ก้าวแรกที่เท่าเทียม (Giving Kids A Fair Chance)
ไม่มีประโยคไหนในโลกนี้ที่ไม่จริงไปมากกว่า “เด็กทุกคนเกิดมาเท่าเทียมกัน" อีกแล้ว

พูดอีกอย่างหนึ่งก็คือทุกคนเกิดมามีแต้มต่อที่ต่างกัน ถ้าศูนย์คือจุดกึ่งกลางที่เท่าเทียมกันแล้ว เด็กบางคนอาจเกิดมาในครอบครัวฐานะปานกลางพอมีพอกินเรียกว่าบวกสิบ โชคดีหน่อยอาจบวกห้าสิบบวกร้อยครอบครัวมีอันจะกินไม่ต้องดิ้นรนมากมาย แต่สเกลตัวเลขนั้นมีสองด้านเมื่อมีขวาก็ต้องมีด้านซ้าย มีเด็กอีกหลายชีวิตที่เกิดมาติดลบครอบครัวยากจน ลบห้าลบสิบลบร้อยต่างกันออกไป ถ้าเทียบโอกาสในเรื่องพัฒนาการเด็กสองกลุ่มที่อยู่กันคนละขั้วนั้นมันแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง เด็กที่เกิดมาในครอบครัวที่เพรียบพร้อมทั้งพ่อแม่ที่ให้ความรักเอาใจใส่ มีเม็ดเงินสนับสนุนรองรับย่อมมีโอกาสในการเจริญเติบโตได้อย่างเต็มที่มากกว่า ส่วนเด็กที่เกิดมาในครอบครัวพ่อแม่เลี้ยงเดี่ยว พ่อแม่เป็นวัยรุ่นวุฒิการศึกษาไม่จบแม้กระทั่งมัธยมปลาย ทำงานหามรุ่งหามค่ำไม่มีเวลาดูแลลูกอย่างใกล้ชิด หรือยิ่งแย่ไปกว่านั้นเด็กที่ถูกทอดทิ้งให้เติบโตมาในสถานเลี้ยงเด็กกำพร้าที่ไม่มีเม็ดเงินสนับสนุนดูแลทั้งจากภาครัฐและเอกชนที่เพียงพอ ปริมาณพี่เลี้ยงต่อเด็กไม่สมดุลดูแลได้ไม่ทั่วถึง เติบโตตามยถากรรมอันโหดร้าย พูดได้อย่างเต็มปากว่าเด็กเหล่านี้แทบไม่ได้รับโอกาสที่เท่าเทียมในก้าวแรกของชีวิตเหมือนกับเด็กที่มีแต้มต่อทางด้านบวกเลยสักนิด

หนังสือ “ก้าวแรกที่เท่าเทียม” ของ “เจมส์ เจ. เฮกแมน” ได้กล่าวเอาไว้ว่าเด็กด้อยโอกาสเกิดมาในสภาพแวดล้อมที่ไม่ได้รับการเสริมสร้างทักษะ (ทั้งทักษะทางปัญญาและทักษะทางพฤติกรรม) เทียบเท่ากับเด็กที่เกิดมาในครอบครัวชนชั้นกลางหรือชนชั้นสูง มีผลวิจัยมากมายที่แสดงให้เห็นแล้วว่าสติปัญญาของเด็กรวมไปถึงนิสัยอารมณ์และการอยู่ร่วมกับสังคมไม่ได้ขึ้นอยู่กับพันธุกรรมเพียงอย่างเดียว ช่วงปฐมวัยของเด็กทุกคน (ตั้งแต่แรกเกิดจนถึงประมาณ 6 ขวบ) เป็นช่วงที่สำคัญมากในการพัฒนาทักษะในทุกๆด้าน "เด็กเล็กที่ไม่มีใครเหลียวแล มักมีปัญหาด้านสติปัญญา ด้านสังคมและอารมณ์ และด้านสุขภาพตลอดช่วงชีวิต"

มีภาพที่เป็นตัวอย่างที่ชัดเจนภาพหนึ่งของความแตกต่างระหว่างเด็กปฐมวัยที่เติบโตมาคนละขั้วของการเลี้ยงดูในหนังสือเล่มนี้ เป็นภาพแสกนสมองของเด็กวัยสามขวบสองคน เด็กด้อยโอกาสที่ถูกทอดทิ้งนั้นมีขนาดศีรษะเล็กกว่า สมองมีโพรงสมองที่ขยายกว้าง เนื้อสมองน้อยกว่า และมีภาวะสมองฝ่อ

ผลดีของการที่ครอบครัวมีครบทั้งพ่อและมีคอยดูแลเด็กนั้นเป็นเรื่องรับรู้กันในวงกว้าง แต่สิ่งที่สำคัญมากกว่านั้นคือ "คุณภาพ" ของสิ่งแวดล้อมที่อยู่รอบตัวเด็ก ยกตัวอย่างเช่นเด็ก 3 ขวบที่เติบโตมาในครอบครัวที่พ่อแม่ทำงานด้านวิชาการจะมีคลังคำศัพท์อยู่ประมาณ 1,100 คำ เด็กที่เติบโตมาในครอบครัวผู้ใช้แรงงานมี 750 คำ และเด็กจากครอบครัวที่พึ่งพาสวัสดิการรัฐ (ครอบครัวยากจนในประเทศอเมริกา) มีอยู่แค่ 500 คำ ซึ่งน้อยกว่าครึ่งหนึ่งของเด็กในกลุ่มแรกเสียอีก รายได้ที่มากขึ้นทำให้พ่อแม่ดูแลเด็กได้ดีขึ้น มีส่วนร่วมในพัฒนาการของเด็กมากขึ้น มีเวลาใส่ใจในรายละเอียดหาข้อมูลและคอยปรับปรุงวิธีการเลี้ยงดูให้ดีขึ้นเรื่อยๆ

ถึงตรงนี้คงพูดได้ว่า 'เงิน' และ 'ฐานะ' มีส่วนกำหนดเส้นของชีวิตของเด็กคนหนึ่งคงไม่ผิดมากนัก แต่จะให้พ่อแม่ผู้ทำงานหามรุ่งหามค่ำมาเป็นผู้รับผิดอย่างเดียวคงไม่ถูกต้องนัก แค่เพียงหาเงินมาประทังปากท้องก็หนักหนามากเพียงพออยู่แล้ว สังคมที่พวกเขาอยู่ โดยเฉพาะรัฐบาลที่ควรหันมาเหลียวแลเด็กเหล่านี้ให้มากยิ่งขึ้นรึเปล่า การใช้จ่ายภาษีเพื่อพัฒนาโครงการช่วยเหลือเด็กด้อยโอกาสให้มากขึ้นอาจดูเหมือนการตำน้ำพริกละลายแม่น้ำเพราะไม่เห็นผลทันทีเหมือนการอัดฉีดเม็ดเงินเข้าช่วยภาคธุรกิจต่างๆ แต่เชื่อหรือไม่ว่าการลงทุนในเด็กๆเหล่านี้จะมีผลตอบแทนที่คุ้มค่าในระยะยาวมากกว่าการลงทุนในตลาดหุ้นของอเมริกาซะอีก (รายละเอียดหาอ่านได้จากหนังสือนะครับ)

มีสองโครงการที่ผู้เขียนนำมาพูดถึงในหนังสือคือ "โครงการแพร์รี่" และ "โครงการเอบีซีดาเรียน" ทั้งสองโครงการทดลองส่งเสริมสภาพแวดล้อมช่วงปฐมวัยให้ดีขึ้น ใช้วิธีการสุ่มเลือกเด็กเข้ากลุ่มและติดตามผลจนพวกเขาโตเป็นผู้ใหญ่ โครงการทั้งสองแสดงให้เห็นว่าการส่งเสริมความสมบูรณ์ของสภาพแวดล้อมในช่วงแรกของชีวิตนั้นมีผลบวกอย่างมากต่อทักษะทางปัญญา พฤติกรรม ผลการเรียน การทำงาน และการอยู่ร่วมในสังคม โดยผลกระทบของโครงการนั้นจะคงอยู่ไปยาวนานแม้ว่าเด็กๆจะออกจากโครงการไปแล้วก็ตาม

เด็กที่เข้าร่วมโครงการเมื่อเติบโตเป็นผู้ใหญ่ (40 ปีสำหรับโครงการเอบีซีดาเรียน และ 30 ปีสำหรับโครงการแพร์รี่) มีการศึกษาที่สูงกว่า มีรายได้มากกว่า มีแนวโน้มที่จะมีบ้านของตัวเองมากกว่า มีพฤติกรรมในสังคมที่ดีกว่า โอกาสในการถูกจำคุกน้อยกว่า พึ่งพาสวัสดิการของรัฐมากกว่า แถมไม่พอยังมีสุขภาพทั้งกายและใจที่ดีกว่าอีกด้วย

กลับมามองที่บ้านเรา ตามนโยบายรัฐบาลด้านเด็กปฐมวัย พ.ศ. ๒๕๕๕-๒๕๕๙ ที่กระทรวงศึกษาการได้นำเสนอให้รัฐบาลนั้น ผมเห็นว่ามีการเขียนแผนการดำเนินงานที่ค่อนข้างดีอย่างในยุทธศาสตร์ที่ ๑ มีโครงการส่งเสริมการเจริญเติบโตโภชนาการของเด็กปฐมวัยในศูนย์เด็กเล็ก คลีนิกเด็กสุขภาพดี โครงการเกษตรเพื่ออาหารกลางวันและอาการเสริมนมสำหรับเด็กปฐมวัย โครงการพัฒนาบุคลากรภาครัฐ และอีกหลายอย่าง ฟังดูเข้าทีและมีแนวโน้มว่าใครสักคนเล็งเห็นประโยชน์ของการเริ่มต้นที่เท่าเทียมของเด็กเหล่านี้ ปัญหาของรัฐบาลบ้านเราไม่ใช่ประสิทธิภาพในการเขียนแผนการและร่างโครงการที่สวยงาม แต่มันคือการลงมือปฏิบัติอย่างต่อเนื่องและการติดตามผลงานอย่างเคร่งครัด มากไปกว่านั้นเมื่อมีเม็ดเงินจำนวนมากหมุนเวียนสนับสนุนสิ่งที่สามารถเกิดขึ้นได้คือการคอรัปชั่นกินเงินภาษีของประชาชนอีกด้วย ซึ่งพูดกันตามตรงครับว่านี้คือจุดที่ศรัทธาของผมสั่นคลอน อาจเป็นเพราะประสบการณ์ของตัวเองตั้งแต่ไหนแต่ไรที่เห็นโครงการมากมายถูกทอดทิ้งเมื่อรัฐบาลเปลี่ยนมือและต้องมารื้อฟื้นเริ่มใหม่อยู่เรื่อยๆ คงเป็นเรื่องน่าเศร้าถ้าโครงการสวยหรูเหล่านี้เป็นหนึ่งในจำนวนนั้นที่ถูกทิ้งร้างในที่สุด

สำหรับผู้ใหญ่ทุกคนที่มีแต้มต่อ อยู่ในสถานะที่สามารถยื่นมือช่วยเหลือ ไม่ว่าเล็กน้อยเพียงใด ไม่ว่าเอกชนหรือภาครัฐ ขอให้รู้ไว้ว่าเราไม่เพียงให้หยิบยื่นโอกาสในการใช้ชีวิตที่ดีขึ้นแก่เด็กๆเหล่านี้ แต่เรากำลังสร้างสังคมที่น่าอยู่มากขึ้น ประเทศที่มีเต็มไปด้วยบุคลากรคุณภาพ เศรษฐกิจที่มีพลวัต สร้างความเสมอภาคและลบช่องว่างความเหลื่อมล้ำในสังคมในเวลาเดียวกัน เพื่อลูกหลานของตัวเราเองทั้งนั้น

ไม่มีประโยคไหนในโลกใบนี้ที่ 'ควร' เป็นจริงไปมากกว่า “เด็กทุกคนเกิดมาเท่าเทียมกัน” อีกแล้ว
SHARE
Written in this book
More Than Just a Book
หนังสือที่มากกว่าหนังสือ
Writer
sopons
writer
ผมมีความสุขกับการอ่านหนังสือ ชอบเดินทางไปในที่ใหม่ๆ เรียนรู้วัฒนธรรมที่แตกต่าง พบเจอเรียนรู้ผู้คน รักการถ่ายรูปและธรรมชาติ มีความสุขทุกครั้งที่ได้นั่งมองเหม่อดูเมฆเคลื่อนตัวบนท้องฟ้า นอนบนทุ่งหญ้าแล้วดมกลิ่นดินที่ลอยคลุ้ง รักและมีความสุขกับการได้คลุกตัวอยู่กับการเขียนหนังสือ ยินดีที่ได้รู้จักทุกคนและพร้อมรับฟังความคิดเห็นเสมอครับ - โสภณ ​ศุภมั่งมี ผลงานหนังสือ : The Nerd of Microsoft, คิดสุดปลายเท้า, สวิสที่ฝัน ในวันที่ตื่น, คิวชู | ภูเขา | เงาจันทร์ | blog : aftertomorrow.co | fb/tw/ig : sopons | Columnist : The Matter, the101.world, GQ Thailand, Don't Magazine | Writer : สนพ. Salmon | Work Contact : 0891919698

Comments

imonkey7
3 years ago
ง่า
ตั้งแต่มีลูกก็คิดถึงเรื่องนี้มากเหมือนกัน
แต่บางอย่างก็ทำได้แค่ รับฟัง พูดไป แล้วลืมเลือน
Reply