"ที่มา" ของ "ภาพประวัติศาสตร์"
ในหนังสือ "อัตตชีวประวัติ กรมหมื่นพิทยลาภพฤฒิยากร"

พระวรวงศ์เธอ กรมหมื่นพิทยลาภพฤฒิยากร หรือ พระองค์เจ้าธานีนิวัต อดีตประธานองคมนตรีและผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ ทรงบันทึกเหตุการณ์ทางสังคม-การเมืองที่น่าสนใจช่วงต้นรัชกาลที่ 9 ไว้หลายประการ

หนึ่งในนั้น คือ วาระแรกเริ่มที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช เสด็จพระราชดำเนินเยี่ยมราษฎรทั่วพระราชอาณาเขต

"อย่างหนึ่งที่ควรถวายคำชมเป็นพิเศษคือพระราชประสงค์ที่จะรู้จักราษฎรและบ้านเมืองไทย" กรมหมื่นพิทยลาภพฤฒิยากร ทรงบรรยายถึงจุดเริ่มต้นดังกล่าวเอาไว้
ภูมิภาคแรกที่ในหลวงรัชกาลที่ 9 เสด็จพระราชดำเนินไปเมื่อเดือนพฤศจิกายน พ.ศ.2498 ก็ได้แก่ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ หรือ ภาคอีสาน

"ภาคนี้เข้าใจว่าในชั้นเดิมเจ้าหน้าที่ค่อนข้างจะยังไม่สู้แน่ใจว่าจะควรเสด็จ เพราะเกรงจะมีเหตุด้วยอยู่ใกล้ดินแดนนอกราชอาณาจักรที่ไม่สงบ พระเจ้าอยู่หัวตัดสินพระราชหฤทัยทันทีว่า นี่แหละควรจะเสด็จก่อนภาคอื่นๆ" เสด็จในกรมทรงเขียนเล่า

โดยทรงเยี่ยมเยียนราษฎรในจังหวัดนครราชสีมา, ชัยภูมิ, ขอนแก่น, เลย, อุดรธานี, สกลนคร, นครพนม, กาฬสินธุ์, มหาสารคาม, ร้อยเอ็ด, อุบลราชธานี, ศรีสะเกษ และบุรีรัมย์ รวมเวลาทั้งหมดประมาณ 20 วัน

กรมหมื่นพิทยลาภพฤฒิยากรทรงบันทึกถึงเหตุการณ์น่าประทับใจที่จังหวัดศรีสะเกษ ซึ่งในขณะนั้น มีข่าวว่าราษฎรที่นั่น "ไม่สู้จะลงรอยกับเจ้าหน้าที่ (รัฐ)" เอาไว้ว่า

"เมื่อเสด็จมาอย่างนี้เขา (ราษฎรชาวศรีสะเกษ) ยินดีรับเสด็จด้วยใบหน้าอันยิ้มแย้มแจ่มใสทั่วกัน เมื่อเสด็จจากศาลากลางจะไปขึ้นรถไฟเขาพากันวิ่งตามมาเต็มถนนจนถึงสถานีรถไฟ พวกข้าราชการที่ตามเสด็จต้องเบียดเสียดราษฎรที่มาส่งเสด็จกันวุ่นวายไปจนแทบจะขึ้นรถไฟไม่ทัน"

ในช่วงเวลาใกล้เคียงกัน ชาร์ลส์ คายส์ ศาสตราจารย์ด้านมานุษยวิทยาชาวอเมริกัน ก็เดินทางไปทำงานภาคสนามที่ภาคอีสาน (จังหวัดมหาสารคาม) ตั้งแต่ยุคทศวรรษ 2500

ศาสตราจารย์คายส์แสดงความเห็นว่า หลังจากที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชเสด็จพระราชดำเนินเยี่ยมราษฎรได้ไม่นาน

ชาวบ้านอีสานยุค 2500 ก็เริ่มเคารพรักพระมหากษัตริย์ในฐานะ "ผู้มีบุญบารมี"

สำหรับพวกเขา ในหลวงทรงมีพระราชอำนาจทางศีลธรรม อันก่อกำเนิดมาจากบุญญาบารมีตามหลักพุทธศาสนา ซึ่งพระราชอำนาจเชิงสัญลักษณ์ดังกล่าวมีความหมายอย่างยิ่งต่อวิถีชีวิตและโลกทรรศน์ของชาวบ้าน

ดังที่ศาสตราจารย์คายส์ได้เขียนไว้ในบันทึกภาคสนามว่า "ในความคิดว่าด้วยจักรวาลทางสังคมของรัฐไทยที่ชาวบ้านยึดถือ ในหลวงทรงมีความสำคัญต่อพวกเขามากยิ่งกว่านายกรัฐมนตรี เพราะนายกฯคนแล้วคนเล่าขึ้นมาดำรงตำแหน่งแล้วก็จากไป แต่ในหลวงทรงมีสถานะเป็นดังสัญลักษณ์ที่ดำรงอยู่อย่างต่อเนื่องยาวนานกว่านั้น"

ความผูกพันลึกซึ้งระหว่างในหลวงรัชกาลที่ 9 กับราษฎรชาวอีสาน ที่ถูกบันทึกไว้โดยนักมานุษยวิทยาชาวต่างชาติ สอดคล้องกับข้อสรุปของพระวรวงศ์เธอ กรมหมื่นพิทยลาภพฤฒิยากร ซึ่งเกิดขึ้นหลังทรงติดตามพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช เสด็จพระราชดำเนินเยี่ยมพสกนิกรในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคเหนือ และภาคใต้ ความว่า

"ที่ได้เล่าเรื่องเสด็จเยี่ยมราษฎรสามครั้งเป็นเวลาประมาณเดือนครึ่ง ทั้งหมดนี้ก็เพราะเรื่องมันฝังอยู่ในความจำของพ่ออย่างลึก เห็นว่าเป็นประโยชน์ยิ่งแก่บ้านเมือง ที่ได้โยงเอาน้ำใจอาณาประชาราษฎรมาไว้ใกล้ชิดพระองค์"

อีกหลายทศวรรษต่อมา "ภาพประวัติศาสตร์" ที่ประชาชนจำนวนมหาศาลเดินทางมาร่วมร้องเพลงสรรเสริญพระบารมีแน่นขนัดท้องสนามหลวงและบริเวณใกล้เคียงเมื่อวันที่ 22 ตุลาคม 2559

ย่อมถือเป็นผลลัพธ์แห่งการ "โยงเอาน้ำใจอาณาประชาราษฎรมาไว้ใกล้ชิดพระองค์"
SHARE

Comments