รถไฟฟ้าสายสีชมพู ตอนที่ 2 จบ
           ผมตัดสินใจลดระดับเพื่อปรับเพดานมาบินมาอยู่ที่ระดับหนึ่งพันห้าร้อยฟิตเหนือระดับน้ำทะเลเช่นเดิมแต่ทว่า อยู่ใต้เมฆฝน และฝนกำลังตกหนัก จนทำให้ไดม่อนมีอาการสั่นโคลงเคลงเหมือนคลื่นโหมกระหน่ำเรือในทะเลก็ไม่ปาน ผมไม่สามารถมองเห็นทิวทัศน์ยามค่ำคืนโดยอาศัยแสงไฟจากตึกรามบ้านช่องข้างล่างเพื่อเป็นจุดสังเกตุได้มากนัก ทันใดนั้น เครื่องบินขนาดเล็กได้เสียความสูงไปชั่วขณะ เพราะหลุมอากาศ แต่ผมก็ยังรักษาระดับความสูง และยังฝืนบินไปข้างหน้าด้วยความเร็วคงที่ ผมบินต่อไปอีก ห้านาที ก่อนที่จะตัดสินใจบินเป็นรูปสามเหลี่ยมด้านเท่า โดยให้ความยาวแต่ละด้านยาวด้วยระยะทางห่างกัน 2 นาที บินวนซ้ำ ๆ ด้วยหัวใจร้อนรน

“เมย์เดย์ ๆ ดอนเมือง ชาลีวันอีเมอร์เย็นซี่ แลนดิ้ง ”

ผมยังไม่ละความพยายามติดต่อด้วยวิทยุไร้พลังงาน เผื่อจะมีใครสักคนได้ยินผมบ้าง ไม่มีเสียงติดต่อกลับมาเช่นเดิม ผมเกิดอาการหงุดหงิดและกลัวปนกัน ถ้าหากทัศนวิสัยในตอนกลางวันผมคงใช้วิชวลวิวหรือบินแบบมองด้วยสายตา แล้วบินฟอร์ดลงทุ่งหญ้าที่ไหนสักแห่งข้างล่างได้ แต่ในสภาพการบิน ณ ตอนนี้ ผมหมดสิ้นหนทาง หวังไว้แค่ว่า พนักงานเอทีซีสักคนมองเห็น การบินที่ผิดปกติเป็นรูปสามเหลี่ยมบนจอเรดาห์ ได้ตรวจพบเจอผม ก่อนที่เครื่องบินของผมจะหมดสภาพการบิน แล้วร่วงลงพื้นเพราะ น้ำมันกำลังจะหมดลงทุกวินาที!!!!!!!!!!!

เวลาผ่านไปนานเท่าไหร่แล้วผมก็จำไม่ได้ รู้สึกเหมือนมันยาวนานเหลือเกิน ผมผลักคันบังคับเพื่อบินไปยังจุดปลายสุดของสามเหลี่ยม เพื่อให้สามเหลี่ยมเกิดเต็มรูป เกลวัดน้ำมันบอกว่าผมบินต่อไปได้อีก 15 นาที และเข็มมาตรวัดปริมาณเชื้อเพลิงก็ใกล้ถึงจุดบิงโกทุกขณะ ขอบตาผมร้อนผ่าว ริมฝีปากแห้งแตกจนรู้สึกเจ็บ มือและขาสั่นไปหมดทั้งสองข้าง ผมไม่เคยกลัวอะไรแบบนี้มาก่อนในชีวิต ผมต้องตั้งสติ และพาเครื่องบินบินโผล่พ้นก้อนเมฆฝน ขึ้นไปอยู่บนความสูงที่ไม่มีเม็ดฝน แม้มันจะไม่ได้ช่วยอะไรมากนัก เพราะพื้นที่ข้างล่างก็ถูกบดบังด้วยแผงเมฆฝนดำทมึนดูน่ากลัวไปทุก ๆ ที่ ผมต้อง บินผ่านตึกสูงตึกใดตึกหนึ่ง ออกไปยังชายฝั่งทะเลสมุทรปราการ ผมเดาว่าอย่างนั้น ผมไม่อยากให้เครื่องบินหล่นใส่หลังคาบ้านใครสักคนข้างล่าง ผมคิดได้แค่นั้น ก่อนจะหยิบรูปของเธอ ออกจากแผงหน้าปัด มาพับใส่ในกระเป๋าเสื้อชูชีพ ด้วยมือที่สั่นเทา ทันใดนั้นเอง !!!!เงาดำขนาดใหญ่ได้พาดผ่านเข้ามาในห้องนักบิน พร้อมเสียงคำรามของเครื่องยนต์ร็อกเรอร์ เทอร์โบแฟน สมัยสงครามโลกครั้งที่สอง ถ้าผมจำไม่ผิด ผมเคยรันอัพและชำแหละเครื่องบินประเภทนี้สมัยเรียนช่างอากาศยานที่โรงเรียนการบินแห่งหนึ่ง น่าแปลกที่มันสภาพเยี่ยมและยังบินได้ ทำให้ผมแปลกใจอยู่ไม่น้อย ผมได้แหกปากร้องไชโยโห่ก้องในค็อกพิทด้วยความยินดีชนิดไม่กลัวจะอายใคร เครื่องซีโร่สีดำหมายเลขเครื่องสองสาม ได้บินมาประกบปลายปีกขวาของผม โดยให้แสงจันทร์อยู่ซ้ายมือ เขาบินแบบโครงปีก และเชิดหน้าขึ้นลงสลับกัน ทำให้ผมแปลกใจอยู่ครามครัน เครื่องบินของเขาเป็นเครื่องบินสงคราม ความเร็วสูง จึงไม่สามารถบินด้วยความเร็วต่ำแบบไดม่อนได้ เขาจึงบินในท่าทางประหลาดแบบนั้นนั่นเอง แน่นอนครับเขาคือผู้นำทาง ซึ่งเป็นเครื่องบินสมัยสงครามโลกที่ทุกประเทศไม่นำมาบินกันแล้ว แต่นั่นไม่ใช่ปัญหาหรือทำให้ผมแปลกใจไปได้มากกว่านั้น ชีวิตผมสำคัญกว่า และเวลากำลังลดน้อยถอยลงไปทุกที ๆ เขาต้องนำทางผมไปสู่สนามบินข้างล่างได้อย่างปลอดภัยแน่นอน ผมพยายามมองเข้าไปยังห้องนักบินเครื่องซีโร่ เขาอยู่ในชุดนักบินโบราณซึ่งผมเดาว่าอย่างนั้น เขายกมือวนในอากาศก่อนที่จะชี้มาที่ผม ผมยกมือทำสัญลักษณ์วงกลมที่หูฟังแล้วชี้ไปยังแผงเครื่องวัดข้างหน้าแล้วโบกมือ เขาคงรับรู้ว่าวิทยุสื่อสารและเครื่องวัดต่าง ๆ มีปัญหา สักพักเขาโคลงปีกไปมา แล้วทำมือแบนราบขนานพื้น แล้วชี้มาที่ผมอีกครั้ง ผมชำเลืองมองที่เกลวัดระดับน้ำมันด้วยหัวใจระทึก ผมเบิกตาโพรงเพื่อรับแสงสะท้อนจากแสงจันทร์ภายนอก จ้องที่เข็มมาตรวัดปริมาณเชื้อเพลิง ที่ขณะนี้ ได้ชี้ไปยังแถบสีแดง บิงโก ก่อนที่ผมจะรีบยกนิ้วทั้งห้าแนบชิดกับหน้าต่างค็อกพิท แล้วทำท่านิ้วเชือดคอตัวเอง บอกให้ทราบว่าผมมีเวลาแค่ห้านาทีเท่านั้น เขาพยักหน้ารับก่อนจะเร่งเครื่องยนต์ผ่านหน้าเครื่องไดม่อน แล้วตีวงฉีกซ้าย ลดระดับ ผ่านใต้เครื่องบินของผมออกไปทางซ้าย ผมเร่งเครื่องยนต์เพื่อตามเครื่องซีโร่ไปยังปลายตึกเตี้ยๆ ข้างหน้า ผม ปรับเพดานบิน และลดรอบเครื่องยนต์ ปรับแอร์ร่อน ให้ลำตัวเครื่องบินนิ่งและขนานพื้นให้มากที่สุด แล้วปรับเอลิเวเตอร์ ให้หัวเครื่องทำมุมเงยเล็กน้อยเพื่อเปิดมุมปีกรับกระแสลมให้เป็นเสมือนแอร์เบรก ก่อนจะกดแฟล็บที่ซอกปีกลงแค่ 15 องศา แล้วปล่อยออกเป็นจังหวะสั้น ๆ เพื่อช่วยให้เครื่องบินพยุงตัวอยู่ในอากาศได้แม้บินด้วยความเร็วต่ำ โอกาสเดียวของผมเท่านั้น ทั้งๆ ที่ผมยังไม่เห็นสนามบินข้างหน้าเลยด้วยซ้ำ ฝนยังตกแรงไม่มีทีท่าจะสงบลงแม้แต่น้อย แต่ผมกำลังฝากชีวิตไว้กับเขา ไม่ว่าเขาจะเป็นใครก็ตาม แต่ผมก็ได้เซ็ทระบบแลนดิ้งลงหรือจอดล่วงหน้าไว้แล้ว เครื่องบินซีโร่ได้ลดความเร็วลง และเชิดหน้าขึ้นแล้วบินขึ้นไปบนฟ้าเหนือเครื่องบินของผม สักพักเขาก็ลดระดับเพดานบินลงมาเหลือระดับความสูงเท่ากับระดับความสูงของเครื่องบินที่ผมขับ แล้วเขาก็บินเครื่องซีโร่ ขนานที่ปลายปีกซ้าย พยายามบินด้วยความเร็วเท่ากันแบบก้มๆ เงยๆ เป็นจังหวะไปพร้อมๆ กับเครื่องไดม่อนน้อยผู้น่าสงสาร ผมหันไปทางปีกซ้ายก่อนจะยกนิ้วโป้งให้เขา ขณะเดียวกันเขาก็ทำมือตะเบะให้กับผม จากนั้นเขาก็พาเครื่องบินตีวงฉีกซ้ายออกไป ผมใช้มือขวากุมคันบังคับเพื่อรักษาความสูงและอัตราร่วงให้คงที่ รอให้เครื่องบินได้บินผ่านอาคารเตี้ยๆ ข้างหน้า ก่อนจะวางระดับความสูง ทันใดนั้นเอง!!!!!!!!!!!!!!! ผมก็ได้เห็นแนวเส้นตรงของสนามบิน เป็นลู่คล้ายลู่วิ่งในกีฬาสียังไงยังงั้นเลย ผมแทบจะโห่ร้องออกมาด้วยความดีใจอย่างที่สุด แสงไฟ บนโฟสตี้ไลน์ขอบสนามบินดอนเมือง ถึงแม้จะไม่สว่างมากนัก แต่ก็พอให้ผมได้กะเส้นทางและแนวร่อนของการแฟร์บนรันเวย์ได้ดีทีเดียว ผมเกรงข้อเท้าที่ด้านชาเพราะความเย็นหรือเพราะความกลัวที่ผมเองยังไม่แน่ใจทั้งสองข้างถีบกระเดื่องบังคับรัดเดอร์เพื่อปรับแพนหางให้จมูกเครื่องบินตรงแนวเส้นตรง ทิศสิบสองนาฬิกา แอ๊ฟโพรสเข้าหาสนามบินแล้วประคองคันบังคับด้วยจิตใจแน่วแน่ปนหวาดกลัวระคนกัน ผมมองไม่เห็นถุงลมสีส้มตรงขอบสนามบิน แต่คิดว่าซีโร่เครื่องนั้นคงนำมาถูกทางแล้ว เพราะถ้าหากผมพาเครื่องบินแลนดิ้งตามทิศทางลม เครื่องบินของผมอาจจะหมดแรงยกที่ใต้ปีก และถลาไปตามลมแล้วหลุดจากปลายรันเวย์แล้วต้องชนกับอะไรสักอย่างข้างหน้า การแลนดิ้งที่ถูกต้องและปลอดภัย จึงต้องบินร่อนลงสวนทิศทางลมเท่านั้น ผมใช้มือซ้ายตบไปกระเป๋าเสื้อชูชีพสีเหลืองตำแหน่งที่เก็บภาพเธอ นางฟ้าตัวน้อยของผม ให้แน่ใจว่า เธออยู่กับผม และ ภาวนา ขอให้ผมได้มีโอกาสลงไปอยู่ดูแลเธอในช่วงสุดท้ายของชีวิตด้วยเทอญ สิ้นคำภาวนา ผมปลดคันโยกเพื่อให้แฟ็บปีกทั้งสองข้างทำงาน พร้อมกับค่อยๆ ลดกำลังเครื่องยนต์ลง และรักษาแอร์สปีดที่หกสิบน็อตพร้อมแลนดิ้ง ด้วยความระทึกใจ และตื่นเต้นที่สุดในชีวิตการบินของผม

“ครึก ๆ คลืดดดด ตรึง ตรึง ”

ล้อทั้งสองสัมผัสพื้น แล้วเด้งอีกสองสามที ก่อนที่ล้อหน้าของเครื่องไดม่อนจะสัมผัสพื้นในเวลาต่อมา แล้ว ค่อยๆลดความเร็วลง และหยุดนิ่งในที่สุด ผมเพิ่งรู้สึกโล่งอกออกมาเป็นครั้งแรกแต่ก็ไม่ลืมกดสวิทซ์ดับเครื่องยนต์และแผงเครื่องวัดต่างๆ รวมถึงจีพีเอสตัวดี แม้ว่าจะไม่มีกระแสไฟลี้ยงในวงจรแล้วก็ตาม ผมหลับตาพร้อม ๆ กับเสียงเครื่องยนต์ที่แผ่วเบาลงไปเรื่อย ๆ จนความเงียบเข้ามาครอบงำห้องนักบินอีกครั้ง ผมปล่อยแขนทั้งสองข้างห้อยอยู่ข้างลำตัว ผมรู้สึกหมดแรง ผมอยากจะหลับอยู่อย่างนั้น นานเนิ่นนาน แล้วค่อยๆ ลืมเปลือกตาขึ้น ผมยังปลอดภัย ผมปลอดภัย ผมปลอดภัยยย ผมร้องออกมา และสบถถ้วยคำที่แสนจะเจ็บปวด อย่างปลามปลื้มออกมากี่คำต่อกี่คำ ผมเองก็จำไม่ได้ ผมค่อย ๆ ยันกายอย่างทุลักทุเลออกจากห้องนักบิน มายืนเข่าอ่อนบนสนามบิน ผมค่อย ๆ หยิบรูปของเธอออกมาคลี่ แล้วบรรจงพรมจูบลงไปบนภาพนั้นด้วยความลืมตัว ท่ามกลางเม็ดฝนที่เริ่มซาลงเรื่อย ๆ

“คุณปลอดภัยดีนะครับ”

เสียงทักด้วยน้ำเสียงตื่นเต้นด้านหลัง ทำให้ผมรีบหันไปยังต้นเสียง

“ผมปลอดภัยดีครับ” 

ผมพูดด้วยน้ำเสียงที่สั่นเครือ ขณะเผลอตัวชูภาพเธอ สาวน้อย ผู้ทรงอิทธิพลต่อหัวใจของผม ให้กับเขา หน่วยกู้ภัยสนามบินคนแรกที่บึ่งรถอีเมอร์เยนซี่เข้ามาถึงตัวผมก่อน ที่จะมีขบวนรถดับเพลิง รถอีเมอร์เยนซี่คันอื่น ๆ วิ่งตามเข้ามา มันเป็นขั้นตอนการปฎิบัติสากลของทุก ๆ สนามบินในโลก สีหน้าเขางงเล็กน้อย

"อะไรครับ " เขาถาม

"ผมบอกคุณไม่ได้หรอก ผมจะไม่บอกใคร นอกจากเรื่องนักบินซีโร่นั่น ฝีมือบินของเขาดีมาก"

ผมโพล่งออกไป แน่นอน ผมไม่มีทางเล่าเรื่องนี้ให้ใครได้ฟังทั้งนั้น ถ้ามันตกเป็นข่าว คงไม่ดีต่อองค์กรแน่นอน การบินเป็นเรื่องที่สนุก และน่าตื่นเต้น พอ ๆ กับเรื่องราวของผมที่ได้พบกับเธอ การบินเที่ยวนี้ ยังตื่นเต้นน้อยไปด้วยซ้ำถ้าเทียบกับความตื่นเต้นที่ผมได้มีโอกาสพูดคุยกับเธอ ในวันที่ผมรวบรวมความกล้าอย่างมากมายที่สุดในชีวิต เดินเข้าไปหาเธอ ก่อนจะแนะนำตัวกับเธอ แล้วขอเบอร์ไลน์ นี่ต่างหาก เรื่องราวที่น่าเล่าให้ผู้คนที่มีหัวใจสีชมพูทุกคนในโลกนี้ได้รับรู้ ถึงรักแรกพบ มันมีอยู่จริง ปฎิหารย์ของหัวใจ ที่เกิดขึ้น ณ ที่ รถไฟฟ้าสายสีชมพูขบวนนั้น ผมไม่รู้ว่า ต่อจากนี้ จะเล่าเรื่องนี้ต่ออย่างไร เพราะเนื้อหาในรักกครั้งนี้ยังไม่จบ เรื่องราวสวยงามนี้กำลังถูกเขียนอยู่ ขณะที่ผมกำลังตามลุ้นฟังเสียงหัวใจของเธอด้วยหัวใจระทึกและพองโตเช่นกัน..........
SHARE

Comments