ไดอารี่ของเวลาหนึ่ง #1
เคยคิดไหมว่าคนๆหนึ่ง ผ่านเข้ามาในชีิวิตเรา ผ่านเข้ามาทำความรู้จักกับเรา ได้รู้จักชื่อ รู้จักความเป็นไป รู้กับความรู้สึกนิึกคิดของเขา แล้ววันหนึ่งเราก็อยากรู้สึก ให้เราไม่รู้จักกันได้ไหม

ชีวิตในมหาลัย เป็นเสมือนการเริ่มต้นของชีิวิตจริง ทุลักทุเลมากกว่าชีวิตม.ปลาย มากกว่าชีวิตวัยเด็ก มหาลัยเป็นเสมือนประตูหน้าก่อนเข้าสู่โลกแห่งความจริง ทุกคนต้องผ่านด่านมากมาย ทั้งเพื่อน พี่ อาจารย์ การใช้ชีวิต การรับผิดชอบทั้งตัวเองและต่อกลุ่ม และที่แท้แน่นอนก็คือ ความรัก

มันอาจเป็นเวลาสั้นๆของการเริ่มต้นของชีวิตปี 1 ของมหาลัย แต่มันเป็นอะไรที่ทำให้ผได้รู้จักกับทุกคนๆเยอะมาก ตั้งแต่วันแรกที่พี่ว๊ากเข้ามา ทำให้เราได้รู้จักกัน ได้ทำกิจกรรมด้วยกัน ทั้งของมหาลัย เราต่างอาสากันมา ตอนนั้นไม่ได้รู้จักกันเลย ไม่เคยรู้ว่าชอบอะไร ไม่เคยรู้ว่ามากจากที่ไหน แต่หลังจากเราได้เจอกัน มากขึ้นๆ กิจกรรมทำให้เราได้ใกล้ชิด จนบางทีก็ทำให้ผมคิดเกินเลยกับเธอไปก็ได้ 

ในงานคอนเสิร์ทที่มหาลัยจัดให้ ผมไม่รู้ว่าผมรู้สึกยังไงกับเธอ ผมไม่รู้เลยว่าต้องทำตัวยังไงกับเธอ ผมรู้แค่ว่าเธอไปไหนผมไปด้วย ตอนนั้น เราก็ยังไม่สนิทกันมากขนาดนั้น แค่รู้จักกัน รู้จักกันในฐานะเพื่อน แต่ระหว่างนั้น ระหว่างที่เธอกำลังเดินออกไปข้างหลัง ระหว่างที่เธอกำลังจะบอกว่าให้ผมอยู่ตรงนี้ไป เธอกลัวผมไม่ได้อยู่ใกล้กับเวที แต่จริงๆผมไม่ได้ห่วงเรื่องนั้น ผมห่วงเธอมากกว่า ผู้ตัวเล็กๆอย่างเธอกับคนที่แออัดเข้ามา ถึงแม้จะมีการตรวจเข้มงวดก่อนเข้ามา แต่มันก็ไม่ได้รับประกันเสมอไปว่า ทุกคนจะปลอดภัย เธอพยายามขยั้นขยอ ผมก็กลับบอกเธอว่า 
                               "เธอไปไหนเราไปด้วย เราอยากดูแลเธอ"
ไม่รู้ว่าผมพูดไปได้ยังไง ไม่รู้ตัวด้วยซ้ำว่าผมพูดไปแล้ว ผมพูดออกไปโดยไม่ได้ดูเลยว่าผมอยู่ในสถานะอะไร ผมแค่พูดออกไป แล้วเธอก็ยอมให้ผมไปด้วย  นั่นคงเป็นครั้งแรกที่ผมรู้สึกแล้วว่าความรู้สึกผมมีให้เธอ มันแตกต่างจากคนอื่นๆ แตกต่างออกไปอย่างเห็นได้ชัด

หลังจากนั้นผมก็ลืมเรื่องนี้ไปสนิท ด้วยเพราะว่ากินกรรมต่างๆที่พี่ว๊ากสั่งมา ประจวบด้วยเราจู่ๆก็กลายเป็นหัวหลักของหลายๆงานไป ทำให้เราทั้งคู่ได้ออกห่างกัน ห่างกัน และห่างกัน ระหว่างนั้นผมก็ได้เจอกับสิ่งต่างๆ ทำความรู้จักกับพี่ๆเพื่อนๆมากขึ้น จนจู่ๆ ช่วงอ่านหนังสือสอบเราก็ได้กลับมาพบกันอีก ตอนแรกผมไม่ได้คิดว่าจะเจอเธอด้วยซ้ำ ผมคิดว่ามันคงเป็นเรื่องบังเอิญมากกว่า แล้วตอนนั้นมันก็ทำให้ผมได้ชุคคิดขึ้นมาว่า                                                                                                              "นี่เราไปทำอะไรมาเนี่ย"
ผมเพิ่งรู้สึกตัวตอนนั้น แต่หลายๆอย่างก็เปลี่ยนไปมากแล้ว ทั้งกลุ่มเพื่อนใหม่ที่เธอมี ทั้งความโดดเดี่ยวที่ผมเจอ ผมไม่รู้ว่าทำไมตอนนั้นเราถึงกลับมาเจอกัน แต่ที่ผมรู้ ว่าผมจะไม่ปล่อยมันอีกครั้งหนึ่งแน่

ผมเริ่มกลับหาเธออีกครั้ง ผมเริ่มกลับเค้ามาคุยกับเธอครั้ง เธออยู่ไหนผมก็จะไป ถึงเธอไม่ชวนผมก็จะไป ตอนนี้ผมรู้สึกเหมือนกับเป็นคนบ้า เธอไปไหนผมก็อยากจะตามไป ผมกลับไม่รู้สึกเลยว่ามันแย่แค่ไหน ผมกลับคิดว่ามันเป็นอะไรที่ดีซะต่างหาก ผมได้บอกความลับนี้กับเพื่อนอีก 2 คน เพื่อนคนหนึ่งเป็นเพื่อนที่อยู่ใกล้กับเธอเหมือนกับผม แต่ก็รับประกันได้ว่าเขาไม่ได้เป็นคู่แข่งกับผมแน่นอน ผมอยู่กับเธอทั้งทำงาน ทั้งกิจกรรม ถึงแม้จะไม่ได้ทำงานกลุ่มเดียวกันก็เถอะ เพราะระหว่างผมหายไปกลุ่มเธอก็เต็มแล้ว และแล้วผมได้เข้าไปอยู่ในสายตาเธอซักที ผมมีตัวตน ผมได้ทำอะไรกับเธอมากขึ้น แน่นอนผมไม่เคยเข้าหาเธอในแบบเพื่อนเลย ผมเข้าไปในแบบตัวผมมากที่และพยายามทำอะไรหลายๆอย่างที่ทำให้เธอรู้

ผมกฎเหล็กกฎเดียวเท่านั้นที่ผมทำไม่เหมือนกับคนอื่น คือไม่แกล้งหรือทำอะไรที่เราไม่ชอบ ซึ่งกฎนี้ผมตั้งมาตั้งนานแล้ว ก็มีบางคนที่อาจเขาเล่นมาก่อนก็อาจจะมีเล่นกลับบ้าง แต่สำหรับใครหลายๆคนผมไ่ม่เคยเลย มันเป็นเสมือนกำแพงที่ผมตั้งมา แต่คนอื่นไม่เคยมีกำแพงนี้ มันคืออุปสรรคที่ผมสร้างและผมพยายามก้าวข้ามมันไปให้ได้

แต่เวลามันไม่เคยรอใคร เมื่อมีคนๆหนึ่งเข้ามาระหว่างชีวิตผมและเธอ เธอดูจะดีใจเธอดูจะปลื้ม เธอดูจะรัก เธอดูจะดีใจ และสนุกไปกับเขาคนนั้น ระหว่างกำแพงกำลังทลายกำแพงนั้นมาได้ กลับกลายเป็นทำให้กำแพงนั้นสูงขึ้นมาอีก เพราะคนนั้นที่ก้าวเข้า ดูเหมือนเธอจะเล่นอะไรก็ได้เท่าที่ความเป็นสุภาพบุรุษคิดไม่ซื่อทำกับสุภาพสตรีได้ ผมไม่รู้เลยว่าผมจะก้าวต่อไปอย่างไรดี พังกฎเหล็กนั้นแล้วก้าวไปแย่งเธอมา ก็ไม่ต่างอะไรกับที่ผมก็เคยแข่งกับเขาในหลายเรื่องทั้งเรียน ทั้งความสามารถต่างๆ ซึ่งผมก็แพ้มาตลอด ถ้าผมทำอย่างเดิม ผมก็คงแพ้ แต่ถ้าผมไม่พังกำแพงผมก็แพ้เหมือนกัน ดูท่ามันจะเป็นอุปสรรคที่ก้าวข้ามยากมาก เป็นหน้าผาที่สูงชันเมื่อก้าวผิดไป ก็ต่างอะไรกับการเสียเธอไป

คำปรึกษาของเพื่อนก็ดูเหมือนจะใช้ได้และใช้ไม่ได้ไปในตัว ทุกอย่างขึ้นอยู่กับตัวผม ถ้าผมทำตามเพื่อนก็ตัวผม ไม่ทำตามก็ตัวผม สุดท้ายมันก็คือตัวเรา ระหว่างผมกับเธอตอนนี้ มันเป็นเหมือนระเบิดเวลา ถ้าผมไม่ทำอะไรผมก็แพ้ ถ้าผมแก้ผิดผมก็แพ้ ถ้าผมทำถูกผมก็ได้เธอ แต่ระเบิดที่ผมต้องแก้มีสายมากกว่าร้อย ยิ่งตัดผิดมากยิ่งใกล้แพ้ ยิ่งทำไปโดยไม่คิดยิ่งไม่เหลืออะไร ดูเหมือนอนาคตจะสั้นจริงๆ ทั้งๆที่ผมเกือบได้เธอมาแบบถาวรแล้ว ก็มีเขาที่ทำให้เราต้องห่างกัน ถึงแม้ตอนนี้เธอก็เขายังเป็นเพื่อนสนิทกันแต่ถึงตอนนั้นก็อาจจะไม่ได้เป็นเพื่อนสนิทกันอีกแล้ว อาจเป็นยิ่งกว่านั้น ยิ่งกว่าเพื่อนสนิท ถ้าถึงตอนนั้นจริงสุดท้ายแล้วเราก็ต้องยอมรับความจริง ว่ากำแพงธรรมดาๆนั้นกลายเป็นกำแพงเหล็กที่หน้ามากพร้อมกับลวดหนามที่พับรอบตัว ที่ยิ่งขึ้นยิ่งเจ็บ ยิ่งขึ้นยิ่งปวด ยิ่งทรมาน สุดท้ายเราก็ต้องดูเธอกับเขาทั้งหน้าตา
SHARE

Comments