ความดีครั้งสุดท้ายที่อยากให้พ่อเห็น
เช้าของวันที่ 14 ตุลาคม 
พสกนิกรชาวไทยแห่เข้ามาบริเวณเขตพระอารามหลวงกันอย่างท่วมท้น ทำให้ฉันรู้สึกได้ว่า ณ ที่แห่งนี้ ผู้คนมากมายเหล่านี้รวมถึงตามเขตชุมชนต่างๆที่แม้จะมาส่งเสด็จไม่ได้แต่ก็ส่งใจมาที่เดียวกัน 
บรรยากาศที่อึมครึมเศร้าโศก ก็อาจแฝงไปด้วยความสุขเล็กๆความสุขเล็กๆที่ว่านั้นก็คือ ความรักความห่วงใยของคนที่รอส่งเสด็จด้วยกัน หรือแม้กระทั่งเจ้าหน้าที่ที่มาปฏิบัติงาน เช่น พี่พยาบาล หน่วยงานมูลนิธิอาสาฯ ตำรวจ ทหาร หรือแม้กระทั่งพี่วินมอเตอร์ไซค์ที่ให้บริการรับ-ส่งฟรี ทุกคนต่างทำหน้าที่ของตนเองได้เต็มที่ และนับว่าเป็นภารกิจที่ยิ่งใหญ่และสมเกียรติ ฉันไปถึงก็ราวๆ 11โมงเพราะรถติดมาก และสภาพอากาศที่แดดค่อนข้างจะแรงสักหน่อย เดินตามทางฝั่งสนามหลวงก็เจอผู้คนมากมายต่างจับจองพื้นที่กันเต็มไปหมด ครั้นจะขอนั่งก็คิดในใจ "อย่าเลย" พอเข้ามาในสนามหลวงเพื่อนั่งหลบแดดสักพักเพราะรู้สึกร้อนที่เท้ามากเหมือนแดดเผา ก็พบกับพี่ผู้หญิงคนหนึ่งที่แบ่งที่ให้นั่งพอนั่งไปสักพักก็เริ่มเย็นตัวบ้างละ เค้าเลยชวนเราเดินข้ามไปยังฝั่งศิริราชก็เดินคุยกันไปว่าจะนั่งเรือข้ามไปไหม หรือจะเดินอ้อมไปดี? สุดท้ายเรือข้ามฟากค่ะและเค้าจ่ายค่าเรือให้ด้วย"แอบเกรงใจจังแต่ก็ขอบคุณนะคะ" ^^

เนื่องจากท่าวังหลังไม่จอดแล้วจึงต้องข้ามไปฝั่งท่ารถไฟแทนเราก็เดินกันไปยังฝั่งเกือบปลายสะพานอรุณอมรินทร์ ซึ่งเป็นจุดที่ค่อนข้างเห็นได้บ้าง(รถครึ่งคัน) ผู้คนก็เริ่มทยอยอัดแน่นเข้ามาเป็นปลากระป๋อง แดดก็ส่องนานประกอบกับลมที่พัดมาเอื่อยๆเป็นบางช่วง เราก็ยังคงเห็นเหล่าทหารและพยาบาลทำหน้าที่แจกน้ำ แจกแอมโมเนียกันไป เกือบ 4 ชม.ได้กับการรอคอยขบวนเสด็จ ระหว่างรอบางคนก็เริ่มเป็นลมล้มกันไปทีละ 2-3 คน ความดีแรกของฉันคือ การเดินเอาแอมโมเนียที่พี่พยาบาลแจกตอนอยู่สนามหลวงยื่นให้เขา เป็นการเสียสละด้วยความเต็มใจให้และไม่หวังสิ่งตอบแทนใดๆ เพราะคิดว่าเราคงอึดทนนานเพื่อรอส่งท่านและเชื้อพระวงศ์เสด็จฯผ่าน ก็แหมขนาดยืนงานคอนเสิร์ตจีนี่ 6 ชม.เต็มยังยืนได้เลย นี่แค่4ชม. จิ๊บๆ แต่ร้อนจริงๆนะท่าน😂
ช่วงใกล้บ่าย3คนก็เริ่มแน่นขึ้นอีกรอบ คนในที่เดินออกและคนนอกก็อยากจะเข้าไปแต่ก็คงเข้าไม่ได้แล้วเพราะไปต่อไม่ได้ แรกๆก็แอบรู้สึกหงุดหงิดนะ เพราะร้อนมั้งแต่ไม่ได้บ่นอะไรออกมาได้แค่คิด พอได้คุยกับน้องอีกคนนึงที่เพิ่งเดินเข้ามาก็เข้าใจได้ว่าเค้าจะเข้าไปหาแม่เค้าที่อีกฝั่งเลยคลาดกัน
ยิ่งนานไปเริ่มใกล้เวลาเสด็จต่างคนก็ต่างไม่ไหวทั้งพี่ที่เรามากับเค้าด้วยและน้องคนหน้าที่กำลังจะไม่ไหว ไอเราก็หอบหนังสือสมุดมาอ่านสอบวันรุ่งขึ้นจ่ะ แต่ไม่ได้อ่านจ่ะ เลยเอาสมุดออกมาพัดให้คนรอบๆข้างแทน ผลัดกันพัดเพราะพยาบาลไม่ได้เข้ามาแล้วต้องดูแลกันเอง555 ใจนึงก็เป็นห่วงว่าน้องด้านหน้าจะไม่ไหวแล้วเหมือนกันเลยพัดให้แล้วบอกว่าทนอีกนิดนะขบวนจะเคลื่อนออกมาแล้วก็ดีขึ้น
     เมื่อขบวนเสด็จ แดดก็ยังคงส่องต่างคนต่างชูกล้องขึ้นถ่าย พอเราถ่ายไปสักพักแขนก็เริ่มล้าละ
เริ่มปวดเมื่อย แต่ก็โอเค๊ สู้ๆแค่ได้เห็นรถยนต์พระที่นั่งผ่านก็ถือว่าเป็นบุญตาของเด็กน้อยคนนี้มากแล้ว :') น้ำตาพาลจะไหลอีกรอบแต่ก็ต้องฮึบๆไว้ บอกกับตัวเอง"ท่านไปสบายแล้วนะ" การที่ได้รับ-ส่งเสด็จครั้งนี้ถือว่าเป็นการรับเสด็จครบทุกองค์ตั้งแต่ฉันได้เกิดมา แม้จะไม่ได้เห็นในหลวงในขณะที่พระองค์ยังทรงประทับบนรถยนต์พระที่นั่งคอยโบกพระหัตถ์ทักทายประชาชนชาวไทยแล้วก็ตาม แต่ก็รู้สึกปลาบปลื้มใจเป็นอย่างมาก และนับว่าโชคดีที่ตัวเองยังไม่เป็นลมไปซะก่อน 
         ขากลับเริ่มรู้สึกขาชาๆปวดหัวตื้อๆแล้วเหมือนกัน แต่ภาพเหตุการณ์ที่เศร้าแต่แฝงไปด้วยเรื่องดีๆมากมายแบบนี้ยังคงตรึงอยู่ในความทรงจำของฉันไปตลอดชีวิต ทั้งการได้ร่วมส่งท่านเสด็จสู่สวรรคาลัย การได้เจอกับมิตรภาพใหม่ๆ และการช่วยเหลือเกื้อกูลกันในหมู่ประชาชนทุกคนต่างช่วยเหลือกัน ยิ้มให้กันและร้องให้ไปพร้อมๆกัน เลยคิดว่านี่แหละคือที่มาของ "สยามเมืองยิ้ม" ของแท้แน่นอน😊

   ขอให้พระองค์ทรงสบายพระทัยไม่ต้องห่วงประชาชนตรงนี้แล้วนะคะ ท่านทรงเหน็ดเหนื่อยพระวรกาย ทรงงานหนักมาตลอด70ปีเพื่อคนทั้งประเทศนับว่ามากพอแล้ว ถึงเวลาที่พระองค์จะได้พักอย่างเต็มที่แล้วจริงๆ
ส่วนที่เหลือนั้นพวกเราจะสานต่อในการทำความดี ตั้งใจทำหน้าที่ของตนเองให้ดี จะรัก จะดูแลกันและกันตลอดไป และจะน้อมนำคำสอนของพระองค์มาใช้ในการดำเนินชีวิตต่อไป ท่านจะยังคงอยู่ในใจของคนไทยทุกคนตลอดมา


สุดท้าย ฉันนับว่าฉันโชคดีมากที่ได้เกิดมาอยู่ใต้ร่มพระบารมีของพระองค์ที่ทั้งรู้สึกสงบร่มเย็นและทั้งชีวิตของฉันมีพ่ออยู่ 2 คนที่ดีกับฉันมากและฉันก็รักเขามากเช่นกัน ทั้งพ่อแท้ๆทางสายเลือด และพ่อของแผ่นดินก็คือ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ รัชกาลที่ ๙❤️❤️

ป.ล.รอบนี้บันทึกยาวมากจริงๆค่ะและเก็บไว้เป็นความประทับใจส่วนตัว หลากหลายความรู้สึกที่ทั้งอึมครึม โศกเศร้า ตื้นตัน ยิ้มทั้งน้ำตา มารวมกันหมดเลย หลังจากนี้ก็กลับสู่โหมดโน้ตปกติเหมือนเดิมแล้วค่ะ

SHARE
Written in this book
maewmhoo diary
Writer
PnutTzZ
Photographer Student
นักเขียนอ่อนประสบการณ์ เล่าเรื่องตามอารมณ์ ชอบกิน ชอบถ่ายรูปและท่องเที่ยว

Comments

NTzSealLover
3 years ago
นี่เป็นนักข่าวแท้ๆ
แต่ไม่มีโอกาสเข้าไปในพิธีเลย เพราะต้องอยู่เวรที่สถานีตลอด

เป็นอีกหนึ่งเรื่องราวดีๆบนความเศร้า ที่เราต้องจดจำจริงๆนะ😊
Reply
PnutTzZ
3 years ago
ใช่ค่ะ ครั้งหนึ่งในชีวิต
ความรู้สึกแบบแม่พลอยสี่แผ่นดินก็มาเลยทันที อิอิ