ใช้ใจทำข้อสอบ
คุณเคยนั่งทำข้อสอบวิชาที่ว่าโหดหินเสร็จก่อนหมดเวลาไหม มันรู้สึกดีขนาดไหนที่ทำข้อสอบครบทุกกระบวนการโดยมีเวลาเหลืออีกเล็กน้อยพอให้ได้ตรวจทานอีกรอบหนึ่ง ระหว่างไล่ตรวจทานอย่างใจเย็นเราก็ยิ้มเยาะให้ข้อสอบอย่างเย้ยหยันไปด้วย

แต่แล้วรอยยิ้มบนใบหน้าก็มลายหายไป กลายเป็นสายฟ้าฟาดลงมาตรงกลางสมองอย่างรุนแรง ฉันหยุดหายใจไปชั่วขณะ

เราอ่านโจทย์ผิดไปหนึ่งประโยค ซึ่งเป็นประโยคสำคัญที่เราขีดเส้นใต้เน้นย้ำไว้แล้วก่อนเริ่มทำ
peak load current is calculated from two motors are running and one motor is starting
สองมอเตอร์รัน หนึ่งมอเตอร์สตาร์ท
สองรัน หนึ่งสตาร์ท
สองรัน หนึ่งสตาร์ท

ตอนทำ หนึ่งรัน สองสตาร์ท…
ทำให้คำตอบที่ได้ต่างกันราวฟ้ากับขุมนรก

เคยได้ยินวลีในภาพยนตร์เรื่อง The Davinci code ที่ว่า
ใจเห็นในสิ่งที่ใจเลือกจะเห็น
ในวันนี้ได้เข้าใจอย่างถ่องแท้แล้ว 
เราจะใช้ใจทำข้อสอบไม่ได้ เราต้องใช้สมองต่างหาก
เหงื่อแทรกซึมออกมาตามรูขุมขนอย่างรวดเร็วเหมือนมีเรื่องตื่นเต้นเกิดขึ้น

“เหลือเวลาอีกสิบนาทีนะคะ” คนคุมสอบประกาศลั่นราวกับกลั่นแกล้ง

สมองเราพยายามฮีลตัวเองหลังจากถูกฟ้าผ่าที่กลางกระหม่อมในโลกเสมือนเพื่อกลับมาประมวลผลอีกครั้ง

ที่ผิดไปนั้น มันผิดตั้งแต่แรกและมีผลเป็นภาระผูกพันต่อเนืองยาวไปยันคำตอบสุดท้าย ซึ่งกว่าจะได้คำตอบสุดท้ายนั้นกินเวลาไปราวชั่วโมงครึ่งเศษ

ถ้าแก้ตอนนี้ภายในสิบนาทีที่เหลือ ไม่มีทางเสร็จสิ้นไปได้ ด้วยมือที่กำเครื่องคิดเลขอย่างสั่นเทากับหัวใจที่แตกสลายและสมองที่เพิ่งแตกกระจายไปเมื่อครู่

ไม่ทัน ยังไงก็ไม่ทัน จากคะแนนเต็มกลับถูกฟันตัดทอนลดลงเหลือน้อยนิด น้ำตาคลอเบ้า

เราตัดสินใจอย่างเด็ดเดี่ยวเดียวดายที่จะไม่ลบแก้ทั้งหมด เราแก้เฉพาะค่าตอนกระบวนท่าแรกๆที่แก้ทันห้าหกค่า แล้วนำค่านั้นไปแทนค่าในสมการต่อไปที่เกี่ยวพันกันระโยงระยางไปอีกหลายหน้าโดยที่ไม่แก้คำตอบหลังจากนั้นอีก อย่างน้อยก็แทนค่าถูกล่ะนะ เหมือนพยายามตบตาอาจารย์เป็นการวัดใจ คิดว่ามันเป็นวิธีการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าที่ดีที่สุดแล้ว

ยอมรับว่าตอนแรกมีวิธีที่แย่กว่านี้ผุดขึ้นมาก่อน ด้วยเวลาที่มีอย่างจำกัด เราเกือบจะเขียนข้อความยาวๆลงท้ายสมุดคำตอบไปว่า

อาจารย์ค่ะ หนูทำแบบหนึ่งรัน สองสตาร์ทนะคะ หนูรู้ว่ามันผิดค่ะ แต่หนูเพิ่งมารู้ว่ามันผิดตอนจะหมดเวลาแล้ว หนูคงแก้ให้ไม่ทัน ได้โปรดพิจารณาด้วยค่ะ

ช่างเป็นวิธีที่น่าอายจริงๆ ถ้าเขียนไปอาจารย์อาจจะประจานได้ในภายหลัง เราจึงล้มเลิกความคิดนี่ไป

หลังจากแก้จนถึงเป้าตามที่ตั้งไว้ เราก็ขอลาจากข้อสอบด้วยสายตาเว้าวอนหนึ่งที ก่อนจะเดินออกจากห้องสอบอย่างโซเซกระอักเลือด

ทุกอย่างตรงหน้าแลดูหดหู่สะเทือนใจสามารถสะกิดต่อมน้ำตาแตกได้ไปเสียหมด

เพื่อนหนีกลับบ้านไปก่อน

จะโทรหาแฟนเพื่อหาที่ระบายก็นึกขึ้นได้ว่าเพิ่งบอกเลิกไปเองนิหว่า ยิ่งทวีดีกรีความสลดหดหู่ไปอีก เดินไปป้ายรถเมล์อย่างเหม่อลอยเกือบชนรถที่จอดข้างถนน

รถเมล์ฟรีก็ไม่มีสักคัน

ต้องรอคอยแม่มารับที่กลางทางนานกว่าปกติ

แม่เตรียมบะหมี่มาให้กินบนรถแต่ดันลืมหยิบตะเกียบมาด้วย เราได้แต่มองบะหมี่ในกล่องน้ำตาเอ่อ

กลับถึงบ้านถึงได้กินบะหมี่ มันทำให้ละลายความหดหู่จากจิตใจไปได้ จิตใจเริ่มได้รับการเยียวยาจากเส้นบะหมี่เหนียวนุ่ม

กินนมฮอกไกโดที่เพิ่งซื้อมาจากร้านเปิดใหม่ใกล้ๆบ้าน อืม มันอร่อยจริงๆ อย่างน้อยวันนี้ก็ยังมีเรื่องดีๆปลอบใจเนอะ (น้ำตาไหล)

เราวางนมฮอกไกโดในขวดแก้วที่ยังเหลืออยู่นิดหน่อยลง แล้วเดินไปหยิบน้ำเปล่าอีกที่ ก่อนจะกลับมาหานมอีกครั้ง

นมฮอกไกโดหายไป นมอยู่ไหน?!

เหลือบไปเห็นขวดแก้วที่บรรจุนมอยู่เมื่อสักครู่ถูกเขย่าล้างด้วยน้ำประปาและแทนที่นมนำเข้าด้วยน้ำยาล้างจานแทน เพราะแม่นึกว่านมในขวดหมดแล้ว

โอ้โห ทำไมชีวิตกูถึงได้เป็นแบบนี้
สิ่งที่เยียวยาจิตใจของกู สูญสิ้นไปตามท่อระบายน้ำในพริบตา
ไม่นาน บ่อน้ำตาก็เหมือนเขื่อนที่แตก น้ำตาไหลพรากอาบแก้ม แม้แค่เรื่องนมจากฮอกไกโด นี่ต้องแอบไปสะอึกสะอื้นเหมือนคนอกหักไม่ให้แม่เห็น
จะเล่าเรื่องข้อสอบให้แม่ฟังก็กลัวจะโดนด่าซ้ำ นี่เลยต้องเก็บกดอดกลั้นไว้คนเดียว แต่ก็ทนไม่ไหวหันมาพรั่งพรูในนี้แทนอยู่ดี

วันนี้มันคือวันอะไรกันนน…







SHARE
Written in this book
My journal
บันทึกของฉัน

Comments