หางานและสัมภาษณ์งาน(จริงจัง) ครั้งแรก

นอกจากเขียนเพื่อเม้ามอย ยังน่าจะเป็นไกด์สำหรับคนที่กำลังหางานใหม่ได้บ้างนะคะ

- ก่อนจะเข้าประเด็น - 
อัปเดตชีวิต รู้สึกว่าต้องเขียนเรื่องนี้เก็บไว้ เหมือนได้อันล็อคอีกบทนึงของชีวิตแบบผู้ใหญ๊ผู้ใหญ่
หลังจากเรียนจบมาปีกว่าๆ ส่วนตัวรู้สึกว่าใบปริญญาแทบไม่ได้เป็นตัวบอกว่าเราเป็นผู้เต็มตัวแล้วนะ เพราะยังคงหลั่นล๊า เที่ยวเล่นไปสามเดือน ฝึกงานในบริษัทไฮแฟชั่นอีกสามเดือน(แบบได้ค่าเดินทางเดือนละ 2700 บาท เดินเข้าห้างก็หมดแล้ว) ต่อมาได้งานในสตาร์ทอัพน่ารักแห่งหนึ่ง ก็ Storylog นี่แหละ ทำมาหนึ่งปีเต็ม...

แต่น แตน แต๊นนนนนน จนบัดนี้ ภาวินีได้ทำการลาออกครั้งแรกแล้วค่า 
นักเขียนบางคนใน Storylog ที่เราเคยพูดคุยด้วยไม่ต้องตกใจ หนูยังรักกันดีกับทีม Stroylog ค่ะ แค่อยู่ๆ นึกอยากออกไปแตะขอบฟ้า ไปเป็นฟันเฟืองตัวจ้อยกับเค้าดู  

- โอเค มาถึงสิ่งที่อยากเล่าในวันนี้กัน -

การหางานและสัมภาษณ์งานจริงจังครั้งแรก
หลังจากปรับจูนสติตัวเองอยู่ 4-5 วัน เหมือนได้ปิดเทอม ก็รู้สึกว่าต้องลุกขึ้นมาทำบางอย่างแล้ว ชีวิตนี้ไม่เคยหางานมาก่อน (งาน Storylog นี่พบกันด้วยคอนเน็คชั่นล้วนๆ) เริ่มจากถามเพื่อนสนิทที่เคยเปลี่ยนงานมาแล้วว่า..

Q : มึงๆ หางานนี่ทำยังไงวะ
A : กูเหรอ หาจาก JobsDB 

โอ้ววว นี่คือแพล็ตฟอร์มหางานที่เคยได้ยินมานาน ถึงคราวที่ต้องใช้แล้วเหรอ มันได้ผลจริงๆ เหรอ?

โหลดแอพมาเสร็จสรรพ ล็อกอิน เติมโปรไฟล์ให้ครบ พร้อมอัพโหลดเรซูเม่* (จะเพิ่มเติมส่วนการทำเรซูเม่ไว้ท้ายสุดเพื่อไม่ขัดอรรถรส) ซึ่งการใช้ JobsDB หรือเว็บไซต์หางานพวกนี้เนี่ย ยิ่งใส่โปรไฟล์เราได้ครบทุกช่องเท่าไหร่ HR ก็จะรู้จักเราง่ายขึ้น น่าสนใจกว่าคนที่โปรไฟล์โหลงเหลงแน่นอน

ต่อมาคือการ Search งานที่อยากทำ ก็เลือกตามที่คิดว่าอยากทำและใส่ช่วงเงินเดือนที่อยากได้ หาไปเรื่อยๆ อยากทำบริษัทที่มันเกี่ยวกับอะไรก็พยายามมองหาบริษัทพวกนั้นเท่านั้น จำได้ว่ากด APPLY ไป 4-5 ที่ 

แล้วไงต่อ กดแล้ว แล้วต้องรอนานแค่ไหน!?! ถามเพื่อนมาได้ความว่าประมาณ 2 อาทิตย์ ก็เลยพยายามไม่ตื่นเต้นว่าถ้าไม่มีใครรับเลยจะทำไงดี ต้องเฟลมากแน่ๆ จนแทบจะลืมมันไปแล้ว สองอาทิตย์ต่อมาก็มี HR บริษัทหนึ่งโทรมานัดสัมภาษณ์ และส่งคอนเฟิร์มมาทางอีเมลเรียบร้อย 

สัมภาษณ์งานครั้งแรก 
ทุกอย่างด่วนไปหมด นัดปุ๊บ เค้าอยากสัมฯพรุ่งนี้เลยแต่พอดีติดไปต่างจังหวัด เลยเลื่อนมาเป็นวันหลังจากกลับมา ไฟลท์กลางคืน เหนื่อยก็เหนื่อย ต้องตื่นเช้าไปสัมฯรอบ 10 โมงอีก อย่างแรกเลยที่เกือบนึกไม่ถึง คือต้องแต่งตัวยังไง? ความรีบตอนนั้นคว้าเดรสที่ดูเรียบร้อยไปหนึ่งตัว อยากทาปากแดงให้ดูเฟี๊ยซๆ ก็ไม่กล้า มันจะดูแรงไปมั้ย ก็เลยแต่งหน้าอ่อนๆ พอ มัดผมหางม้า ตอนนั้นตัดผมหน้าม้าด้วย ดูลุคเด็กๆ สัยๆ ไปเล้ยยยยย 

ไปถึงที่บริษัท เค้าให้เขียนใบสมัครงานอีกรอบ เขียนไป 3-4หน้า พบว่าโอ้โห นี่กรูไม่ได้เตรียมตัวเลยจ้า ไม่มีแม้กระทั่งบัตรประชาชนมาเพราะลืมไว้อีกกระเป๋านึง ข้อมูลทุกอย่างใส่ไปบ่นไปกับแฟนว่าไม่อยากสัมภาษณ์แล้ว ไม่พร้อม เดชะบุญ เจอพี่ HR บอกไม่ต้องเอาอะไรมาทั้งนั้น มาแต่ตัว 

เข้าห้องสัมภาษณ์ไปเจอพี่ๆ 4 คน ทุกคน fashionable มาก ไม่เว่อร์แต่ดูดี นึกในใจว่าพลาดและ รู้งี้แต่งแก่กว่านี้ดีกว่า

คำถามที่เค้าถามก็ทั่วๆ ไปก่อน ให้แนะนำตัวอีกที จบอะไรมา ทำอะไรมา ทำไมลาออกจากที่เดิม ทำสตาร์ทอัพมาอยู่ๆ จะมาทำแฟชั่นไหวมั้ย เป็นคนดิจิตอลขนาดไหน ฯลฯ แม่เจ้า ทั้งหมดนี้กินไม่เวลาไม่ถึงครึ่งชั่วโมง แต่รู้สึกนานสลัดเลย พีคตรงที่พี่เค้าทิ้งท้ายไว้ว่า สัมภาษณ์รอบสอง พี่ขอแต่งหน้าแต่งตัวสวยๆ เราต้อง represent แบรนด์นะ เราทำงานแฟชั่น ขอลุคแบบในรูปที่ส่งมา (รูปนั่นถ่ายก่อนตัดผมม้า ทำตัวสดใสร่าเริงอยู่ญี่ปุ่นและถ่ายด้วยกล้องโคตรพ่อโคตรแม่โปร)

จบการสัมภาษณ์รอบแรก เหนื่อยมากกกกกกก การเตรียมตั้งรับคำถามที่ไม่รู้มาก่อนว่าจะถามอะไร กับการคิดคำตอบพร้อมตีสีหน้ามั่นใจเวลาพูดเนี่ย ดูดพลังไปเยอะเลย ออกมาก็มั่นใจกับที่ตอบไปนะว่าทำได้ดี แต่ก็กลัว กลัวเค้าไม่ชอบ กลัาเค้าไม่รับ วิตกมาก จนแฟนบอกว่า "คิดซะว่าไม่ได้แล้วกัน ได้ไม่ต้องรอ" ก็เลยก้มหน้าก้มตาทำฟรีแลนซ์ไป

ประมาณ 3 วันต่อมา มีเบอร์ 02- คุ้นๆโทรมา ก็คือบริษัทที่ไปสัมภาษณ์มานั่นเอง พี่ HR ใจดีคนเดิมโทรมานัดวันสัมฯรอบสอง 
Q : ต้องเตรียมอะไรไปบ้างคะพี่ (ในใจว่าความนี้กรูไม่พลาดแล้ว ต้องพร้อม)
A : ไม่ต้องเลยน้อง แต่พี่ขอแต่งหน้าแต่งตัวสวยๆ ลุคสาวขึ้นอีกหน่อย

...นี่ถึงขนาดไปถามหารองพื้นที่ดีที่สุดจากญาติตุ๊ด และบึ่งไปหาซื้อเดรสใหม่ บอกขอเต็มๆ ก็จัดให้เต็มๆ 

สัมภาษณ์รอบสองได้สัมฯโดย Brand Manager นั่งคู่พี่ HR เริ่มแรกด้วยเล่าประวัติตัวเองอีกรอบ ตอบคำถามคล้ายๆเดิม คราวนี้ดูซเรียสมากขึ้น พี่เค้าดูดุ สิ่งที่ต่างไปคือ "เล่นไอจีมั้ย พี่ขอดูหน่อย" แต่ก็ไม่ได้เปิดให้ดูเพราะมือถืออยู่นอกห้องและเราล็อกไว้ จอบอ พร้อม HR เสริมว่าวันนี้ดูสาวขึ้นเยอะมาก พี่คิดว่าเราเป็นคนเรียบร้อย ปกติเที่ยวมั้ย? outgoing มั้ย? ก็ตอบไปว่าหูววว ไม่เรียบร้อยเลยค่ะพี่ วันนั้นหนูแค่เตรียมไม่ทันเพราะเพิ่งแลนด์ แล้วถามอีกว่า "มีแพลนเรียนต่อมั้ย" เราก็ตอบไปตามตรงว่ามี ในอีก 2-3 ปี คิดว่าไปต่างประเทศแน่ๆ 

"ถ้างั้นแปลว่าถ้าพี่รับเรา เราจะอยู่แค่สองปีแล้วออก ถูกมั้ย" ...ถูกค่ะ จะโกหกทำไม ใจๆ กันไปเลย

จบการสัมภาษณ์รอบสองด้วยพี่ HR บอกว่าเดี๋ยวจะมีรอบสาม ภายในเดือนนี้แหละ บลาๆๆๆ รอบนี้ก็ออกมาหมดแรงเช่นเดิม คุยแค่ 20 นาทีแต่รู้สึกนานเป็นชั่วโมง 

"คิดว่าไม่ได้แล้วกัน จะได้ไม่ต้องรอ" แฟนบอกเหมือนเดิม

หนึ่งอาทิตย์ต่อมา โดนโทรปลุกตั้งแต่ 9 โมงเช้า เพื่อ "ได้รับมอบหมาย Test" โดยให้คิดหนึ่งแคมเปญส่งไปตามบรีฟ ส่งภายในสองทุ่มของวันนั้น ดีนะวันนั้นไม่มีคิวทำอะไร ก็ทำส่งไปแบบดีที่สุดเท่าที่จะทำได้ในหนึ่งวัน ส่งไปตอนทุ่ม45 ทันพอดี อีกสามวันต่อมา HR โทรมานัดสัมภาษณ์รอบสามจ้า รอบไฟนอลแล้ว ได้ไม่ได้เดี๋ยวรู้กัน (*2-3 อาทิตย์นั้น ก็พยายามหางานใหม่เรื่อยๆ เพราะคิดไว้ว่าคงไม่ได้ที่นี่) 

สัมภาษณ์รอบไฟนอล โดนสัมฯด้วยคนที่ตำแหน่งสูงขึ้นมาอีก คำถามยากกว่าเดิม เพราะเราสมัครมาร์เก็ตติ้ง ก็โดนถามลึกถึงว่าแบรนด์ที่กำลังจะทำเนี่ย ต้องปรับปรุงอะไร เดชะบุญรอบสอง Brand Ambassador ปัจจุบันคือเซเลบปาริเซียงที่เราติ่งมาตั้งแต่ม.ปลาย เลยได้เสริมไปว่าคราวก่อนนางมาไทย รู้เรื่องได้ engagement กับคนทั่วไปน้อยมาก บลาๆ  รู้สึกได้ไปหนึ่งคะแนนกริฟฟินดอร์ คำถามจากนั้นมักจะเดิมๆ แล้วว่าทำอะไรมา นู่นนี่นั่น เริ่มชินกับการสัมภาษณ์แล้วมั้ง ออกมาแบบไม่หวังอะไรแต่ทำไปดีที่สุดจริงๆ 

...เช้าวันต่อมา ตื่นมาพบอีเมล Offer Letter ...ได้แล้วแกร๊ เล่นตัวขอเวลาคิดไปหนึ่งวันและส่งกลับไป จริงๆตอนนั้นมีเรื่องสับสนเล็กน้อย แต่เอาวะ เราจะออกไปแตะขอบฟ้านี่ ลองดูแล้วกัน หนูได้งานใหม่แล้วค่ะ จบเพียงเท่านี้ แฮปปี้เอ็นดิ้ง แต่ไม่รู้ว่าไปทำแล้วจะแฮปปี้หรือเปล่า ฮ่าๆ



เพิ่มเติมส่วนท้าย กลัวตัวหนังสือเกิน
1. เรซูเม่ ทำเป็นภาษาอังกฤษล้วนๆ แบบสวยงาม เรฟจาก Pinterest คือบางคนไม่ใส่ใจรูปแบบของเรซูเม่เท่าไหร่ แต่เราซีเรียส อย่างแรกต้องทำให้มันดูน่าอ่าน มินิมอล เราเลือกใช้โทนสีเขียวเอิร์ทโทน เพื่อความสบายตา นุ่มนวล และข้อมูลส่วนของ Experience เราเลือกใส่แค่สิ่งที่ทำหลังเรียนจบ งานล่าสุด สำหรับงานในคณะ เลือกเด็ดๆมาอย่างเดียวเท่านั้นคือเป็น Student Committee ทำกีฬาเฟรชชี่อะไรช่างมัน เพราะอย่าลืมว่าสิ่งเหล่านี้มาใส่ให้เค้ารู้ว่าเรามีดีด้านไหน  เราอยากพรีเซ้นท์ด้าน leadership การทำงานแบบ professional บางคนเป็นเคยทำงานเด็กเสิร์ฟอาจจะดีกับงานด้วยบริการก็ได้ ลองมานั่งลิสต์กันว่าทำอะไรมาบ้าง และจ๊อบไหนที่มันตอบโจทย์งานที่เราสมัคร

2. เว็บไซต์และแอพหางานมีเยอะแยะ ทั้ง JobsDB, JobTopGun, JobBkk, Jobthai ใช้มาหมดแล้ว แต่ UX/UI ดีสุดคือ JobsDB ไปลองใช้หลายๆ ที่ เพราะบางบริษัทไม่ได้ลงงานทุกเว็บฯ

3. นี่เก่งขนาดส่งไป มีคนรับ แล้วได้เลยเหรอ...เปล่า เรายื่นไปเกือบสิบที่ มีเรียกสัมภาษณ์อยู่ 2 ที่เท่านั้น ที่ที่สองมาในจังหวะที่กำลังจะรอบไฟนอลของที่แรกแล้ว แต่ก็ลองไปดู บริษัท global เหมือนกัน แต่คนสัมภาษณ์ใส่ใจต่างกับที่แรกลิบลับ เลือกไม่ยากเลย บายจ้า

4. ก่อนไปสัมภาษณ์ ต้องมีความรู้เกี่ยวกับแบรนด์หรือโปรดักต์ของที่นั่นหน่อย โชคดีที่เป็นแบรนด์ที่รู้จักอยู่แล้ว และได้เข้าไปดู mktg tools มาหมดแล้ว มาปรับใช้เวลาตอบคำถามสัมภาษณ์ได้เยอะมากๆ 

5. การลาออกจากงานเก่าจะเป็นประเด็นที่เค้าสนใจ ทุกรอบที่เจอ จะเจอว่า "ทำสายสตาร์ทอัพมา จะย้ายมาทำแฟชั่นได้เหรอ" ตอบไปอย่างมั่นใจว่าอยากทำค่ะ อธิบายอยู่นาน เค้าเชื่อมั้ยไม่รู้ แต่เราเชื่อว่าทุกคำถามสำคัญ การวางตัวสำคัญ ดังนั้นกาตตอบคำถามอาจจะไม่ถูกต้องที่สุด แต่เรารับมือเหตุการณ์เฉพาะหน้าให้ได้ดีที่สุด ไม่เคยทำตัว "ไม่มั่นใจ" ในการสัมภาษณ์สักครั้ง และยิ้มแย้มตลอดเวลา นั่งหลังตรง เอามือประสานวางไว้บนโต๊ะ มันเป็น gesture ที่เรารู้สึกว่าไม่หงอ และไม่ตัวแข็งเกินจนเกร็ง และได้โชว์เล็บสุดเนี้ยบที่เพิ่งเข้าสปามา มือสวย ดูสะอาด น่าคบหามั้ง ฮ่าๆ


คิดว่าประมาณนี้นะ เขียนรวดเดียวแล้วลงเลย ค่อยมาปรูฟอีกทีค่ะ ตอนนี้ต้องรีบไปข้างนอก จบการเม้ามอยสวยๆด้วยการบอกว่า ถึงจะออกจาก Storylog แล้ว แต่ยังเขียนอยู่เด้อ <3

- พอมาอ่านอีกที ภาษาไม่มีความสวยงามเลอ ฮ่าๆๆๆ เราเป็นคนพูดเร็วและรัวมาก การเล่าเรื่องจะไม่มีน้ำๆเท่าไหร่ คนอ่านอาจจะงงๆ หน่อย ขออภัยมา ณ ที่นี้ค่ะ แต่ไม่แก้แล้ว ค่อยเพิ่มส่วนที่อยากเพิ่มในเรื่องหน้าแล้วกัน บายๆๆๆ
 


SHARE
Writer
noonpavinee
Troublemaker
Corgi of Storylog

Comments

becomebaker
3 years ago
ชอบอ่ะ เขียนสนุกจัง
Reply
noonpavinee
3 years ago
ขอบคุณค่า ^^
JuniorL
3 years ago
น่าสนุกอ่ะ งานสายแฟชั่น >.,<
Reply
noonpavinee
3 years ago
ขอบคุณค่า,,แอบคิดว่า เอ๊ ไปทำจริงจะสนุกมั้ยน้า 555
Looksorn
3 years ago
เขียนยาววว

Reply
noonpavinee
3 years ago
พิมพ์แบบเวลาเม้ากับเพื่อน555
NuBeeBee48
3 years ago
ดีจังนะคะมีโอกาสเรียนจนจบ หนูได้เรียนแค่ปวช. เริ่มมีโมเม้นหางาน สัมภาษ ทำงาน ก่อนวัยอันควร ทุกอย่างสับสนไปหมด จำได้ว่ารับวุฒิปุ้บก้มาภูเก็ตเลย รุ่งขึ้นสมัครงาน วันต่อมาสัมภาษ วันต่อมาทำงานเลย ทุกอย่างเข้าสู้โหมดผู้ใหญ่เร็วมากภายใน 3 วัน ความรู้สึกตอนนั้นแย่มากเลยค่ะ แต่ก้ผ่านมาได้ สู้ๆ ค่ะ
Reply
noonpavinee
3 years ago
หูวว ทุกอย่างรวดเร็วมาก สีสันๆ เป็นกำลังใจให้ค่ะ ^^
PuddingHead
3 years ago
เขียนสนุกดีค่ะ ร่าเริงสดใส มีกำลังใจสมัครงานต่อเลย ปล.ตอนนี้เรียนเทอมสุดท้ายละค่ะ ยังไม่มีงานในใจเลย แต่ก็จะสู้ตาย!!
Reply
noonpavinee
3 years ago
อยากกลับไปเรียนบ้างงง แง TT แต่พอทำงานแล้วก็ชาเล้นไปอีกแบบเนอะ