ขอบคุณที่รับฟัง

[c]

ใครกันจะชอบความมืด เมื่อสัมผัสส่วนใหญ่ของมนุษย์ คือการมองเห็น

ผมเอง ก็ไม่ชอบความมืด
แต่บางครั้ง ที่ไฟถูกปิด ผมก็ชอบคิดเข้าข้างตัวเองว่าจะได้รับรู้ถึงสิ่งที่มากกว่าที่สัมผัสอยู่

เมื่อสิ่งที่มองเห็นอยู่ตรงหน้าคือทุกอย่าง ลองลบมันทิ้งเสียบ้าง ก็เหมือนได้ลอยอยู่ท่ามกลางความเวิ้งว้างที่ว่างเปล่า 

หากแสงเล็กๆยังคงส่องประกาย จากปลายนิ้วที่กดลงบนแป้น สะท้อนก้องเป็นกังวาลในความคิด

สิ่งที่เกิดขึ้นเขาเรียกกันว่า ‘เสียง’ ประสาทสัมผัสเดียวของมนุษย์ที่ผมไม่เคยมีสิทธิ์เอื้อมไปถึง
ผมอาจจะพูดเหมือนผมไม่ใช่มนุษย์ และแท้ที่จริงแล้ว ผมก็ไม่อาจมั่นใจได้ว่าผมใช่
เมื่อสิ่งมีชีวิตสองขาหน้าตาเผ่าพงศ์วงส์เดียวกันที่เดินแออัดไปมาบนทางเท้าดูจะไม่สามารถเข้าใจอะไรผมเลย ไม่ต้องพูดถึงเพื่อนในห้อง หรือโรงเรียน .. น่าตลกไหมล่ะ เจ้าหางฟู แมวที่บ้านยังจะดูเข้าใจผมมากกว่า ตอนมันจ้องหน้าทำตาปริบๆ

บางที ผมอาจจะเป็นแมวก็ได้
เป็นแมวที่จิ้มนิ้วลงบนแป้นเปียโนเป็น

ด้วยสัมผัสของปลายนิ้ว ทำให้ผมรู้สึกว่าได้เข้าใกล้สิ่งที่เรียกกว่า ‘เสียง’ ได้มากที่สุด
บทเพลงแต่ละบท ผมเล่นวนซ้ำๆจนจำได้ น้ำหนักที่กด และจังหวะที่เร่งสลับช้า บอกให้ผมรับรู้ได้ถึงความหมาย
แต่นั่นล่ะ .. ผมไม่เคยได้ยิน

เขาว่าเพลงบอกความรู้สึกได้ .. ถ้ามีใครมาได้ยินเพลงที่ผมกำลังเล่นอยู่นี้ ใครคนนั้นจะเข้าใจในความรู้สึกของผมไหมนะ .. หากผมสามารถสื่อสารผ่านวิธีนี้จนมีคนเข้าใจ ก็คงดี

หากผมได้ยินเสียง มันคงขาดห้วงไปเสียดื้อๆ แต่สิ่งที่ผมรับรู้คือมือตัวเองที่หยุดชะงัก เมื่อไฟในห้องซ้อมดนตรีถูกกดเปิด

[d]

“ช่วยฟังให้หน่อย” ในที่สุดฉันก็หยุดประโยคนี้ไปจนได้ หลังจากอ้ำอึ้งอยู่นาน
แต่เขาคนนั้นกลับทำเพียงแค่เลิกคิ้วขึ้นสูง ฉันจึงต้องสูดลมหายใจ รวบรวมความกล้า แล้วพูดทวนประโยคอีกครั้ง “ช่วยฟังเพลงนี้ให้หน่อย”

คิดแล้วก็อยากตบปาก หันหลัง เอาหน้าไปซุกกำแพง อะไรกันนะที่ทำให้ฉันตัดสินใจมาขอร้องคนประหลาดที่เพิ่งเจอกันไม่กี่วันแบบนี้

เสียงเปียโนเพราะๆนั่น ฉันคิดว่ามันดังมาจากห้องซ้อมสุดทางเดินที่อยู่ถัดไปแท้ๆ แต่พอเข้าไปในห้องที่อยู่ติดกันด้านหน้า กดสวิซเปิดไฟ ก็ดันเห็นนายนี่นั่งหัวโด่อยู่ ... คนอะไรปิดไฟเล่นเปียโน

แต่ก็เอาเถอะ เหมือนเศษหน้าจะร่วงลงพื้นดังกราว พยายามพูดขอโทษเท่าไรเขาก็เอาแต่ส่ายหน้า ฉันตั้งใจว่าจะเดินออกไป แต่เขาก็เข้ามาขวางไว้ ไม่พูดอะไร แต่ชูภาพในมือถือให้ดู

‘ไม่เป็นไร’

“ไม่เป็นไร” ฉันเอ่ยตอบ จะแทรกตัวออกไป แต่เขาดันกลับเข้ามาให้ แล้วเป็นเขาที่เดินจากไปแทน

สามวันนับจากนั้น ฉันไม่เคยได้พบเขาอีก กระทั่งเมื่อเย็นวันก่อน ตอนไปห้องซ้อมดนตรี

เสียงเปียโนแบบนี้ ห้องปิดไฟแบบนี้ ฉันรู้ได้ทันทีว่าต้องเป็นเขา

ทั้งๆที่รู้ว่าเป็นการเสียมารยาท แต่แรงดึงดูดบางอย่างทำให้ฉันหยุดยืนอยู่ตรงนั้น แอบฟังเพลงของเขาอยู่นาน คล้ายเสียงที่เกิดจากเส้นเล็กๆที่ถูกเคาะจนกังวาลจะส่งผ่านบางอย่างได้ แต่คนอย่างฉันมีหรือจะเข้าใจ คนที่แยกเสียงร้องของตัวเองไม่ออกด้วยซ้ำว่าเป็นโน้ตอะไร

แต่ถ้าเป็นเขาคงบอกได้... คนที่ปิดไฟเล่นเปียโน แถมยังเพราะอย่างประหลาดแบบนั้น คงมีความสามารถในเรื่องดนตรีไม่ธรรมดา ฉันรู้มาว่าเขาพูดไม่ได้ แต่หลังจากจงใจเข้าไปทดสอบอยู่สองสามครั้ง ฉันคิดว่าเขาฟังฉันเข้าใจ

จะแปลกไหม ถ้าจะขอให้เขาช่วยฟังเพลงให้สักเพลง

‘ทำไมต้องเป็นเราล่ะ’ ข้อความถูกพิมพ์ใส่ในหน้าโน้ตบนมือถือยื่นมาให้ ฉันต้องอธิบาย

“คือเค้าอยากได้ความเห็นของคนแปลกหน้า คือว่า อยากได้ความเห็นแบบตรงไปตรงมาว่ามันเป็นยังไง แถมยังเคยได้ยินเสียงตอนเล่นเปียโน มันเพราะมากเลยนะ คิดว่าต้องเป็นคนมีเซนส์ทางดนตรีดีแน่ๆ”

พูดไปก็พยายามยิ้มให้กว้าง ท่าทางเป็นมิตร แต่เพื่อนสนิทเขาที่นั่งอยู่ข้างกันดูท่าทางไม่ค่อยสบอารมณ์เท่าไร

‘อย่าดีกว่า’ เขาส่งคำตอบกลับมา ฉันหน้าสลดทันควัน

“ว่าอยู่แล้วเชียว จู่ๆขอร้องแบบนี้...”

ระหว่างกำลังถอนใจ ฉันได้ยินเสียงเคาะโต๊ะสองครั้ง พอเงยหน้าขึ้นมาก็เจอมือถือที่มีข้อความใหม่

‘ร้องไปสิ จะฟังให้’

ฉันไม่แน่ใจว่าตัวเองดีใจแค่ไหน แต่น่าจะดีใจมากๆ

ประตูห้องเก็บกระจกเก็บเสียงถูกปิดจนแน่ใจว่าสนิท ทั้งๆที่ห้องย่อยเล็กๆนี้ถูกสร้างขึ้นเพื่อให้นักเรียนใช้ประชุมหรือติวหนังสือกันในห้องสมุด แต่วันนี้ฉันกลับเอามาใช้เป็นห้องซ้อมร้องเพลงเสียอย่างนั้น

เก้าอี้มีพนักสีเขียวให้ความรู้สึกไม่จากนั่งอยู่ในห้องสัมภาษณ์ ข้างหน้ามีดวงตาของคนแปลกหน้าสองคู่มองรออยู่ ฉันสูดลมหายใจเข้าช้า รวบรวมความกล้า แล้วเริ่มร้องเพลง...

[e]

ผมไม่รู้ว่าทำไมเธอถึงเข้ามาหา พร้อมคำขอร้องแบบนั้น ผมรู้ว่าโจเพื่อนสนิทของผมที่นั่งอยู่ข้างๆไม่พอใจขนาดไหน แต่ผมก็ไม่คิดว่าเธอจะมีเจตนาร้าย สายตา ท่าทางของเธอจริงใจ

แต่อะไรกันที่ทำให้เธอคิดว่าคนอย่างผมจะสามารถวิจารณ์บทเพลงของเธอได้

แต่สิ่งที่ผมไม่เข้าใจมากกว่า คือ อะไรทำให้ผมรับปากว่าจะรับฟังบทเพลงของเธอ ทั้งๆที่ผมรู้ว่า จะทำอะไรไปไม่ได้มากกว่า การพยายามอ่านปากว่าเธอเอ่ยคำว่าอะไร

หากรู้ตัวอีกที ‘ร้องไปสิ จะฟังให้’ ก็ถูกพิมพ์ลงมือถือ ส่งให้เธอไปแล้ว

เธอดูดีใจมาก และเหมือนว่าความดีใจนั้น จะส่งผลให้ผมรู้สึกดีใจไปด้วย

เธอนั่งลงบนเก้าอี้ตัวที่ยังว่างอยู่ตรงหน้าผมพอดี สูดลมหายใจเตรียมพร้อม แล้วเริ่มร้องเพลง

ผมยกมือสองข้างขึ้นประสานกันวางบนโต๊ะ พยายามตั้งใจฟัง... ทั้งที่ผมไม่ได้ยิน

[f]

นึกย้อนกลับไปในตอนนั้นกี่ครั้ง ก็ยังรู้สึกแปลกใจ อาจเป็นเพราะเป็นการร้องเพลงที่แต่งเองให้คนแปลกหน้าฟังครั้งแรกก็ได้ อยู่ๆถึงรู้สึกว่าจังหวะในอกมันเต้นแรงกว่าปกติ และสุดท้ายฉันก็ไม่อาจทนเผชิญกับสายตาคู่ตรงหน้าได้อีกต่อไป นี่ใช่ไหมที่เขาเรียกว่าเขิน .. อยากจะมุดลงดินหนีไปจากตรงนั้น ทั้งๆที่เป็นคนขอให้เขาช่วยฟังให้แท้ๆ

สุดท้ายฉันก็ตัดสินใจหมุนเก้าอี้กลับหลัง ซึ่งน่าจะนับได้ว่าเป็นการกระทำที่บ้าบอที่สุดในชีวิต

ฉันเชื่อว่าระยะเพียงเท่านี้ อย่างไรเสีย เสียงที่เขาได้ยินก็คงไม่ต่าง .. ฉันนั่งหันหลังร้องจนเพลงจบ

‘ก็เพราะดีนี่’ เขาพิมพ์ข้อความใส่มือถือส่งมาให้ฉัน ‘เขินเหรอ’

ฉันไม่กล้าตอบ ได้แต่หัวเราะ และคิดว่าหน้าตัวเองคงแดงมาก เพราะรู้สึกได้ว่ามันกำลังร้อนจัด

“ไม่เคยร้องให้คนอื่นฟังอย่างนี้” นั่นเป็นความจริง อย่างมาก ก็เพียงแค่ท่อนสองท่อน ไม่ใช่ทั้งเพลง และยิ่งไม่ใช่เพลงแต่งเองที่ไม่กล้ามั่นใจได้ว่ามันดีหรือไม่ดี .. นั่นสิ .. คงจะเขินจริงๆ

เขาไม่รู้หรอกว่าการรับฟังของเขามันมีความหมาย แม้เขาจะไม่ได้วิจารณ์ติชมอะไรมากมายก็ตาม

ฉันขอบคุณเขา แล้วเดินกลับออกมาจากห้องนั้นเงียบๆ พร้อมความอิ่มใจที่ได้รู้จักคนใจดีเพิ่มขึ้นมาอีกคนหนึ่ง

แต่แล้วทุกอย่างก็พลันพังทลาย ด้วยคำพูดประโยคเดียว

“แกไม่รู้จริงๆเหรอว่า คนเป็นใบ้มักจะหูหนวกด้วย” .. จะว่าโง่ก็ได้ แต่ .. ฉันไม่รู้มาก่อน

“แต่เขาฟังฉันรู้เรื่องนะ”

“เรียกว่าเขาอ่านปากแกรู้เรื่องดีกว่า” เพื่อนฉันกล่าว พร้อมยัดข้าวเข้าปากเคี้ยวตุ้ยๆ

และไม่ว่าฉันจะไปถามใคร ทุกคนต่างให้คำตอบเป็นเสียงเดียวกัน .. เขาฟังฉัน ไม่ได้ยิน

เย็นวันนั้นฉันจึงตัดสินใจไปดักรอพบเขาที่ห้องซ้อมดนตรี ตั้งใจว่าจะต่อว่าที่เขามาหลอกฉัน แต่พอเจอหน้ากัน ฉันอายในความโง่ของตนเองเกินกว่าจะพูดอะไรได้ เสียงเปียโนเพราะอย่างประหลาดของเขาหยุดลงทันทีที่ฉันเดินเข้าไป เขาหันมายิ้มให้ แต่ฉันกลับน้ำตาไหลโดยไม่รู้ตัว

“คิดว่าเค้าโง่มากใช่ไหม ทั้งๆที่ไม่ได้ยินอะไรแท้ๆ...”

เขาพิมพ์ข้อความบางอย่างลงในมือถือ ยื่นส่งให้ แต่ฉันไม่รับ

ฉันเดินหนีออกมาทั้งๆอย่างนั้น

[g]

ข้อความสองพยางค์ยังอยู่ข้างบนหน้าบันทึกในมือถือของผม ‘ขอโทษ’ ผมอยากให้เธอรับรู้มัน แต่เธอไม่แม้แต่จะยอมรับไปอ่าน หากผมเป็นคนปกติทั่วไป ผมคงใช้เสียงของผมตะโกนบอกเธอได้

แต่นั่นแหละ คือสิ่งที่ผมไม่มี

ผมฟุบตัวลงกับเปียโนเต็มแรง แป้นที่ถูกกดลงพร้อมกับคงจะให้เสียงอันพินาศ หากสำหรับผม ทุกอย่างมีเพียงความเงียบ...

[a]

ในพักกลางวันวันหนึ่ง จู่ๆประธานนักเรียนก็เดินเข้ามาหาฉัน บอกว่ามีเรื่องธุระบางอย่างจะคุยด้วย และฉันต้องแปลกใจมากเมื่อทำนองหนึ่งดังขึ้นจากไฟล์เสียงในมือถือของคนคนนั้น .. ทำนองเดียวกันกับเพลงที่ฉันแต่ง

ฉันไม่เคยรู้เลยว่าจะสร้างทำนองนี้ออกมาได้อย่างไร เพราะแม้แต่โน้ตตัวเดียวที่ฉันร้องออกมา ฉันก็ไม่เคยรู้ว่ามันคือโน้ตตัวไหน

แต่วันนี้ ทำนองเพลงนี้มาพร้อมข้อเสนอของกรรมการนักเรียนที่ว่า จะขออัดเพลงนี้ไว้เป็นที่ระลึก

ฉันถามต่อว่าเขาไปได้ทำนองนี้มาได้อย่างไร จึงรู้ว่ามือเปียโนรุ่นคนหนึ่งเป็นคนเล่น .. แปลก มือเปียโนคนนั้นจะได้ฟังเพลงนี้ได้อย่างไร ในเมื่อ...

ฉันไม่มีอะไรขัดข้องกับการอัดเพลง ตรงกันข้าม ฉันนับว่าเป็นความภาคภูมิใจอย่างยิ่ง และจะยิ่งยินดี ถ้าบทเพลงนี้ได้เป็นของทุกคนจริงๆ จึงเสนอให้ขอเพื่อนในรุ่นมาช่วยกันร้อง

หนึ่งอาทิตย์ผ่านไป บทเพลงทุกอย่างเริ่มเป็นรูปเป็นร่าง และระหว่างช่วงพักของการอัดเสียง ฉันก็มีโอกาสได้ถามมือเปียโนประจำรุ่นของเราว่าไปได้ยินเพลงนี้มาจากไหน

เขานั่นแหละ.. ที่ยื่นไฟล์เสียงอัดที่ฉันร้องมาให้ เพื่อถามความเห็น

“ตอนแรกก็แปลกใจอยู่ ที่เขาเข้ามาคะยั้นคยอให้ฟังว่ามันเพราะ” มือเปียโนรุ่นเล่า พร้อมหัวเราะเบาๆ “เขาจะรู้ว่ามันเพราะได้ยังไง ในเมื่อเขาไม่น่าจะได้ยินมันด้วยซ้ำ แต่นั่นล่ะ ผลปรากฏว่า ถึงจะมีจังหวะขาดๆเกินๆนิดหน่อย แต่ก็นับว่าเพราะจริงๆ ไม่น่าเชื่อว่าคนแต่งจะเล่นดนตรีไม่เป็นแม้แต่ชิ้น...”

ฉันควรจะดีใจกับคำชมนั้น แต่ทำไมกัน .. ฉันกลับไม่ดีใจเลยสักนิด

ประโยคหนึ่งสะท้อนวนไปเวียนมาในหัว ‘เขาจะรู้ว่ามันเพราะได้ยังไง ในเมื่อเขาไม่ได้ยินมันด้วยซ้ำ’

ประโยคนั้นทำให้ฉันได้ย้อนคิดอีกครั้งว่า “ได้ยิน” กับ “รับฟัง” ต่างกันแค่ไหน

ฉันตัดสินใจขอร้องคนแปลกหน้าอีกครั้งหนึ่ง ฉันคิดว่าได้เวลาแต่งเพลงเพิ่มขึ้นมาอีกเพลง และคงต้องให้มือเปียโนช่วย .. ไม่ใช่ช่วยเล่นทำนอง แต่ให้ช่วยแกะทำนองออกมาเป็นตัวโน้ต

เช้าวันจันทร์มาถึง พร้อมกับรายการเสียงตามสายที่ประกาศแนะนำเพลงใหม่ แม้มันจะถูกเปิดระหว่างทุกคนเดินไปเข้าแถวที่สนาม อาจมีหลายคนที่ไม่อยากได้ยินมันเท่าไร แต่ฉันก็ดีใจ

แต่เขาคงไม่ได้ยิน...

เอาเถอะ ฉันสูดลมหายใจ

เพลงใหม่ใกล้จะเสร็จแล้ว

[b]

ผมแอบภูมิใจไปด้วยเล็กๆ เมื่อโจบอกผมว่าเช้าวันนี้เพลงที่เธอแต่งได้เปิดเป็นวันแรก ผมมองไปรอบๆ มีบางคนที่ดูจะตั้งใจฟัง และมีบางคนที่จดจ่ออยู่กับการวิ่งไปให้ทันเข้าแถว .. ผมอยากฟังบ้าง แต่คงไม่มีโอกาส

หลังเลิกเรียน อยู่ๆโน้ตแผ่นหนึ่งก็มาวางอยู่บนเปียโนที่ผมเล่นประจำ พร้อมเขียนจ่าหน้าเสร็จสรรพว่าถึงผม ฝาเปียโนถูกเปิดขึ้น แป้นสีขาวสลับดำอันแสนคุ้นตาทักทายผมด้วยความเงียบอีกครั้ง ก่อนที่ผมก็ลองกดโน้ตตามประดาษแผ่นนั้นไปเรื่อยๆ.. จนจบเพลง ก็ยังไม่มีอะไรเกิดขึ้น

ผมถอนใจ คงจะมีใครเล่นตลกแน่ๆ ผมไม่น่าบ้าจี้ตามเลยจริงๆ

แต่จู่ๆ ไฟที่เปิดอยู่ก็ปิดลง หากโน้ตบนกระดาษแผ่นนั้นยังสว่าง พร้อมข้อความว่า ‘เล่นอีกครั้ง’ ที่ปรากฏขึ้นมา

นี่มันเรื่องบ้าอะไรกันแน่ .. แต่ผมก็ทำตาม

เป็นลำดับโน้ตที่ไม่ซับซ้อนมาก เพียงแค่เล่นอีกครั้งผมก็เริ่มจำได้ และทันทีที่โน้ตตัวสุดท้ายเล่นจบ แสงไฟก็กลับสว่างขึ้นอีกครั้ง

เหมือนภาพหมุนวนย้อมกลับ เมื่อเธอคนนั้นเดินเข้ามา ต่างกันที่รอบนี้เธอยืนยิ้มร่า และผมยังคงไม่เข้าใจว่ามันเกิดอะไรขึ้น

เธอขยับปากบอกให้ผมเล่นเพลงเมื่อครู่นี้อีกครั้ง และเมื่อผมนิ่ง เธอก็ยิ่งคะยั้นคะยอ และบอกต่อว่าให้เล่นโดยไม่มองโน้ตเพลง

ผมเลิกคิ้ว แต่สุดท้ายก็ทำตาม พลางนึกสงสัยว่าเธอกำลังจะทำอะไร

และเมื่อจบท่อนที่ผมเดาว่าน่าจะเป็นอินโทร มือเธอก็เริ่มขยับ พร้อมกันกับริมฝีปาก

ผมมั่นใจว่าเพลงกำลังร้องเพลง .. เพลงที่มีภาษามือ แล้วจู่ๆผมก็หยุดชะงัก

เธอขมวดคิ้ว บอกให้ผมเล่นต่อ ทำหน้าเหมือนจะดุ แต่ในตามีประกายหัวเราะ

เล่นต่อไปจนเพลงจบ โดยไม่รู้ว่าตั้งแต่เมื่อไรที่น้ำใสๆเอ่อขึ้นที่ขอบตา

‘จากเพียงเสียงเล็กๆที่มันไม่ดัง เธอยังฟังและทำให้ดังขึ้นมา
จากฝันเล็กๆที่ดูไร้ค่า เธอทำให้มีความหมาย
จากข้อความเล็กๆแค่ไม่กี่คำ สร้างความทรงจำดีงามมากมาย
ขอบคุณที่รับรู้มัน ขอบคุณที่รับฟังฉัน ขอบคุณที่ทำให้ฝันได้กลายเป็นจริง’

เพลงนี้เป็นคนละเพลงกับที่ผมได้ฟังเมื่อครั้งก่อน ครั้งนั้นผมรับรู้ข้อความแค่ช่วงก่อนที่เธอจะหันเก้าอี้ไป แต่ความรู้สึกบางอย่างทำให้ผมเชื่อมั่นได้ว่ามันต้องเป็นเพลงที่ไพเราะ .. เพราะความรู้สึกของเธอที่ส่งผ่านมาบอกผมว่าอย่างนั้น

ผมไม่รู้ว่าเธอไปหัดเรียนภาษามือมาตั้งแต่เมื่อไร แต่นับว่าใช้มันได้ดีเลยทีเดียว เธอบอกผมด้วยภาษามือว่า ผมน่าจะเข้าใจภาษามือได้ง่ายกว่าการอ่านริมฝีปาก และเชื่อว่าเราจะเป็นเพื่อนกันได้

ผมยื่นข้อความ ‘ขอโทษ’ ที่เธอยังไม่เคยได้อ่านส่งให้ และเธอตอบกลับมาว่าไม่เป็นไร เพราะสิ่งที่ผมรับรู้มันมีค่ามากกว่าเสียงสูงเสียงต่ำหลายเท่านัก

ในวันนี้เองที่ผมได้รู้ว่า การ ‘ได้ยิน’ กับการ ‘ได้ฟัง’ ต่างกันแค่ไหน

ขอบคุณที่เข้าใจกัน
ขอบคุณที่รับฟังฉัน
ขอบคุณที่ทำให้ฝันได้กลายเป็นจริง...

----------------------------------------------------------------------------------

*หมายเหตุที่มา : นับว่าเป็นแรงบันดาลใจหลังดูหนังเรื่อง Koe No Katachi ก็นึกถึงเรื่องนี้ขึ้นมาได้ แต่ตัวเนื้อหาไม่มีส่วนเกี่ยวข้อกับตัวหนังแต่อย่างใด :3 #ขอบคุณที่รับฟัง #ครัช #กราบ
SHARE
Writer
Sukritsra
Human
นักท่องเที่ยวในความคิด ใช้ชีวิตในเรื่องราว | I write the story that writes who I am. | ทุกตัวอักษรของฉัน คือคำอธิบายตัวฉันที่ดีที่สุดแล้ว :))

Comments

Gwind
3 years ago
อ่านแล้วรู้สึก
" Wow " ครับ
Reply
Sukritsra
3 years ago
ตอบช้าไปแปดเดือน T^T ดีใจที่ชอบนะคะ กราบค่ะ ถถถ
Deux
11 months ago
ดีครับ
Reply