉันเองหรือเปล่า ไม่น่าใช่ ฉันไม่น่ามีเสียงลักษณะนั้น หรืออาจใช่ เสียงของฉันที่ไม่สามารถแสดงตน เสียงของฉันๆๆ ในเมื่อไร้ความทรงจำ ฉันจะรู้ได้อย่างไรว่าเสียงของตัวเองเป็นแบบไหน เท่าที่พอระบุได้ เท่าที่พอสรุปคร่าวๆได้ นี่อาจเป็นเสียงของฉัน ที่กำลังถามไถ่ตัวเอง เช่นนั้นฉันไม่ควรมองข้ามคำถามที่มีมาแต่ต้น คนโง่เท่านั้นที่เมินเฉยต่อความสงสัยของตน จริงไหม


ความตายเป็นนิรันดร์หรือเปล่า อา... ใช่ ความตายไม่ได้เป็นนิรันดร์
เวียนว่ายตายเกิด ตายแล้วเกิด เกิดแล้วตาย ?ไม่ใช่ ฉันไม่รู้หรอกว่าตายแล้วเกิด เกิดแล้วตายเป็นอย่างไร ฉันไม่มีความทรงจำเกี่ยวกับตัวเอง แต่ฉันจำได้ จากข้อมูลที่หลงเหลือฉันมีภาพเหตุการณ์อันเคยปรากฏอยู่ในสถานที่หนึ่ง ใบหน้าหนึ่ง กับน้ำตา คนคนนี้เป็นใคร มีความสัมพันธ์ใดกับตัวฉัน ไม่สามารถบอกได้ เขายืนแข็งทื่อในชุดสีดำ ยืนอยู่ในลานหญ้ากว้างไกล แสงอาทิตย์สีแดงฉานคล้ายจะผลาญเผาหยาดน้ำตาให้เหือดแห้ง ลานหญ้าที่ความจริงสมควรมีสีเขียวชอุ่มพลอยถูกชโลมโถมไถด้วยไอร้อน กัดกร่อนจนแทบถึงแกนกลางพสุธา ใครหนาอยู่ใต้ลานหญ้านั้น ร่างไร้ชีวิตของผู้ใดพาให้ชายชาตรีหวนคำนึง ภาพหยุดแค่นั้น ตัดฉากเป็นภาพของชายคนเดียวกัน หรืออาจเป็นคนที่หน้าเหมือนกัน กำลังนั่งอยู่บนม้านั่งกลางไร่องุ่น เขากำลังยิ้มอย่างอบอุ่น สายตามองไปที่ไหนหรือใครสักคน ฉันรู้แล้ว ความตายไม่ได้เป็นนิรันดร์ การเวียนว่ายตายเกิดอะไรฉันไม่รู้หรอก แต่ที่ฉันเห็น ชายคนหนึ่งหรือสองคนหากพวกเขาไม่ใช่คนคนเดียวกัน กำลังแสดงอากัปกิริยาที่แตกต่างบนโลกใบเดียวกัน โลกกลมมนที่หากชายในไร่องุ่นเดินทางไปยังลานหญ้าสีเพลิงนั้น ใครจะรู้ เขาอาจยังคงยิ้มร่าดุจเดิม ส่วนชายอีกคนหากได้นั่งอยู่บนม้านั่งตัวนั้น ในไร่องุ่นร่มรื่น เขาจะสามารถเค้นรอยยิ้มออกมาได้หรือไม่ หากยังไม่ลืมเลือนว่ามีอะไรนอนอยู่ใต้ลานหญ้า นิ่งเงียบ เย็นชื้น มืดมิด ค่อยๆผุกร่อนจนไม่เหลือหลงในความความทรงจำของโลก ยิ่งไม่ต้องพูดถึงมนุษย์คนอื่นที่ไม่ได้รู้เรื่องรู้ราว แต่กับตัวเขาเพียงคนเดียว อาจต้องรอนานกว่านั้นหน่อย อาจเป็นสิบปี ยี่สิบปี หรือรอจนวาระสุดท้าย ผู้คนพากันกลวงเปล่า ไม่มีชายเจ้าของน้ำตาในลานหญ้าแห่งนั้นอีก เขากลายเป็นอีกคนที่ถูกโลกลืม ความตายของเขาก็เช่นกัน ไม่มีการบอกกล่าวเล่าขาน ต่อให้มีเรื่องราวก็จะค่อยๆถูกแต่งแต้มจนไม่เหลือเค้าโครงของความโศกศัลย์ กลับกลายเป็นถ้อยความไร้อารมณ์ อาจแย่ถึงขั้นเจือด้วยเสียงหัวร่ออย่างสมเพชดูแคลน ไม่ใช่เรื่องแปลกหากคนมีชีวิตจะดูแคลนคนที่ไร้ชีวิต แม้แต่คนมีชีวิตด้วยกันยังไม่เว้นเลย
ถ้าเช่นนั้น อะไรก็ตามที่สามารถคงอยู่โดยมิต้องพึ่งพาความทรงจำ คงจะเป็นนิรันดร์สินะเสียงนั้น ราวกับกำลังกระหายใคร่ทราบ สิ่งใดเป็นนิรันดร์ ความทรงจำ แน่นอนโดยตัวมันเองไม่สามารถอยู่ได้ตลอดกาล ดูสถานะที่กลวงไร้ซึ่งเรื่องราวของตัวเองเป็นครูชั้นดี อะไรที่คิดพึ่งพาความทรงจำก็ไม่ต่างจากผู้โดยสารที่ขึ้นไปนั่งบนเรือไม้ผุพังกลางมหาสมุทร สุดท้ายจะต้องถูกกลืนกินไปไว้ใต้ผิวบางเหลวอย่างเงียบเชียบ บางที สมมติฐานของเสียงอาจเป็นอะไรที่ใกล้ความจริงที่สุด ยกตัวอย่างให้ชัดเจนด้วยวันที่บนปฏิทิน ปี พ.ศ. หรือ ค.ศ. ตัวเลขเป็นภาษาอย่างหนึ่ง เป็นวิธีสื่อสารบอกกล่าว และเป็น"บันทึก"
บันทึกจากตัวเลข ?
ฉันกำลังจินตนาการถึงโลกที่ไม่มีตัวเลข หรืออักขระสัญลักษณ์ทุกรูปแบบ แน่นอน คงเป็นโลกที่มนุษย์อยู่กันไม่ได้ ไม่มีอักขระ ไม่มีตัวเลขอาจพอกล้อมแกล้มไปได้ แต่ไม่มีสัญลักษณ์ ขาดไร้การอุปมาอุปไมย-เปรียบเป็นเปรียบคือ คงประหลาดดีพิลึก หากสัตว์สังคมอย่างมนุษย์จะอยู่ได้โดยไม่วิวัฒนาการไปเป็นสัตว์ไร้สังคม แล้วท้ายสุดพวกเขาก็คงต้องสูญพันธุ์อย่างมิต้องสงสัย ทว่า มองไปบนฟ้า ไม่จำเป็นต้องเป็นมนุษย์ เพราะมนุษย์ไม่มีอยู่แล้วในโลกนี้ อาจเป็นตัวอะไรก็ได้ที่มีดวงตาสามารถมองจ้องไปบนฟ้า เห็นดวงตะวันจันทราสลับขับเคลื่อน หมุนเปลี่ยนเวียนวนหนแล้วหนเล่า ไม่จำเป็นต้องจดบันทึกว่าตะวันฉาบฉายครั้งนี้เป็นคราที่เท่าไร ไม่จำเป็นต้องพะวงว่าจันทราข้างขึ้นหรือข้างแรม มันจะเป็นเช่นนั้นตราบเท่าที่โลกหมุนรอบตัวเอง
แล้วถ้าโลกหยุดหมุนหรือโลกแตกดับไปจะเป็นอย่างไรต่อ ความเป็นนิรันดร์จะยังคงอยู่ ?ไม่รู้ทำไม คำถามนี้กลับนำพามาซึ่งความสลดหดหู่ แน่นอนถ้าโลกหยุดหมุน หรือโลกแตกดับ ก็จะไม่มีอาทิตย์ขึ้นอาทิตย์ตก พืชพรรณทั้งหลายในซีกโลกหนึ่งจะไม่สามารถสังเคราะห์แสงได้ การอพยพของสิ่งมีชีวิตตามฤดูกาลจะถึงคราววิบัติ สุดท้ายของท้ายสุด ทุกสิ่งตาย ราวกับละครชีวิตจบสิ้นต่อหน้าต่อตาคนดู แต่คนดูคือใคร หากจะมีคนดูละครโศกนาฏกรรมชีวิตดับสูญนี้ได้จนถึงตอนจบ คงมีแต่ "นิรันดร์" นิรันดร์อาจร้องไห้ประทับใจกับละครบทนี้หรือถึงขั้นปรบมือเลื่อมใส แต่จะไม่มีใครร่วมสุขสันต์หรือร่ำไห้กับนิรันดร์แม้เพียงชีวิตเดียว นิรันดร์ต้องอยู่นิ่ง เงียบงัน จนวันที่ดวงอาทิตย์แตกดับ ดวงดาราไร้แสง นิรันดร์ยังอยู่ กับความมืด กับความอ้างว้าง ไม่มีความทรงจำเกี่ยวพันกับตัวเอง มีแต่เรื่องราวของคนอื่น ที่ไหลเวียนอยู่ในห้วงคิดไร้ขอบเขต บอกใครไม่ได้ เล่าให้ใครฟังไม่ได้ ตลอดกาล
เช่นนั้นแล้ว ตัวเธอ เป็นนิรันดร์หรือเปล่า ?ฉัน...ฉันอาจต้องใช้เวลาคิดตอบคำถามนี้ สักพักหนึ่งเลย แต่ถึงตอบได้ จะมีคำเฉลยรออยู่หรือไม่นะ
SHARE
Written in this book
HOW TO
Writer
WindLiu
Walker
In the story

Comments