ลาออกครั้งแรก
ร่วม 3สัปดาห์ที่ผมครุ่นคิด และไตร่ตรองถึงความสมเหตุสมผลที่จะ "ลาออก"

เริ่มทำงานได้สัก 2สัปดาห์ ก็เริ่มรู้ว่างานที่ทำอยู่มีข้อดี ข้อเสียอย่างไร
และเริ่มมีความรู้สึกว่า ไม่อยากอยู่ตรงจุดนี้แล้ว แต่จะด่วนตัดสินใจ ณ ตอนนั้นเลย ก็ดูเหมือนว่า ตัวเองจะกระจอกเกินไปหน่อยที่ไม่อดทน ไม่สู้ หรือยอมแพ้อะไรง่ายๆ

อยู่ต่อด้วยความหวัง บอกกับตัวเองเสมอว่า "อีกไม่นานก็ได้ปรับขึ้นเงินเดือน"
โดยตั้งเป้าหมายไว้ว่า จะทำงานอยู่สักระยะหนึ่ง แล้วจึงค่อยพิจารณาความเหมาะสม
ว่าจะอยู่ต่อหรือไม่?

และแล้วเวลานั้นก็มาถึง..
เมื่อเริ่มรู้สึกว่า "ถึงจะออกตอนนี้ ก็ไม่ถือว่าแพ้"

หลากหลายเหตุผลที่พร่ำบอกกับผมว่า "ลาออกเถอะ"
กับอีกเหตุผลเดียวที่สร้างความหนักใจในการตัดสินใจ ที่ดูเหมือนจะรั้งให้ "อยู่ต่อ"
นั่นก็คือ เงินเดือนที่มากขึ้น!!!

หลากหลายคำพูดของเพื่อนร่วมงาน แล่นผ่านสมองให้ผมได้ไตร่ตรอง

กระทั่งวันนั้น เพื่อนร่วมงานที่อายุแก่กว่าผมสัก 10ปี
เดินเข้ามาหา เพื่อขอยืมแม๊ก และตัดพ้อด้วยสีหน้าโอดโรยว่า

"พี่เบื่อ! พี่อยากไปอยู่ที่อื่น" พี่สาวตัดพ้อ
"ผมว่า พี่ไม่ได้อยากไปอยู่ที่อื่นหรอก แต่พี่ไม่อยากอยู่ที่นี่มากกว่า"
"ใช่ๆ พี่ไม่อยากอยู่ที่นี่" พี่สาวตอบพร้อมรอยยิ้ม
"อ้าว! แล้วทำไมไม่ไปละพี่?" ผมถาม
"พี่อายุมากแล้ว จะไปหางานใหม่ก็ยาก ถ้าพี่อายุรุ่นน้องพี่ไปตั้งนานแล้ว"

ด้วยบทสนทนาข้างต้น ทำให้ผมคิดได้ว่า...
สิ่งที่ผมกำลังเผชิญอยู่ ก็เป็นสิ่งที่หลายๆ คนเผชิญอยู่เช่นกัน
ต่างกันแค่เพียงว่า แต่ละคนจะจัดการกับปัญหานั้นอย่างไรภายใต้เงื่อนไขที่แต่ละคนมีอยู่

เมื่อผมเริ่มเปรยกับเพื่อร่วมงานใกล้ตัวว่าจะลาออก
ข่าวก็แพร่สะพัดไปอย่างรวดเร็ว ตามสไตล์เรื่องคนอื่นในที่ทำงาน
และแล้วก็มีพี่เพื่อนร่วมงานอีกคน เข้ามาถาม

"ได้ข่าวว่าจะออกแล้วหรอ?" พี่สาวถาม
"ครับ น่าจะอย่างนั้น" ผมตอบ
"ทำไมถึงออกล่ะ? พี่ขอถามเหตุผลหน่อยได้มั๊ย?" พี่สาวถามตอบ
"ผมว่า ผมเริ่มเซ็งกับงานแล้ว พักหลังๆ เริ่มหงุดหงิดกับงานบ่อยขึ้น" ผมตอบ
"ทุกวันนี้พี่ก็เซ็ง พี่ก็หงุดหงิด แต่พอเลิกงานกลับไปนอน ได้พักผ่อน พี่ก็หาย" พี่สาวบอก
"วันรุ่งขึ้นละพี่ ตื่นเช้ามาทำงาน แล้วก็ต้องหงุดหงิดเหมือนเดิมใช่มั๊ย?" ผมพูดแทรก
"ใช่! ใครๆ ก็เป็นอย่างนี้กันทั้งนั้น พอผ่านไปได้ ก็จะ....." พี่สาวตอบ พร้อมบอกถึงสิ่งดีๆ ที่จะเจอหลังจากที่ต้องอดทน

แต่สำหรับผมแล้ว การที่ต้องอยู่ในวังวนอย่างที่พี่สาวบอกนั้น ไม่ใช่สิ่งที่ตามหาอย่างแท้จริง!
และสิ่งดีๆ ที่พี่สาวพยายามใช้ปลอบประโลมนั้น ผมกลับมองว่าเป็นแค่ โฆษณาชวนเชื่อเท่านั้น

หลังจากที่ให้คำตอบกับตัวเอง ผมก็ยังใช้เวลาอีกหลายวันกว่าจะกล้าบอกหัวหน้าถึงการลาออก
เพราะหัวหน้าดูเหมือนจะถูกชะตากับผมมาก ดูแลผมเป็นอย่างดี ราวกับผมเป็นน้องชายคนหนึ่ง

ไม่กล้าบอกหัวหน้าอยู่หลายวัน
จนวันนั้น ผมต้องใช้อารมณ์หงุดหงิดจากการทำงานร่วมด้วย เพื่อเพิ่มความกล้า
และเดินเข้าไปบอกหัวหน้าว่า...
ผมขอไม่ผ่านงานครับ
เช้าวันรุ่งขึ้น ผมไม่ได้ไปทำงาน
ผมตื่นเช้าปกติ และนอนมองพัดลมเพดานหมุนเอื่อยๆ โดยไม่ยอมลุก

กระทั่งเที่ยงวันนั้น หัวหน้าทำทีโทรมาถามว่า ได้งานใหม่แล้วหรือ?
แล้วจึงหว่านล้อมผมให้กลับไปทำงาน อาจจะด้วยหวังว่า ผมคงใช้อารมณ์ตัดสินใจ

ผมกลับไปทำงานตามคำร้องขอต่อเป็นระยะเวลาหนึ่ง
ระหว่างนั้น หลายคนก็พยายามเกลี้ยกล่อมให้ผมเปลี่ยนคำตอบเป็น อยู่ต่อ
ด้วยความสัตย์จริง ผมก็มีลังเลบ้างคิดว่า "ตัวเองคงคิดผิดไป"

ก่อนจะถึงวันสุดท้ายของการทำงาน
มีโอกาสคุยกับเพื่อนร่วมงานคนหนึ่งเป็นผู้ชาย อายุงานมากกว่าผม 2-3ปี
ชวนผมคุยเรื่องที่จะลาออก และอีกหลายเหตุผลที่ควรลาออก
ผมรับฟัง พร้อมโต้ตอบเป็นระยะ
และมาสะดุดที่ประโยคสุดท้ายที่ว่า
คนเราเคยทำงานมีเงินเดือน อยู่ๆ จะไม่ให้มีเงินเดือน มันก็รู้สึกแปลกๆผมกลับมานอนคิดถึงคำพูดนี้อยู่นานและได้คำตอบว่า  "ผมไม่อยากติดอยู่กับความพอใจครึ่งๆกลางๆเกือบทุกคนที่ผมร่วมงานด้วย "บ่นว่าจะออกจากงาน"
แต่ด้วย "เงินเดือน" เป็นก้างชิ้นใหญ่ที่เป็นอุปสรรคอยู่ทุกวัน
ผมจึงตระหนักว่า "ความกลัว" ที่จะไม่มีเงินเดือนของผมว่ามีมากน้อยแค่ไหน
และเพิ่ม "ความกล้า" ลงไป เพื่อสร้างความแตกต่าง มันตอกย้ำให้กับผมเองว่า ผมคิดไม่ผิด

ในวันสุดท้าย ผมเลือกที่จะยืนยันคำตอบเดิมกับหัวหน้า
ผมกลับมาตกงานอีกครั้งด้วยความสบายใจ

หนำซ้ำยังได้สร้างความแตกต่าง เพราะ(อดีต)เพื่อนร่วมงานยังคงมีเงินเดือนให้ใช้อยู่ 
แม้จะเหนื่อยใจบ้าง ลำบากใจบ้าง


แต่ผม...
SHARE
Writer
Proud_dcc
reader
ฉันโง่ ฉันเขลา

Comments