พ่อบอกว่าควรออกเรือไปก่อนความฝันจะล่มสลาย
1
ในหนึ่งชีวิตของมนุษย์ จะมีซักกี่ครั้งที่เราลงมือสังคายนาบ้านครั้งใหญ่ เป็นการหยิบของในบ้านที่ไม่เคยถูกสนใจมาปัดกวาดเช็ดถู เสมือนการตรวจสอบอายุการใช้งานของเครื่องใช้บางอย่าง และอีกนัย มันคงเป็นการรื้อค้นไปในความทรงจำเก่าๆ ผ่านทางข้าวของเครื่องใช้ เหมือนกับที่ผมกำลังเก็บบ้านในวันนี้ 

แถวบนสุดของชั้นหนังสือชั้นนั้นมีลังเก่าๆสองสามใบวางอยู่ เท่าที่จำความได้ ผมเองก็ไม่ค่อยได้ใส่ใจมันเท่าไร อาจเป็นเพราะในวัยเด็ก ชั้นบนสุดมันอาจสูงเกินกว่าความอยากรู้อยากเห็น และคงเป็นเวลาที่พาให้เราเลิกสนใจมันไปเสียเฉยๆ แต่ในวันนี้ที่ผมเติบโตพอที่จะหยิบมันลงมาเปิดกล่องใบนั้นลงมาเปิดดู ภาพถ่ายเก่าๆของพ่อแม่ ใบปริญญา และสมุดบันทึกหนึ่งเล่มซึ่งดึงดูดความสนใจได้มากกว่าสิ่งใดในกล่องใบนั้น

ผมพลิกหน้าสมุดบันทึกเล่มนั้นไปเรื่อยๆ ลายมือคุ้นตาและภาษาเจ้าบทเจ้ากลอนทำให้ผมมั่นใจได้ว่านี้คือสมุดบันทึกของพ่อ ข้างในเป็นบทกลอนรำพึงรำพันถึงชีวิตที่ผ่านมา ก่อนหน้าสุดท้ายในบันทึกเล่มนั้นจะจบลงด้วยบันทึกรายจ่ายในงานวันแต่งงานของพ่อและแม่ 

ทำเอานึกถึงวันนั้น วันที่ผมเอาผลงานที่ตัวเองเขียนลงในนิตยสารฉบับหนึ่งให้กับพ่ออ่าน คงเป็นแม่กระมั่งที่โผล่งขึ้นมาว่า “ความฝันมันติดต่อทางพันธุกรรมได้จริงๆด้วย” หากเป็นเมื่อก่อนผมอาจจะไม่เห็นด้วยและคิดว่ามันแค่ความบังเอิญมากกว่า แต่มาถึงตอนนี้ ผมคิดแล้วว่ามันคงมีส่วนเป็นจริงอยู่บ้าง พ่อไม่เคยอยากเป็นหมอหรือวิศวะ แม้กระทั้งเส้นทางสายทหารที่พาคนในครอบครัวอยู่รอดจนถึงตอนนี้ก็ไม่ได้อยู่ในความฝันในวัยเด็ก พ่อเข้าใจดีว่าชีวิตจริงมันยากขนาดไหน หลายครั้งคงต้องเป็นใครซักคนนี้แหละที่ยอมลดทอนความฝันเพื่อนให้คนข้างหลังอยู่สบาย

จนในวัยที่ผมเริ่มมีความสนใจเหมือนกับพ่อเมื่อตอนอายุเท่ากัน พ่อจึงค่อยๆย้อนคายอดีตนั้นให้ฟัง

พ่อเคยบอกกับผมในวัยใกล้ 25 ว่าครั้งหนึ่ง เขาเองก็เคยอยากเป็นนักเขียนเหมือนกัน แต่อาจจะด้วยสถานะลูกชาวนาธรรมดาๆคนหนึ่งในตอนนั้นคงไม่อาจทำอะไรได้มากกว่าการขีดเขียนบันทึกอะไรเก็บไว้ในสมุด ไม่มีโซเชียลมีเดียให้เผยแพร่ และเพียงงานในแต่ละวันก็มากล้นจนไม่อยากทำอะไรต่อ จนต้องยอมแพ้และปล่อยให้ความฝันนั้นหายไป ทดเรื่องราวต่างๆเก็บไว้ในหน้ากระดาษและจบลงในลังเก็บความทรงจำ

ทำนา เรียนหนังสือ ใช้เวลาว่างระหว่างพาควายไปกินหญ้าพาตัวเองหลบไปอยู่ในโลกของตัวอักษร ส่งตัวเองจนจบมหาวิทยาลัย ส่วนแม่ไม่ต้องพูดถึง ชีวิตลูกสาวคนกลางจากพี่น้อง 11 ชีวิตในครอบครัวชาวจีนหาเช้ากินค่ำขีดให้ต้องดูแลตัวเองอยู่แล้ว และสมัยเรียน ห้องสมุดกลายเป็นหมุดหมายประจำประจำของแม่ไปโดยปริยาย แม่เป็นนักอ่านที่ดีไม่ต่างกับพ่อ แม้ตอนนี้สายตาของทั่งคู่จะแย่เกินกว่าการจ้องตัวหนังสือด้วยตาเปล่าก็ตาม

2.
นึกถึงหลายเดือนก่อน ภาพยนตร์เรื่อง sing street ได้ผ่านเข้าสู่การรับรู้ของผมเป็นเวลาราวๆชั่วโมงกว่า แม้ว่าปีนี้จะดูภาพยนตร์ในโรงน้อยจนนับนิ้วได้ แต่กระแสมาแรงของเรื่องนี้พัดโหมจนผมต้องยอมไปดูซักที ดูเพื่อพิสูจน์ว่าผู้กำกับที่เคยทำเอาเพลง Lost star ติดหูผมอยู่พักใหญ่ กลับมาครั้งนี้เขาจะเพิ่มเพลงฮิตประจำ Playlist ของผมได้อยู่ไหม

แม้หนังจะดำเดินไปในสูตรสำเร็จแบบเดิม ความฝันยิ่งใหญ่ของวัยหนุ่มสาว และเรื่องราวของความรักอันมีพลังมากพอสำหรับการขับเคลื่อนความฝัน บวกกับความสัมพันธ์ของคนรอบข้างช่างทำให้ชีวิตในวัยว้าวุ่นวุ่นวายไปกันใหญ่ ก่อนเรื่องราวจะคลี่คลายและจบลงอย่างอิ่มเอมใจ

ฉากเปิดของเรื่องแสดงให้เห็นถึงข่าวในทีวีซึ่งกำลังฉายถึงกลุ่มคนที่ดิ้นรนกับหนทางข้างหน้า แม้ว่าการลักลอบเข้าเมืองโดยผิดกฎหมายจะมีความผิดร้ายแรงแค่ไหน แต่ใครหลายคนก็พร้อมจะไป ไปแม้ในกระเป๋าสตางค์จะมีเงินมากพอสำหรับการมีชีวิตอยู่แค่สองวันก็ตาม แต่ชีวิตมันมีทางเลือกมากขนาดนั้นหรือ สำหรับบางคน การมีทางเลือกอาจเป็นเพียงเรื่องในฝันเสียด้วยซ้ำไป 

จนวันที่ความรักและความฝันมันเริ่มทำงานสอดประสานกัน 
ถึงตอนนั้นมันคงเป็นช่วงที่ใครซักคนพอจะเปล่งประกายแสงออกมาได้ 
และสลายม่านหมอกขุ่นมัวให้พอมองเห็นเส้นทางไปต่อ

แต่ใช่ว่าทุกคนจะพบหนทางนั้นซะที่ไหน

สำหรับใครที่เคยดูหนังเรื่องนี้ น่าจะจำฉากสุดแสนประทับใจในท้ายเรื่องได้ ฉากพี่ชายพระเอกผู้มีความฝันคล้ายกันกับที่น้องเคยมี พี่ชายที่ยอมรับในโชคชะตาและจังหวะที่พอเหมาะกับความฝัน ได้ส่งไม้ต่อนั้นให้กับน้องชาย

“พี่ก็เคยมีความฝันคล้ายๆนาย” พี่ชายพูดและเล่าความอึดอัดในใจ แต่สุดท้าย มันก็กลายเป็นเขาเองนี่แหละที่อยากเห็นคนใกล้ตัวเดินทางไปสู่ฝั่งฝัน

“หากไม่ไหวก็กลับมา” พี่ชายบอกกับน้องเขา คล้ายจะเป็นการล่ำลา แต่หมายความว่ายังมีที่สำหรับพักเหนื่อยรอใครซักคนอยู่เสมอ 
.
.
.
.
.
“พ่อก็เคยมีความฝันคล้ายๆกันนั้นแหละ” พ่อเคยพูดกับผมแบบนี้
บางที
อาจจะมีความหมายในประโยคคล้ายกันกับที่พี่ชายของพระเอกพูดไว้

3.
“เดินทางเผื่อพ่อด้วยนะ” ครั้งหนึ่งในดินแดนห่างไกล พ่อเคยใช้ประโยคนี้ในบทสนาผ่านหน้าจอโดยมีความเร็ว 4g เป็นตัวขับเคลื่อนข้อความเหล่านั้น ภาพพ่อและแม่ดับจากหน้าจอตามการสัมผัส ถนนข้างหน้าเป็นถนนที่ผมไม่เคยเห็นด้วยตามาก่อนตั้งแต่เกิดมา

ผมไม่ใช่คนที่เดินทางบ่อยนักหรอก หากเทียบกันกับคนอื่นๆ แต่กระนั้นหลายครั้งก็เป็นผมเองนี้แหละที่มักเก็บข้าวของ และออกเดินทางคนเดียวบ่อยๆในช่วงวันหยุดยาว ในประเทศบ้าง ต่างประเทศบ้าง สองสามวันบ้าง หรือบางครั้งก็นานนับสัปดาห์ และเป็นผมอีกนั้นแหละที่มักจะเก็บเอาเรื่องราวสนุกๆ หรือช่วงจังหวะประทับใจในแดนไกลไปเล่าให้คนในบ้านฟังเสมอๆ

อาจจะเป็นเพราะชีวิตที่มีแทบครบทุกความต้องการ ย้อนกลับไปเมื่อปีที่ผ่านมาสำหรับคนอายุ 23 หากมองเผินๆอาจจะพูดได้ว่ากำลังมีชีวิตที่ลงตัวพอดี มีบ้าน มีงาน มีคนในครอบครัวให้กลับไปหาทุกวัน มีรูปไลฟ์ไสตล์เท่ๆอัพเดตในโซเชียลเสมอๆ แต่กระนั้นเสียงในใจของผมยังเรียกร้องตลอดเวลาว่าไอ้เส้นทางที่เราใช้อยู่นี่มันใช่จริงๆหรือ การต้องตื่นเจ็ดโมงทุกวันเพื่อเข้างานให้ทัน ทำงานตามลูปเดิมๆ วนเวียนซ้ำๆตลอดห้าปีที่ผ่านมา กับการตอบคำถามในทุกเช้าที่ตื่นนอนว่านี่กูต้องไปทำงานอีกแล้วหรอมันทำให้คิดเสมอว่าหรือจะลาออกดี

มันอาจถึงจุดอิ่มตัว บวกกันช่วงนั้นงานอดิเรกของเราก็พอจะหารายได้เสริมในระดับหนึ่งได้ หลายต่อหลายครั้งที่ผมปรึกษากับคนทางบ้านถึงเรื่องลาออกไปหางานใหม่ แม้เขาจะยื้อไว้ในตอนแรก แต่ที่ผ่านมาเราพิสูจน์ให้เขาเห็นแล้วว่าเราเองก็สามารถดูแลตัวเองได้ จนสุดท้ายก็ยอมตามใจ

เขาอาจจะคิดไว้นานแล้วก็ได้ว่าไม่นาน อาจจะถึงวันที่ผมต้องย้ายออกไปชีวิตจริงๆ พ่อเข้าใจในส่วนนี้ดี และยินดีให้ผมออกจากจุดปลอดภัย ปล่อยให้ออกไปเผชิญโลกกว้างเพียงลำพัง โดยมีข้อแม้ว่าต้องดูแลตัวเองให้ดี ต้องบริหารปัจจัยรายรับเท่าที่มีให้ได้ และถ้ามีเวลา ก็กลับมาเยี่ยมที่บ้านบ้าง

“ไปเสียตั้งแต่ตอนนี้ ก่อนที่จะไม่ได้ไปอีกเลย”

เปล่า พ่อของผมไม่ได้พูดประโยคนี้ขึ้นมาหรอก 
เพียงแต่จำได้ว่าคำพูดในวันนั้นมันมีความหมายคล้ายกัน

4.
ด้วยหน้าที่การงานและการอ่านบทความบนเว็บไซท์หลายพันเรื่องตลอดหนึ่งปีที่ผ่านมาทำให้ผมพอจะเรียนรู้สิ่งหนึ่งว่าในโลกปัจจุบันที่เราอาจจะใช้มันวนเวียนไปแบบเดิมๆ ขึ้นรถไฟฟ้า พาตัวเองวนลูปอยู่กับการใช้ชีวิตเป็นพลเมืองที่ดี ยังมีอีกหลายคนที่มีความฝันยิ่งใหญ่ ผู้คนเปี่ยม Passion มากมายที่แสงจากสปอทไลท์ไม่เคยฉายแสงมาถึง แม้ลึกๆเขารู้ดีว่าต่อให้ทำแบบนี้ต่อไปเขาก็ไม่อาจหันแสงนั้นให้ส่องมายังตัวเองได้ แต่เขาก็ยังทำต่อไป ทำไปเพียงเพราะหัวใจรักมันมากพอ

หลายคนเขียนหนังสือดีจนเราแอบอิจฉา แม้ว่าจะพยายามฝึกฝนตัวเองแค่ไหนก็ไม่อาจดีได้เท่าเขา หลายๆคนน่าจะได้มีโอกาสรวบรวมผลงานเหล่านั้นเป็นรูปเล่มเพื่อส่งต่อให้ใครอีกหลายคนได้เข้าถึง

เวลาหนึ่งปีมันอาจจะนานพอที่จะมองเห็นความฝันของใครหลายคนเป็นรูปเป็นร่าง แม้จะยังไม่ชัดบ้าง เลือนลางบ้าง แต่อย่างน้อยมันก็ดูมองเห็นได้ชัดเจนกว่าช่วงเวลาแรกเริ่ม ในฐานะคนอ่านผลงานของพวกเขาเหล่านั้น ผมไม่ได้คาดหวังอะไรไปมากกว่าการเห็นมิตรสหายน้ำหมึกมีที่ทางสำหรับการประคองตัวต่อไปโดยใช้การเขียนเป็นใบเบิกทางโอกาสต่างๆในชีวิต มีผลผลิตที่ดี และภูมิใจที่ได้ทำตามฝันสำเร็จ

จริงอยู่ ตอนก่อสร้างความฝันในขั้นแรกเริ่มมักมีใครบางคนคอยหนุนหลังเราอยู่เสมอ จนในวันหนึ่งเราอาจเติบโตพอที่จะแล่นเรือลำนั้นออกไปในมหาสมุทรได้เพียงลำพัง ห่างไกลใครซักคนที่เคยหนุนหลังเราไว้ออกไปเรื่อยๆ เราไม่รู้หรอกว่าข้างหน้าจะมีคลื่นลมแรงแค่ไหน แต่มันคือการตัดสินใจของเรา และหนทางมันอาจจะไกลเกินกว่าย้อนกลับไปในเส้นทางเดิมได้

ย้อนกลับมาดูตัวเอง ชีวิตวนลูปประจำวัน แม้จะมีความสนุกกับงานที่กำลังทำ เปิดหูเปิดตากับโลกใหม่ แต่ในขณะเดียวกันก็เริ่มรู้สึกได้ว่าความฝันที่เคยมีกำลังค่อยๆเลือนหาย มันคงคล้ายกับการจัดบ้าน อาจต้องมีซักวันหนึ่ง วันที่เราเขย่งขาขึ้นไปหยิบกล่องเก็บความฝันใบนั้นออกมา สำรวจดูว่ามันยังทนทานพอจะใช้งานได้อยู่รึเปล่า หรือจะยอมปล่อยให้มันเก่าจนฝุ่นจับและกลายเป็นเพียงอดีตให้เราคิดถึง

“อยากรักก็ต้องเสี่ยง 
ไม่อยากให้เธอเป็นเพียงภาพในความฝัน”

เสียงเพลงในบาร์ดังขึ้นระหว่างที่ผมกำลังนั่งใช้เวลาอย่างอ้อยอิ่ง
น่าแปลก ในวินาทีนั้น 
ผมรู้สึกว่าประโยคนี้ในเพลงมันไม่ได้มีความหมายถึงความรัก

ระหว่างทางกลับบ้าน
ฝนตกปรอยๆทำเอาถนนข้างหน้ามัวจนไม่เห็นทางได้ชัดซักเท่าไร
ที่ปัดน้ำฝนทำหน้าที่ของมันอย่างไม่เหน็ดเหนื่อย

โดยไม่ได้ตั้งใจ ผมกดโปรแกรมสตรีมมิ่งเพลงไปเรื่อยๆจนหยุดอยู่ที่แทรคหนึ่ง 
Hey, we’re never gonna go if we don’t go now
You’re never gonna know if you don’t find out
You’re never going back, never turning around
You’re never gonna go if don’t go now
เธอจะไม่มีทางได้ไปอีกแล้วนะ ถ้าไม่ไปตั้งแต่ตอนนี้
เธอจะไม่มีทางรู้หรอก หากเธอไม่หามันให้พบ
เธอจะไม่หันหลังกลับไป จะไม่ย้อนกลับไปเด็ดขาด
เธอจะไม่มีทางได้ไปอีกแล้วนะ ถ้าไม่ไปตั้งแต่ตอนนี้

เป็นอีกครั้งที่ผมฟังเพลงนี้วนอยู่พักใหญ่
วนเวียนซ้ำไปมาไม่รู้กี่ครั้ง 
ก่อนกลับมาถึงที่พัก

และเริ่มลงมือเขียนประโยคแรกใส่หน้ากระดาษ
SHARE
Writer
khaikung
storylog reader
เป็นคนธรรมดาที่ชอบหาเรื่องใส่ตัว ยินดีที่ได้รู้จักครับ IG : khaikung_journey , Ask.fm : @khaikung

Comments

Red_Rainbow
4 years ago
อ่านเพลินดีจังค่ะ
"ลองก้าวขาเพื่อเดินตามฝันตัวเองในมุมเล็กๆ ของตัวเอง" บอกตัวเองอีกครั้ง
😊😀😁😄
Reply
Teamkung
4 years ago
ชอบบทความนี้จังแฮะ เรียบเรียงเนื้อหาได้ดีมากครับ อ่านแล้วนึกถึงตัวเองขึ้นมาเลย...
Reply
Zomporr
3 years ago
เป็นกำลังใจให้กับความฝันของคุณนะคะ
Reply
blackear
3 years ago
เข้! ขึ้นเลยครับขึ้น! ผมอยากเขียนใบลาออกร่อนลงโต๊ะบอสเลยครับ
Reply
MyFeeling
2 years ago
เรือเล็กลำนี้ออกจากฝั่งไปเรียบร้อยแล้วสินะคะ ^^
ทั้งสองเพลงมีความหมายดีมากค่ะ ให้ข้อคิดเราในการตัดสินใจได้ดีทีเดียว

Reply