ในขณะที่เทคโนโลยีก้าวหน้า ความสัมพันธ์ของเรากลับถดถอย
เมื่อเดือนก่อน เราได้อ่านบทความเกี่ยวกับ “จุดจบของการคุยโทรศัพท์” จากเว็บ slate (http://slate.me/2d4FkHp) โดยรวมแล้วบทความนี้พูดถึงจุดจบของการคุยโทรศัพท์ที่เกิดจากเทคโนโลยีสมัยใหม่ ทำให้คนคุยโทรศัพท์กันน้อยลง ส่งข้อความ หรือคุยผ่านทางแอพ และวิดีโอคอลกันมากขึ้น ทำให้โทรศัพท์ที่แต่เดิมเป็นอุปกรณ์ที่เอาไว้ใช้โทร ปัจจุบันการโทรกลับไม่ใช่หน้าที่หลักของมันอีกต่อไป

ที่น่าสนใจคือ ในบทความนี้ยังมีการอภิปรายในระดับที่ลึกลงไปกว่านั้นมาก ในเรื่องของพฤติกรรมการของคนซึ่งได้รับผลกระทบจากเทคโนโลยี สมัยนี้คนคุยโทรศัพท์กันน้อยลง และเน้นการส่งข้อความมากขึ้น ทำให้การคุยโทรศัพท์กลายเป็นสิ่งพิเศษที่ทำเฉพาะกับคนพิเศษเท่านั้น อย่างเช่น สามี-ภรรยา ครอบครัว หรือเพื่อนที่สนิทมากๆ

คนเขียนยกตัวอย่างเรื่องของตนเองกับเพื่อนคนหนึ่งที่ถึงไม่ได้สนิทมาก แต่นานๆ ครั้ง (เมื่อก่อน) ก็จะโทรคุยกันถามไถ่สารทุกข์สุกดิบ แต่ตอนนี้การโทรศัพท์แบบนี้กลายเป็นเรื่องประหลาดไปแล้ว เราไม่ “โทร” หาคนที่ไม่สนิทมากอีกต่อไป แม้แต่เพื่อนสนิทหลายคนเราก็ไม่โทรหา เว้นเสียแต่ว่ามีเรื่องสำคัญ

ลองนึกดูว่า เมื่อได้ยินเสียงเรียกเข้าโทรศัพท์ เราคาดเดาว่าปลายสายจะพูดเรื่องอะไร (ถ้าไม่นับขายประกัน/บัตรเครดิต) แน่นอนว่าเรามักคิดถึงเหตุฉุกเฉิน ธุระสำคัญที่ต้องการความเร่งด่วน การพูดคุยเรื่อยเปื่อยผ่านทางโทรศัพท์แบบสมัยก่อนแทบไม่มีอีกแล้ว

ยกตัวอย่างเรื่องของตัวเราเอง เมื่อก่อนก็เป็นคนหนึ่งที่คุยโทรศัพท์บ่อยมาก ในสมัยที่นักเรียน ม. ต้นเริ่มนิยมพกมือถือไปโรงเรียน (จำได้เครื่องแรกที่ซื้อคือ โนเกีย 3315) เทรนด์การคุยโทรศัพท์นานๆ ในสมัยนั้น กระตุ้นให้เกิดกลยุทธ์การตลาดจากผู้ให้บริการโทรศัพท์มากมาย เช่น คุยแบบบุฟเฟ่ต์ จ่ายครั้งเดียวคุยได้ตลอด หรือโทรนาทีละไม่กี่สิบสตางค์ ตอนนั้นเราเองก็ได้ประโยชน์จากโปรโมชั่นพวกนี้เหมือนกัน เมื่อบรรดาผู้ให้บริการต่างก็กระหน่ำลดราคาค่าโทรแข่งกัน จำได้ว่าหนีบโทรศัพท์อยู่ตลอดเวลา คุยทั้งวันทั้งคืน กับเพื่อนบางกลุ่มที่เคยคุยด้วยในสมัยนั้น ทุกคนก็ยังจำช่วงเวลาในตอนนั้นได้ดี (ประชุมสายคุยกันประมาณ 5-6 คน ตั้งแต่ดึกยันเช้า ตลอดช่วงปิดเทอมฤดูร้อน หรือคุยไปด้วย ใช้ชีวิตประจำวันไปด้วย)

ถ้าคุยกับเด็กในยุคนี้ เหตุการณ์แบบนี้อาจเป็นเรื่องประหลาด สมัยนี้ผู้ให้บริการยังคงแข่นขันกันออกโปรโมชั่นราคาถูกเหมือนเดิม แต่คราวนี้เป็นการลดราคาดาต้าอินเทอร์เน็ตแข่งกันแทน ไม่ใช่ค่าโทรศัพท์

ตัวเราเองที่เติบโตจากยุคเม้าท์แบบบุฟเฟ่ต์มาถึงยุคใช้ดาต้าแบบไม่จำกัด ยังรู้สึกถึงความเปลี่ยนแปลงนี้ได้ แต่เชื่อว่าไม่ใช่แค่เราเท่านั้นที่ได้รับผลกระทบจากเทคโนโลยีมือถือ คนรุ่นพ่อรุ่นแม่เราก็เหมือนกัน ตั้งแต่ที่ “ไลน์” เป็นที่นิยม อะไรๆ ก็เปลี่ยนไปมาก แม้แต่พวกผู้ใหญ่ที่เคยบ่น สมัยก่อนที่เราชอบเล่นคอมพิวเตอร์นานๆ เดี๋ยวนี้พ่อแม่เราเนี่ยแหละ ติดโทรศัพท์กันหนึบ อย่างเราเอง เมื่อก่อนแม่จะโทรมาหาทุกวัน (แม้แต่ตอนไปอยู่ต่างประเทศ ก็โทรมาทุกวัน ) แต่ตั้งแต่ที่ใช้ไลน์ แม่ก็แทบไม่โทรมาอีก เพราะเทคโนโลยีได้มอบวิธีการสื่อสารที่มีประสิทธิภาพและสะดวกรวดเร็วให้เราแล้ว และมันก็มาแทนที่การสื่อสารแบบเก่า จะว่าไปแล้ว การคุยโทรศัพท์นานๆ ไม่ดีต่อสุขภาพ เพราะฉะนั้นนี่ถือได้ว่าเป็นเรื่องดี

แต่สิ่งผลกระทบไม่ได้มีแต่เพียงด้านดีเท่านั้น อย่างที่ Timothy Noah เขียนในบทความของเขา การคุยโทรศัพท์กลายเป็นสิ่งที่จำกัดไว้เฉพาะสำหรับคนใกล้ชิดมากๆ (และแม้แต่กับคนที่สนิทมากๆ เราก็เลือกใช้การส่งข้อความก่อนเสมอ)

เทคโนโลยีทำให้เราห่างเหิน เราไม่คุย ไม่ได้ยินเสียงกัน ไม่รับรู้อารมณ์ของอีกฝ่าย เมื่อถูกกั้นขวางด้วยหน้าจอ มันทำให้เรานึกต่อไปอีกว่า แม้แต่โทรศัพท์เราก็ยังไม่ใช้คุย แล้วการนัดเพื่อพบหน้ากันล่ะ?

แม้แต่เสียงยังไม่ได้ยิน การพบกันแบบตัวเป็นๆ นั้นยิ่งไม่ต้องพูดถึง เรานัดเจอเพื่อนเก่าบ่อยแค่ไหน? แม้แต่ครอบครัวก็ยังพบกันไม่บ่อย (ทำไมล่ะ ก็เราวิดีโอคอลกันได้ง่ายๆ แค่ปลายนิ้วแล้วไม่ใช่หรือ?) ไม่ต้องบอกก็รู้ว่าการนัดเจอเพื่อนกันสมัยนี้ยากกว่าที่ผ่านมา เมื่อเทคโนโลยีทำให้เราเห็นความเป็นไปของเพื่อน ครอบครัว และคนรู้จักอยู่ตลอด ผ่านทางสเตตัสอัพเดท ข้อความทวีต และการคุยผ่านทางแอพ เราจึงไม่กระตือรือร้นที่จะออกไปพบหน้ากันอีก เพราะเราเห็นแล้วนี่ว่าเพื่อนยังสบายดี ผ่านทางภาพและข้อความที่พวกเขาโพสต์

ถ้าเราบอกว่าเราโทรศัพท์หากันเฉพาะตอนที่มีธุระหรือเรื่องฉุกเฉิน การนัดพบกันก็เช่นกัน เราพบเพื่อนที่ไม่ได้เจอกันหลายปีเมื่อพวกเขารับปริญญา แต่งงาน เข้าโรงพยาบาล หรือเสียชีวิต (ซึ่งปีนี้ตัวเราเองก็ต้องพบเหตุการณ์อย่างหลังสุดนี้ถึงสองครั้ง )

ในขณะที่เทคโนโลยีก้าวหน้า ความสัมพันธ์ของเรากลับถดถอย

แม้ว่าโลกปัจจุบันจะเป็นแบบนี้ แต่เราคนหนึ่งละที่ยังให้ความสำคัญกับความสัมพันธ์ที่มีต่อเพื่อนและคนใกล้ชิด (ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะปีนี้ได้รับข่ายร้ายถึงสองครั้ง) และยังอยากออกไปพบใครต่อใคร เพราะเราคิดว่าข้อความจะสักกี่ข้อความก็คงเทียบไม่ได้กับน้ำเสียง สีหน้า เสียงหัวเราะ และสัมผัส เมื่อเราพบหน้ากันนอกจอ

SHARE
Writer
Pachara_Y
Translator
I came from the past.

Comments

Imwhatyouthink
4 years ago
ชอบบทความนี้จัง ถ้าหลายๆคนได้อ่านคงดีมากเลยครับ
ผมชอบการโทรมากมันสื่อถึงอารมณ์น้ำเสียงโดยที่ไม่ต้องไปจิตนาการเหมือนการอ่านข้อความแถมยังช่วยลดการเกิดความเข้าใจผิดจากการอ่านข้อความแล้วตีความตีอารมณ์ไปเองด้วย 
Reply
Pachara_Y
4 years ago
ขอบคุณค่ะ ดีใจที่ชอบนะคะ :) แชร์ได้เลยนะคะ ถ้าอยากให้เพื่อนๆ อ่านด้วย :)
Imwhatyouthink
4 years ago
ชอบบทความนี้จัง ถ้าหลายๆคนได้อ่านคงดีมากเลยครับ
ผมชอบการโทรมากมันสื่อถึงอารมณ์น้ำเสียงโดยที่ไม่ต้องไปจิตนาการเหมือนการอ่านข้อความแถมยังช่วยลดการเกิดความเข้าใจผิดจากการอ่านข้อความแล้วตีความตีอารมณ์ไปเองด้วย 
Reply
Imwhatyouthink
4 years ago
ชอบบทความนี้จัง ถ้าหลายๆคนได้อ่านคงดีมากเลยครับ
ผมชอบการโทรมากมันสื่อถึงอารมณ์น้ำเสียงโดยที่ไม่ต้องไปจิตนาการเหมือนการอ่านข้อความแถมยังช่วยลดการเกิดความเข้าใจผิดจากการอ่านข้อความแล้วตีความตีอารมณ์ไปเองด้วย 
Reply
Chali_365DAY
4 years ago
ชอบนะ ค่ะ แต่เรา อยู่ไกลจากเพื่อนเรา มากเลย บางครั้งอยากเจอ แต่ก็ทำไมได้ เลยได้ แต่โทรคุย กันผ่าน แอฟ ต่างๆ ไปทั่ว ถ้าเรามีโอกาส ก็ อยากออกไป สัมผัส เห็น ได้ยิน เสียงตัวเป็นๆ ดีกว่า ค่ะ อย่างน้อยๆ ก็ ได้ใช้ เวลา ร่วมกัน :)
Reply
Pachara_Y
4 years ago
ขอบคุณค่ะ :)