Teenage Dream EP. 1 Take Off
“พ่อ ๆ เดี๋ยวไปเรียนต่ออังกฤษนะ”
  
คำพูดง่าย ๆ ของเด็กปีสองถึงความใฝ่ฝันจะโผบินเป็นนักเรียนนอก หากแต่คำพูดนี้มันไม่ได้ง่ายเลยสำหรับคนฟัง ผู้ซึ่งต้องรับผิดชอบค่าใช้จ่ายทั้งหมดที่จะเกิดขึ้นจากความใฝ่ฝันอันยิ่งใหญ่ของลูกชายคนโต



“คิดดีแล้วใช่ไหม?” 
เช่นเดียวกัน นี่เป็นคำตอบง่าย ๆ ของพ่อ แต่ก็สามารถกระตุ้นต่อมความคิดของลูกได้เป็นอย่างดี คำถามสั้น ๆ ที่ทำให้เราได้ตระหนักรู้ถึงความสามารถทางการเรียนของตัวเองและสถานะทางการเงินของทางบ้านซึ่งไม่ได้ร่ำรวย แถมยังมีน้องสาวอีกคนที่ยังคงเรียนอยู่ 


“ถ้าเรียนจบด้วยเกรด 3 ขึ้นไป ขอไปนะ”
การยื่นข้อเสนอสุดท้ายของนักศึกษาปีสองเกรดสองกลาง ๆ เพื่อยืนยันถึงความมุ่งมั่นของตนเอง


“อืม” 
คำปิดบทสนทนาของพ่อที่ไม่ใช่การตอบตกลงแต่อย่างใด เพียงแค่ตอบปัดเพื่อให้ผ่านพ้นไปเท่านั้น


ในเวลานั้น พ่อคงไม่รู้ว่าผมจะจริงจังกับบทสนทนานี้มากขนาดไหน ฟังดูอาจจะเป็นบทสนทนาทั่วไปของพ่อกับลูก แต่ไม่น่าเชื่อว่าผมจะนำคำตอบตกลงของพ่อ (แบบไม่ค่อยเต็มใจนัก) ไปเป็นแรงกระตุ้นให้ตัวเองในการเดินตามความฝันอันยิ่งใหญ่นี้


หลังจากที่จัดการด้านการเรียนของตัวเองจนสามารถเรียนจบปริญญาตรีด้วยเกรดที่มากกว่า 3.00 ตามข้อตกลงของผมกับพ่อ และสามารถจบได้ภายในระยะเวลาสามปีครึ่งแล้วนั้น ช่วงระยะเวลา 3 เดือนหลังจากจบการศึกษาถือว่าเป็นช่วงเวลาที่ลำบากใจที่สุดในชีวิต ในตอนนั้นผมรู้สึกว่ามันไม่ยุติธรรมเลยที่ความพยายามทั้งหมดต้องมาขึ้นอยู่กับสิ่งเราไม่อาจจะหลีกเลี่ยงมันไปได้ นอกจากต้องอาศัย “ดวง” เพียงอย่างเดียวในการจัดการกับสิ่งนี้


ก่อนการเกณฑ์ทหารไม่กี่วัน ผมได้เข้าร่วมกิจกรรมฟุตบอลประเพณีของมหาวิทยาลัย ผลการแข่งขันในปีนั้น มหาวิทยาลัยของผมชนะไปได้ด้วยคะแนน 2-0 ซึ่งผลพวงจากงานบอลที่ผมได้รับก็คือ การเป็นหนึ่งในผู้โชคดี 20 คนที่ได้รับ iPhone จากสมาคมศิษย์เก่า ในตอนนั้นเพื่อน ๆ ของผมทุกคนต่างอิจฉาตาร้อนถึงความดวงดีนี้เป็นอย่างยิ่ง แต่สำหรับผมซึ่งต้องอาศัยดวงในการจับฉลากใบดำใบแดงแล้วนั้นกลับรู้สึกหนักใจอย่างมาก เพราะโดยทั่วไปแล้วคงจะไม่มีใครที่มันจะโชคดีซ้ำซ้อนต่อเนื่องกันอะไรได้ปานนั้น



และแล้วความโชคร้ายก็ได้คืบคลานเข้ามาใกล้ถึงขีดสุด เมื่อผมนั่งอยู่เป็น 20 คนสุดท้ายในการสลากเกณฑ์ทหาร และหลักจากการตรวจสอบอีกครั้งถึงฉลาก 20 ใบสุดท้ายที่อยู่ในโถ พบว่า ใบแดง (ซึ่งหมายถึงการต้องเกณฑ์ทหาร) ยังคงเหลืออยู่ถึง 9 ใบ! นั่นหมายความว่า โอกาสที่ผมจะต้องเลื่อนความฝันออกไปอีก 2 ปี มีอยู่ถึงเกือบ 50% เลยทีเดียว และมันก็ถึงคราวที่ผมต้องชี้ชะตาชีวิตของตัวเอง พอได้ยินพี่ทหารขานชื่อ ผมเดินเข้าไปจับฉลากด้วยความสั่นเครือ วินาทีก่อนจะล้วงมือเข้าไปในโถนั้น ผมถอนหายใจหนึ่งเฮือกใหญ่พร้อมกับบอกตัวเองว่า “เป็นไงก็เป็นกัน” ผมหย่อนมือลงไปพร้อมกับหัวใจที่ว่างเปล่า แล้วจึงเลือกหยิบเอาสลากใบแรกที่มือสัมผัส ในที่สุดทุกสิ่งทุกอย่างก็จบลงด้วยการได้ยินเสียงประกาศของพี่โฆษกทหารเสียงดังฟังชัดว่า “ดำ!!!!!”  


หลังจากที่ลุ้นใบดำใบแดงกันตัวโก่ง คราวนี้ก็ถึงเวลาที่ผมจะต้องเดินหน้าในการไปเรียนต่ออย่างเต็มที่แล้ว แต่ภารกิจอันยิ่งใหญ่นั้นยังคงต้องการคำตอบที่ชัดเจนจากผู้สนับสนุนหลักในชีวิต


“พ่อ ๆ จะไปเรียนต่ออังกฤษนะ” ผมถามพ่ออีกครั้ง
 
เมื่อได้ยินคำถาม พ่อยังคงนิ่งและเงียบ แต่คราวนี้คำตอบของพ่อกลับมีความชัดเจน


“เรื่องเรียนต่อ ก็จัดการเอาเองเลยนะลูก พ่อก็จะพยายามเหมือนกัน”
 
คำตอบของพ่อในวันนั้นเป็นเสมือนใบเบิกทางความใฝ่ฝันที่ผมมุ่งมั่นมาหลายปี และชีวิตของผมหลังจากนี้ก็เดินต่อไปอย่างมีกำลัง สำหรับผมแล้วนั้น พลังจากใครก็ไม่สำคัญเท่ากับแรงสนับสนุนและกำลังใจอันยิ่งใหญ่จากครอบครัวที่คอยส่งเสริมและผลักดันให้ผมก้าวตามความฝันได้



สามเดือนต่อมา หลังจากที่ผมมุ่งมั่นส่งใบสมัครไปยังมหาวิทยาลัยต่าง ๆ วันหนึ่งผมก็ได้รับอีเมลฉบับสำคัญ เป็นอีเมลที่จะเปลี่ยนชีวิตผมไปตลอดกาล


“ขอแสดงความยินดี คุณได้รับการตอบรับเข้าศึกษาต่อใน University of Birmingham เรียบร้อยแล้ว”  
วินาทีที่ได้อ่านอีเมลนี้ เรียกได้ว่าเป็นนาทีชีวิตที่ยิ่งใหญ่อีกหนึ่งครั้งในชีวิต ความฝันที่ผมเฝ้ารอคอยมาถือว่าประสบความสำเร็จไปแล้วหนึ่งขั้น โดยไม่ได้คาดคิดเลยว่าชีวิตหลังจากนี้มันจะไม่ได้เหมือนที่ฝันเลยแม้แต่น้อย


การขอวีซ่านับเป็นด่านแรกที่นักเรียนนอกทุกคนต้องประสบ สำหรับตัวผมเองนั้น ปัญหาของเรื่องนี้คือจดหมายตอบรับของมหาวิทยาลัยออกช้า (เพราะกว่าผมจะสมัครก็เดือนมิถุนายนแล้ว) พอได้รับคำตอบรับเข้าศึกษาจึงปาไปถึงต้นเดือนกรกฎาคม แต่เนื่องจากภาษาอังกฤษของผมยังไม่ผ่านเกณฑ์ขั้นต่ำของมหาวิทยาลัย ทำให้ต้องไปเรียนภาษาเพิ่มเติมก่อนเปิดเทอมเป็นระยะเวลาเกือบ 2 เดือน นั่นหมายความว่าผมจะต้องออกเดินทางในเดือนสิงหาคม ผมจึงมีเวลาในการเตรียมเอกสารยื่นขอวีซ่าเพียงแค่ครึ่งเดือนเท่านั้น ช่วงเดือนกรกฎาคมจึงต้องวิ่งวุ่นไปกลับขอนแก่น - กรุงเทพฯ ตลอด เล่นเอาเหนื่อยกันไป แต่ไหน ๆ เราก็มาถึงจุดนี้แล้ว ปัญหาเพียงเท่านี้ไม่อาจทำอะไรผมได้

 

ทุกอย่างผ่านพ้นไปด้วยความลุ้นระทึกในทุกขั้นตอน แต่แล้วในที่สุดก็ได้วีซ่ามาในวินาทีที่ฉิวเฉียด จนกระทั่งถึงวันที่ต้องออกเดินทาง ในวันนั้น ตัวผมเองมีความรู้สึกดีใจและตื่นเต้นเป็นอย่างยิ่งที่จะได้ออกไปตามหาความฝัน แต่สำหรับแม่นั้นกลับตรงกันข้าม วินาทีที่รูดซิปปิดกระเป๋า แต่งตัวเรียบร้อยเสร็จสรรพพร้อมออกเดินทาง แม่ก็น้ำตาไหลทันที ตลอดชีวิตของแม่ไม่เคยต้องห่างไกลลูกเป็นเวลานานขนาดนี้ มันจึงเป็นความรู้สึกที่ยากมาก ตอนนั้นผมจึงได้แต่บอกกับตัวเองว่า ผมจะไม่ทำให้พ่อและแม่ต้องผิดหวัง
SHARE
Written in this book
Teenage Dream
Life and love experience as a post grad student in the U.K.

Comments