คุยยังไงไม่ให้พัง
ปัญหาของการสื่อสารส่วนใหญ่ คือ การฟังแต่ไม่ได้เพื่อทำความเข้าใจ
แต่เพื่อ(แค่)ตอบ 
ถ้าให้ยกตัวอย่างปัญหาจากประโยคข้างบน หลายคนอาจนึกถึงเวลาที่แฟนตัวเองบ่นอะไรซักอย่าง พอเราเสนอคำตอบไปให้ กลับบอกว่าคำตอบไม่ดีพอ จะเอาอย่างนั้นอย่างนี้ จนสุดท้ายก็มาเฉลยว่าจะเอาแบบที่อยากได้ (แต่ไม่ยอมบอกตั้งแต่ต้น)

และนั่นก็เป็นต้นเหตุของ Civil War
#ผิดๆ
กลายเป็นสาเหตุของการทะเลาะกันของคนหลายๆคู่


คำถามที่น่าสนใจก็คือ
- "ทำไมเราถึงไปถึงจุดที่ทะเลาะกันได้(วะ)?"
- "มีวิธีที่จะหลีกเลี่ยงหรือแก้ปัญหาการทะเลาะกันจากวิธีการสื่อสารแบบนี้ไหม?"


คำตอบของสองคำถามนี้ คือ มันมีสาเหตุ และ(น่าจะ)แก้ไขได้

ก่อนจะไปถึงวิธีแก้ปัญหา
เราคงต้องแยกแยะหาสาเหตุตั้งต้นของปัญหาก่อน

อย่างแรก ถ้าเราเข้าใจว่า คนทุกคนล้วนมีความต้องการของตนเอง 
การได้รับและไม่ได้รับการตอบสนองต่อความต้องการจะส่งผลต่ออารมณ์ของแต่ละคน

ยกตัวอย่าง เช่น แฟนคุณอยากกินข้าวขาหมู แต่คุณอยากกินก๋วยเตี๋ยวเป็ด 
ถ้าคุณพาไปกินก๋วยเตี๋ยวเป็ด แฟนอาจอารมณ์ไม่ดี - เคสนี้ คุณ Win, แฟน Lose
ถ้าคุณพาแฟนไปกินข้าวขาหมู คุณอาจอารมณ์ไม่ดี (ทนไป) - เคสนี้ คุณ Lose, แฟน Win

คราวนี้จะแก้ปัญหานี้แบบไหน ให้ Win, Win ? (อันนี้ไม่ยาก)
แต่....
จะรู้ได้ไงว่าตอนนี้สถานการณ์กำลังจะเข้าไปสู่เคส Win-Lose และต้องรีบเบรค?

มีทฤษฎีที่น่าสนใจ เสนอว่า ให้สังเกตและแยกแยะอยู่ 4 ประเด็น

ประเด็นแรก ต้องแยกให้ออกระหว่าง Observe (สิ่งที่สังเกตได้)
กับ Interpret (การตีความ)ของเราเอง ให้ขาด!
เพราะ ถ้าสมองเรารวมสองอย่างนี้เข้าด้วยกันเมื่อไหร่
เรามักจะตีความหมายสิ่งที่ได้ยินไปในทางวิจารณ์หรือต่อต้านเราโดยอัตโนมัติ!
#สมองหาเรื่องนั่นเอง

ยกตัวอย่างเคสแฟนกำลังหงุดหงิดบอกให้เราไปหาอะไรกินกัน (แต่ไม่บอกว่าอยากกินข้าวขาหมู)
พอเสนอร้านอะไรไป แฟนก็ไม่เอา ถึงจังหวะนี้ถ้าทั้งสองคนเริ่มคิดตีความการกระทำของอีกคน
แต่ละคนก็จะตีความหมายเข้าข้างตัวเองกันทั้งคู่โดยไม่รู้ตัว คราวนี้ยิ่งพูดยิ่งไม่ฟังกัน
เพราะต่างคนต่างได้ยินเฉพาะสิ่งขัดแย้งที่อีกฝั่งพูดใส่ตัวเอง

ดังนั้นเคสนี้ ต้องรู้ปั๊บต้องรีบเบรค และอย่าตีความว่าเขาจะหาเรื่องทะเลาะ
ไม่งั้นจะเริ่มสงครามแน่นอน

 
ประเด็นที่สอง แยกให้ออกว่าสิ่งที่กำลังเป็นอยู่
เป็น Feeling (ความรู้สึก) หรือ Thought (ความคิด) 
เช่น ถ้าคุณรู้สึก"เหงา" แต่คุณบอกเพื่อนคุณว่า "เรารู้สึกว่าเราไม่ค่อยสำคัญกับทีม"
แยกออกไหมครับว่า อันแรกคือความรู้สึก แต่เวลาสื่อสารออกไปมันไม่ใช่ความรู้สึกเพียวๆ
แต่เป็นความคิดของเราที่ใส่และเปลี่ยนแปลงความรู้สึก+ความคิดของเราออกไป

ซึ่งสิ่งนี้มักจะทำให้คนฟังเข้าใจผิดได้ง่ายๆ เพราะเขาตีความต่อจากความคิดที่เราเสนอออกไป
และมักไม่ได้ตอบสนองต่อสิ่งท่ีเราต้องการจริงๆ คือเหงา
เช่นจากตัวอย่างข้างบน เพื่อนอาจจะบอกว่า "เฮ้ย มึงออกจะสำคัญต่อทีมนะ บลาๆๆๆ 
แล้วพูดจบก็ปล่อยให้เราเหงาต่อไป (ฮา)

วิธีแก้: แยกให้ออกครับ อันไหนคือ Feeling พยายามสื่อสารออกไปตรงๆ จะมีโอกาสแก้ปัญหาได้ง่ายกว่ากันมาก เช่น "บอกตูเหงาวะช่วงนี้" ไม่ใช่ "ช่วงนี้ตูรู้สึกไม่ค่อยสำคัญเลย"

และในทางกลับกันถ้าเพื่อนพูดออกมาแล้วจับได้ว่าเป็นความคิดที่ปรุงแต่งมาแล้ว ไม่ใช่ความรู้สึกจริงๆ ต้องออกแรงค้นต่ออีกหน่อยว่าจริงๆเขารู้สึกอย่างไรอยู่ ปัญหาก็จะแก้ได้ง่ายขึ้น


ประเด็นที่สาม แยกให้ออกระหว่าง ความต้องการ (Need) กับ วิธีแก้ปัญหา (Solution)
ยกตัวอย่างง่ายๆ (ที่น่าจะเจอกันทั้งโลก) แฟนบ่นโน่นนั่นนี่ร้อยแปดอย่างให้ฟัง
พอเราเสนอวิธีแก้ปัญหาให้เธอกลับไม่พอใจและไม่จบ...

จริงๆแล้วเธอแค่ต้องการระบายอารมณ์ให้เราฟัง
แต่ผู้ชายส่วนใหญ่จะพยายามหาวิธีแก้ปัญหาที่เธอกำลังระบายให้ฟัง
(มันถึงไม่ค่อยจบสวยไง) เพราะที่ทำไปไม่ใช่ที่เธอต้องการ(คนรับฟัง)

วิธีที่ผู้ใหญ่เค้าชอบแนะนำผู้ชายเวลาแต่งงาน ก็คือให้หุบปากไว้
ก็เลยแก้ปัญหาได้ก็เพราะเหตุนี้
 

และโดยส่วนตัวเคสนี้ พอถึงเวลาเจอกับตัว ถ้าสติไม่นิ่งพอนี่แยกยากนะครับ บอกเลย
แต่เทคนิคนึงที่ใช้ร่วมแล้วได้ผลดี คือให้พยายามทำตัวเป็นผู้ฟังที่ดี ฟังให้นานพอจะเข้าใจคนอื่น
อย่ารีบอ้าปาก(สวน) ปัญหาจะลดลงได้มากเลย


ประเด็นสุดท้าย คือ การขอร้อง (Request) กับคำสั่ง (Command)
ความแตกต่างของสองอย่างข้างต้นแบบง่ายๆคือ ผู้รับฟังสามารถปฏิเสธได้ไหม?
ถ้าเป็นคำสั่ง (คุณตอบ "ไม่" เมื่อไหร่ งานจะเข้าทันที) ซึ่งอาจหมายความว่าคนขอ/สั่งต้องการผลลัพธ์ชัดเจนมาก เช่น อยากกินข้าวขาหมู ถ้าคุณเอาข้าวหมูแดงไปให้อาจจะศพไม่สวย
ดังนั้นก่อนจะสื่อสารหรือโต้ตอบอะไรออกไปในเคสนี้
อาจต้องรีบทำความเข้าใจระดับความต้องการของผู้พูดให้ชัดเจนดีก่อน


และเป้าหมายสูงสุดของการแยกแยะประเด็นทั้งสี่ข้อข้างต้น
ก็เพื่อช่วยให้คนที่อยู่ในสถานการณ์สามารถเลือกคำพูด/การกระทำ
ที่ตอบความต้องการของคู่สนทนาได้ดีขึ้น และเพื่อช่วยให้สามารถสร้าง solution ใหม่ๆ
ที่ไม่โดนหลอกด้วยการตีความของตนเองและจากความคิดของคู่สนทนา

จากตัวอย่างข้าวขาหมู ก็อาจจะไปหาร้าน Food course ที่กินอาหารหลายอย่างร่วมกันได้
แทนจะเป็นร้านอาหารเฉพาะอย่าง ซ่ึงจะนำไปสู่ Win-Win situation ได้ง่ายกว่าเดิม


ข้อมูลเบื้องต้นจาก session NVC (Non-Violent Communication)
การสื่อสารเพื่อสานสัมพันธ์ขั้นเตรียมอนุบาล by JuaCompe 
ในงาน Barcamp Bangkok 2016


SHARE
Writer
windygallery
Photographer
I am a normal man in the quite imperfect world.

Comments

HOLYYOU
1 year ago
💕

Reply
AttentiveyouG
1 year ago
เห็นด้วยค่ะ

Reply
niji
1 year ago
ดีมาก
Reply
PornRattanaporn
1 year ago
คิดว่าการที่คนสองคนหรือหลายคนมาอยู่รวมกันได้และเป็นปกติสุข มันคือศิลปะในการใช้ชีวิต ขอบคุณคนแต่งที่ถ่ายทอดเรื่องราวดีๆให้ได้อ่านเป็นกำลังใจให้นักแต่ง
Reply