รักครั้งแรก...
 รักครั้งแรกของคุณเป็นอย่างไร?
  ฉันจะไม่ถามว่าคุณจำมันได้มั้ย เพราะไม่มีใครลืมมันหรอก...  
...ติดตาตรึงใจ...
  สำนวนไทยช่างชาญฉลาด คนไทยโบราณฉลาดนะ คุณว่ามั้ย? ภาษาที่สมองเราเรียนรู้ภาษาแรกคือภาษาภาพ เพราะฉะนั้นเราจึงจะจดจำด้วยภาพได้ดีกว่า สมองคนเราค่อนข้างซับซ้อนเรามักจะจดจำสิ่งที่เกี่ยวเนื่องกับความรู้สึกของเราได้ดีกว่า สิ่งอื่นๆ ที่เราไม่ค่อยได้มีความรู้สึกหรือมีส่วนร่วมมากนัก นี่เป็นสาเหตุหลักๆ ที่เรามักจะจำแฟนเก่าได้ดีกว่าข้อมูลที่เราจำเป็นต้องใช้ในหน้าที่การงาน หรือบทเรียนที่กำลังจะต้องสอบในอีกไม่กี่อาทิตย์ข้างหน้า 

  ลมที่ระเบียงโรงแรมพัดเข้ามาปะทะใบหน้าของฉันเบาๆ วิวเมืองใหญ่ยามค่ำคืนสวยจนสามารถสะกดอารมณ์ที่กำลังแปรปรวนในจิตใจได้ดีทีเดียว
เสียงเพลงคละเสียงพูดคุยจากในห้องจัดเลี้ยงยังคงดังออกมาเป็นระยะ แต่ฉันไม่ค่อยใส่ใจมันสักเท่าไหร่นัก ฉันมาเพราะแค่จะมาบริจาคเงินเข้าสมคนศิทย์เก่าแล้วตั้งใจว่าจะแอบแวบกลับเงียบๆ ด้วยความไม่ชอบเข้าสังคมเท่าไหร่ แต่ว่ามีอุปสรรค์นิดหน่อยตรงที่ดันมีรถใครก็ไม่รู้มาจอดปิดรถฉันไว้ถึงสองคัน ทำให้ไม่สามารถกลับได้...
...ช่างเถอะ อยู่จิบไวน์นิดหน่อยจะเป็นไรไป...
เสียงเลื่อนประตูห้องจัดเลี้ยงเบาๆ ทำให้ฉันรู้ว่าฉันไม่ได้ครองระเบียงนี้คนเดียวอีกต่อไป...
“ไง หนีมาทำอะไรตรงนี้เนี่ย” หนุ่มมาดเซอร์เดินออกมาพร้อมกับขวดเครื่องดื่มในมือ เขาชันตัวขึ้นนั่งตรงขอบระเบียง ไม่ไกลจากฉันนัก ไม่ต้องให้แนะนำตัวซ้ำฉันจำเข้าได้ไม่มีวันลืม ถึงแม้ว่ากาลเวลาจะทำให้คนตรงหน้าเปลี่ยนไปแค่ไหนก็ตาม
“ไม่ค่อยสบายนิดหน่อยน่ะ” อาการป่วยการเมืองและยิ้มการเมืองถูกฉกมาใช้ทันที
ถึงแม้ว่าตอนนี้ฉันจะมีความกล้าที่จะรับตรงๆ ว่าเขาเป็นรักครั้งแรกของฉัน แต่ด้วยกาลเวลา สิ่งที่ผ่านเข้ามาในชีวิตและเรื่องต่างๆ ทำให้ฉันไม่มีอาการเก้อเขินอย่างที่ควรจะมี 
แต่ความดีใจลึกๆ แล้วก็ไอ้ความรู้สึกหวานปะแล่มๆ ที่ดันตีตื้นขึ้นมาเนี่ย ถ้าบอกว่าไม่รู้สึกก็ดูจะโกหกเกินไปหน่อย

รักครั้งแรกของฉันเป็นการแอบรัก แอบแบบแอบสุดๆ แม้กระทั่งตอนเรียนจบที่ทุกคนจะนิยมเดินไปบอกรักกันฉันก็ยังไม่ทำ เพราะฉันแน่ใจในคำตอบที่จะได้กลับมาว่ายังไงก็ต้องแห้ว ฉันเลือกจะค้างตอนจบของรักครั้งแรกไว้ที่การแอบรัก
...เพราะไม่อยากให้มันกลายเป็นอกหัก...
“เป็นไงบ้าง” คำถามคลาสสิกที่ต้องถามกันทุกคนในงานเลี้ยงรุ่นหลุดออกมาจากปากเขา
“ก็ดีนะ...”
“ดี? ยังไงล่ะ? สบายดี? การงานดี? การเงินดี?” อีกฝ่ายรุกเร้าให้ได้คำตอบที่สามารถดำเนินบทสนทนาต่อได้ ทั้งๆ ที่ฉันเลือกคำตอบที่ยากจะต่อบทสนทนาไปแล้ว
“...ก็ดีหมดแหละ..” ฉันเลือกตอบง่ายๆ
“ความรักดีมั้ย?”
ฉันรู้ว่ากล้ามเนื้อใบหน้าของฉันกำลังยิ้มการเมืองเรื่อยๆ เหมือนที่เริ่มทำตั้งแต่จบจากที่นี่ไป แต่ภายในใจฉันกลับกำลังโหวงแปลกๆ เพราะความเจ็บช้ำจากครั้งก่อนกลับเข้ามีรีเพลย์ในหัวฉันอีกครั้ง
ฉันคิดว่าความรู้สึกรักหรือชอบ ตามหลักการแล้วน่าจะเกิดจากสมอง แต่ไอ้ความแปลบๆ ที่ขั้วหัวใจเวลานึกถึงใครบางคนนี่มันไม่อาจจะอธิบายได้จริงๆ ว่ามันคืออะไร
“อย่าพูดถึงมันเลย” ฉันหันหลังจากวิวเมือง
สายตาฉันทอดยาวไปในงานเลี้ยงรุ่นเพื่อนบางคู่ ขอใช้คำว่าบางคู่เพราะว่าพวกเขาเกิดหมุนวนมาเจอกันอีก หลังจากจบประถมไป แล้วจากความเป็นเพื่อนก็ดันแปลเปลี่ยนเป็นความรักได้ไงก็ไม่รู้ ทั้งๆ ที่ตอนประถมกัดกันยิ่งกว่าหมากับแมว
“แล้วนายอ่ะ เป็นไงบ้าง...” ฉันเลือกถามกลับ
“เรื่องไหนล่ะ ถ้าสุขภาพก็แข็งแรงดี การงานก็เพิ่งเริ่มเข้าเทรนงาน การเงินก็ยังฝืดๆ นิดหน่อย” เขาหัวเราะน้อยๆ เหมือนมันไม่สลักสำคัญนัก “สวยขึ้นเยอะนะ”
คำชมง่ายๆ ของเขาที่ฉันเคยได้ยินจากคนที่เป็นเพื่อนเก่านับเป็นสิบๆ รอบของวันนี้ แต่พอมันออกมาจากปากเขา เหมือนมีกระแสไฟฟ้ามากระตุกหัวใจที่ด้านชามานานแล้วให้กระตุกขึ้นอีกครั้ง ฉันหายใจลึกๆ เพื่อกดความรู้สึกนั้นไว้
...ลงไปเดี๋ยวนี้ ไม่เข็ดรึไง...
“ขอบคุณ”
ถึงแม้จะพยายามควบคุมน้ำเสียงแค่ไหน แต่อัตราการประสบความสำเร็จต่ำมาก สังเกตได้จากอาการร้อนวาบที่หน้าบอกชัดๆ เลยว่ากำลังเขิน
“เห็นคนอื่นบอกว่าเธอไม่ค่อยกลับไทยหรอ?” เขาถามขึ้น คงได้ข้อมูลนี้มาจากพวกเพื่อนๆ คนอื่นๆ  
ฉันกวาดตามองไปรอบๆ ห้องจัดเลี้ยง เห็นเพื่อนๆ ที่จับกลุ่มกันคุยอยู่เนืองๆ ไม่แปลกใจที่ข้อมูลของเพื่อนแต่ละคนจะแพร่กระจายกันภายในห้องนั้นอย่างรวดเร็วยิ่งกว่าการแพร่เชื้อไวรัส
“ประมาณนั้นแหละ งานน่ะ” ฉันตอบเสียงเบื่อๆ เมื่อนึกถึงการเดินทางเรื่องงานครั้งต่อไป..
“ทำไมไม่เรียนสถาปัติล่ะ…” คำถามที่ฉันคาดไม่ถึงดังขึ้นข้างตัว
แบบว่าถ้าเกิดว่าไม่ทันสังเกต ไม่มีส่วนไหนของบทสนทนาที่จะดึงมาถึงประโยคนี้เลยรึเปล่า…
“ทำไมล่ะ?” ฉันเก็บความแปลกใจไว้ไม่อยู่จนต้องหันไปมองหน้าเขา
“…” ความเงียบเข้าครอบเราสองคนไว้อย่างแนบเนียน สายตาของเขามีแววตาแปลกๆ แฝงออกมาในแบบที่ฉัน
ไม่เคยคาดว่าจะได้เห็นมาก่อน
…ไม่เอาน่า ไม่ใช่มั้ง…
ฉันพยายามปัดคำตอบที่ลางสังหรณ์กำลังพยายามตะโกนลั่นในหัว ใจของฉันสั่นระรัวทั้งกลัวทั้งเครียดทั้งดีใจผสมกัน
ไปหมด ไม่รู้จะหยิบความรู้สึกไหนขึ้นมาก่อนดี…
“หึ ลืมไปแล้วสินะ…” แล้วเขากลับเป็นคนผินหน้าออกไปมองวิวไฟเมืองก่อน
คำพูดนั้นทำให้ฉันไม่สามารถเก็บความสงสัยได้อีก ถึงแม้สัญชาตญาณจะเตือนว่าฉันควรจะจบบทสนทนานี้ไว้ตรงนี้ แต่ถ้าปล่อยให้คาใจแบบนี้ ไวน์อีกกี่แก้วก็ไม่สามารถจะทำให้ฉันหลับน๊อกได้ในคืนนี้แน่ๆ
“อะไรอ่ะ? ฉันลืมอะไรหรอ?”
บอกกันตรงๆ เลยว่าฉันตอนนี้อยากจะกลับไปซัดหน้าฉันคืนนั้นให้ร่วงจริงๆ!!
“นานจนเกือบเป็นนิทานได้แล้วมั้ง” เขาเปิดปาดขึ้นพร้อมๆ กับจิบเครื่องดื่มในมือ “ตอนนั้นเหมือนว่าเด็กผู้หญิงคนนึง
กำลังร้องไห้เพราะโมเดลบ้านพัง ยิ่งร้องไห้ยิ่งขี้เหร่จนทนดูไม่ไหว…”
เท่านั้นแหละ ภาพความจำในหัวของฉันก็วิ่งกลับเข้ามาเหมือนภาพเพลย์แบคในหนัง แต่ไม่ต้องใส่ฟิลเตอร์ซีเปีย เพราะในความทรงจำของฉันสีมันยังชัดเจนอยู่! 
  ฉันร้องไห้เพราะโดนเพื่อนแกล้งพังโมเดลบ้านที่ตั้งใจทำจากกล่องลังอย่างดีเพื่อมาส่งครู มันไม่ใช่แค่การบ้าน สำหรับฉันในตอนนั้นการได้ฝันถึงบ้านในอนาคตมันช่างมีความสุขมากมายเหลือเกิน
“หยุดร้องได้แล้ว ขี้เหร่!”
ยิ่งโดนว่าอย่างนั้นยิ่งทำให้ฉันร้องไห้หนักเข้าไปใหญ่ มือเล็กๆ ของเด็กชายที่สูงไม่มากกว่าฉันนักเอื้อมมาเช็ดหน้าฉัน
มันไม่เบาอ่อนโยนอย่างที่คุณคิดหรอก ปาดไปทีทั้งปากทั้งจมูกเลย ทำเอาขี้มูกไปเปื้อนแก้มอีก
“เดี๋ยวสร้างให้ใหม่! เดี๋ยวเราจะสร้างให้ใหม่เอง! หยุดร้องเถอะน่า”
“ฮึก.. ไม่ต้อง... ส่งครูไปแล้วนี่...” แล้วฉันก็ร้องไห้ต่อ สภาพตอนนั้นคงโคตรน่าสมเพช
ถึงแม้ว่าครูจะให้คะแนนแล้วก็เถอะ แต่ความเสียดายของเด็กน้อยไม่หายไปเลย มันคือบ้านในความฝันในจินตนาการ
ของเด็กน้อยที่ไม่มีอะไรมาแทนไอ้โมเดลกล่องลังนมนั้นได้...
“โอ๊ย! เอาบ้านจริงๆ เลยมั้ย! เอาแบบนี้เลย ผ้าม่านแบบนี้ใช่มั้ย สีขาวๆ หลังคาแบบนี้เลยนะ เดี๋ยวทำให้ หยุดร้องๆ”
เด็กชายตรงหน้าคงหงุดหงิดหรือไม่ก็ลนลาน มือทั้งสองของเด็กชายปาดไปมาบนหน้าของฉัน
“...”ฉันจำไม่ได้ว่าพูดอะไรไป ภาพมันหายๆ วูบๆ น่ะ
“แล้วจะเอาอะไรเล่า!” เด็กชายกระชากเสียง
“... เอาบ้านหมาด้วย” ฉันขี้ไปที่บ้านหมาของเพื่อนอีกคน
“ได้ๆ บ้านหมาด้วยนะ ไม่ร้องแล้วนะ”
“อื้อ... เราออกแบบบ้านนะ...” ฉันตอนเด็กลืมเรื่องเสียใจไปได้สนิทเลยล่ะมั้งตอนนั้น เพราะคิดว่ากำลังจะได้บ้านจริงๆ เป็นของตัวเอง...
“เอาสิ เธอเรียนออกแบบบ้าน เราจะเรียนสร้างบ้าน แล้วมาสร้างบ้านด้วยกัน” เด็กชายยิ้มให้
รอยยิ้มวันนั้นยังติดตาฉันเพราะว่าภาพมันย้อนแสงนิดๆ เลยเหมือนว่ามีออร่าอยู่หลังเด็กชายคนนั้นน่ะ
ฉันจำได้ลางๆ ว่าเรายื่นนิ้วไปเกี่ยวก้อยสัญญากัน 
 “เฮ้ย... ยังจำได้อยู่หรอ” ฉันถามอย่างไม่อยากเชื่อ
“ถ้ารู้ว่าเธอจะลืม ฉันไม่จำหรอก โคตรน่าโมโหเลย” ผู้ชายตรงหน้าแยกเขี้ยวใส่ฉัน แต่ฉันไม่ได้เห็นหนุ่มเซอร์คนนี้อีก
ต่อไป ฉันเห็นเป็นเด็กน้อยคนนั้นซ้อนทับขึ้นมาแทน...
คำตอบของรักครั้งแรกของฉันชัดเจนขึ้นมาทันทีโดยไม่ต้องถามซ้ำ
“ขอโทษ...” ถึงจะพูดไปอย่างนั้น แต่ว่าฉันหุบยิ้มไม่ได้เลยสักนิด ฉันเผลอยิ้มที่ไม่ใช่ยิ้มการเมืองแต่เป็นยิ้มจริงๆ ออกมา
สายตาคนตรงหน้าอ่อนอย่างเห็นได้ชัด 
... When you feel my heat
Look into my eyes
It's where my demons hide
It's where my demons hide
Don't get too close
It's dark inside
It's where my demons hide
It's where my demons hide
   เสียงเพลงในห้องจัดเลี้ยงตัดความหวานที่กำลังอุ่นรื้นในใจฉันทันที... ถึงเพลงจะไม่เข้าบรรยากาศ แต่เตือนสติได้ดีมาก
“แล้ว… ยังอยากได้บ้านหลังนั้นอยู่มั้ย…” เขาถามขึ้นด้วยน้ำเสียงไม่แน่ใจ ถึงแม้แสงไฟรอบๆ ตัวจะสลัว แต่ฉันมั่นใจได้เลยว่าใบหน้าของคนตรงหน้าแดงขึ้น 
They say it's what you make
I say it's up to fate
It's woven in my soul
I need to let you go
  ฉันสบตาคนตรงหน้า สายตาที่เต็มไปด้วยความหวังของเขา ประกายตาแบบนั้นทำให้ความมั่งคงในใจฉันค่อยๆ สั่นคลอนลงจนน่ากลัว… ฉันสูดลมหายใจลึกๆ พยายามรวบรวมสติให้มากที่สุด 
Your eyes, they shine so bright
I wanna save that light
I can't escape this now
Unless you show me how
  ความเจ็บแปลบแล่นไปทั่วขั้วหัวใจของฉัน ความเจ็บช้ำในแบบที่คาดไม่ถึงประเดประดังเข้ามา ฉันไม่รู้ว่าเขากำลังจะเจ็บแค่ไหนแต่ตัวฉันเอง เจ็บล่วงหน้าไว้ก่อนแล้ว น้ำลายในปากของฉันหนืดเหนียวฝืดคอ
“ขอโทษนะ ฉันพวกอยู่ไม่ติดที่น่ะ…” 

 ‘…เอาบ้านหมาด้วยนะ’
…ถ้าตอบไปแบบนั้นจะเป็นอย่างไงนะ ฉันยังคงถามตัวเองอยู่ทุกครั้งที่ฉันนอนไม่หลับ…  
SHARE
Writer
semiColon
perfectly incomplete
ⓒ1993 | นักเขียน | นักเดินทาง เขาว่ากันว่าคุณน่าจะมีเพื่อนราศีธนูสักคน คุณน่าจะลองเป็นเพื่อนเราดูนะ

Comments

Kp_falling
3 years ago
เศร้า
Reply
whiteearth
2 years ago
โฮเสียดายอ่ะ อยากให้เป็นเเฟนกันจังเลย...
Reply