มนุษย์คำถาม
      ผมตั้งคำถาม เราจะเป็นใครหากไร้ซึ่งปัจจัยภายนอก สิ่งที่อาจช่วยบ่งบอกชี้ชัดให้เห็นข้างใน...ความคิด, การประมวลผล, การตัดสินใจในทุกแง่มุม จะยังสามารถคงสภาพไว้ได้อยู่หรือไม่ รุ่นพี่สมัยเรียนมหาวิทยาลัยคนหนึ่งก็เคยพูดเรื่องราวทำนองนี้กับผม ผมไม่ใช่คนริเริ่มเปิดการสนทนา เธอเป็นฝ่ายปริปากเล่าความนัยที่คั่งค้าง ไม่แน่ใจนัก รู้สึกเหมือนเธอกล่าวถึงการเดินไปบนเส้นทางข้างหน้า แน่นอน เธออยู่ปีสุดท้าย ย่อมเป็นเรื่องธรรมดาที่จะกังวลต่อหนทางขั้นต่อไป แต่ผมคิดผิด เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับเธอในกาลยาวไกลต่อจากนั้นทำให้รู้ว่าตัวผมคิดผิดถนัด อาจเป็นเพราะผมไม่ได้สนใจน้ำเสียงหรือสีหน้าอันผิดวิสัยจากที่ควรเป็น มีเพียงข้อมูลที่ดูเหมือนเธอจงใจส่งมาให้รับรู้ ตอนนั้นผมจดจ่อต่อสิ่งตรงหน้ามากเกินไป...คำพูดของรุ่นพี่ เธอบอกว่าตัวเธอไม่ได้วาดภาพช่วงชีวิตที่ผ่านพ้นวัยสามสิบ
      "แล้วพี่วาดภาพวัยสามสิบไว้อย่างไร ?" ผมกล่าวถามเธอด้วยรอยยิ้ม เธอขึ้นต้นด้วยคำว่า"หิมะ" ตัวเธอนั่งอยู่ในบ้านหลังน้อยที่ดูอบอวลด้วยไอกรุ่นท่ามกลางป่าลึกในวันหนึ่งกลางฤดูหิมะ เธอนั่งอยู่ในห้องกระจก มองพ้นไปไกลโพ้นสู่จุดลิบตาที่ป่าร้างไม่ได้ครอบคลุมอยู่ ผมถามที่นั่นมีอะไร มีสิ่งใดรอคอยให้ได้ประจักษ์ เธอตอบสั้นๆ
ตัวของพี่เอง
      ผมหัวเราะออกมา เธอเองก็ยิ้มระเรื่อ ผมถามต่อว่าตัวของพี่ที่เห็นเป็นอย่างไร นอกจากเธอในวัยสามสิบแล้ว เธอที่ถูกพบเห็นในภาพฝันของเธอวัยสามสิบเป็นเช่นไร
     เธอเริ่มเล่ารายละเอียด สิ่งที่เธอเห็น ตัวเธอกลายเป็นภรรยาของชายคนหนึ่ง แม่ของลูกสาวและลูกชายฝาแฝด ครอบครัวอาศัยอยู่ในคฤหาสน์หลังใหญ่แถบชานเมือง ดูเหมือนว่าทั้งสี่คนจะมีความสมบูรณ์เปี่ยมสุขทุกรูปแบบ แต่แล้วในขณะเวลาหนึ่งของชีวิตคุณนายแห่งคฤหาสน์วัยสามสิบ เธอมองไปไกลโพ้นสู่จุดลิบตาที่ซึ่งสถิตอยู่กลางป่าไร้ชื่อ หลังม่านหิมะซึ่งกำลังร่วงหล่น เธอเห็นตัวเองที่จ้องมองมายังคฤหาสน์ ตอนนั้นผมเริ่มเอะใจบางอย่าง แต่ทว่าก็ไม่สามารถอธิบายออกมาเป็นคำกล่าวเสริมเติมถ้อยเธอได้ รุ่นพี่เงียบ มองตาผมราวกับจะวิงวอนให้เอ่ยคำใด เมื่อยามถูกกดดันด้วยสายตาคู่นั้น คำพูดบางอย่างที่มิได้อยู่ใต้การควบคุมบังคับก็โพล่งออกไป
    "แล้วเกิดอะไรขึ้นต่อจากนั้น ?" นั่นดีที่สุดที่ตัวผมเป็น ตัวผมที่ได้รับอิทธิพลจากปัจจัยภายนอก จากเรื่องราวของเธอ จากสายตาของเธอ ผมเป็นแค่มนุษย์ที่คอยแต่ตั้งคำถาม กลายเป็นเด็กที่ไม่รู้วิธีหาคำตอบให้ตัวเองหรือใครๆ มีเพียงคำถาม อาจเพราะคำถามมักจะตามมาด้วยคำตอบ ตัวผมที่อ่อนแอหวังคำตอบและการสานสัมพันธ์จากผู้ตอบคำถามนั้น ความสัมพันธ์แบบใดก็ได้ผมไม่แคร์ ขอแค่คงสภาพไว้ได้ ขอแค่มีเส้นใยถักทอร้อยเรียงเป็นแหล่ง-แห่ง ที่มีสภาพมั่นคงพอที่ตัวผมจะหยิบฉวยมายึดไว้แน่น ไว้สร้างตัวตนของตัวเอง แล้วคำตอบที่ได้มาคืออะไร รุ่นพี่ตอบว่าทั้งตัวเธอในคฤหาสน์ และตัวเธอในเรือนน้อยกลางป่าร้างต่างแตกสลาย ไม่รู้ว่าฝ่ายไหนแตกสลายก่อน เธอสัมผัสถึงสิ่งที่คนทั้งสองมองเห็น มองเห็นเธอในคฤหาสน์แตกสลายอาจเป็นวินาทีเดียวกับมองเห็นเธอในป่าร้างแตกสลายดุจเดียวกัน นั่นคือคำตอบที่ชัดเจนที่สุดที่ผมได้รับจากเธอ และเป็นสายสัมพันธ์ที่เราสองสร้างขึ้น สายสัมพันธ์ที่รอคอยวันแตกสลายในวัยสามสิบ และการแตกสลายก็ค่อยๆเริ่มต้นนับแต่นั้นจนกระทั่งเธอเรียนจบ ผมเรียนจบ มารู้ตัวอีกทีผมก็ไม่สามารถติดต่อเธอได้อีกแล้ว ไม่ว่าด้วยวิธีการใด เธออาจแตกสลายไปที่ไหนสักแห่ง เพราะหากยังอยู่ ตอนนี้เธอสมควรอายุสามสิบปีแล้ว
      หลังเหตุการณ์ที่ไม่คล้ายเป็นเหตุการณ์เพราะความจริงมันเป็นเพียงเหตุปราศนาการของหญิงคนหนึ่ง ผมเริ่มตั้งคำถามเหมือนเช่นเคย เป็นมนุษย์ผู้ฝักใฝ่ในการตั้งคำถาม แต่ตัวผมเติบโตขึ้นและไม่ได้อ่อนแอเหมือนเก่า ผมพยายามคิดค้นวิธีหาคำตอบด้วยตัวเองมากขึ้น ทั้งด้วยตรรกะเชิงวิชาการและหลักปรัชญาหรือแนวคิดทางศาสนา ผมเข้มแข็งขึ้น ผมเชื่อเช่นนั้น จนกระทั่งมาเจอกับคำถามของตัวเองในวัยที่ล่วงเลยมานาน คำถามที่มอบแด่รุ่นพี่คนหนึ่ง
แล้วเกิดอะไรขึ้นต่อจากนั้น ?      ความชัดเจน ความคลุมเครือ ทั้งสองสิ่งไม่มีความหมายใดหลงเหลือในโลกแห่งวิธีการหาคำตอบที่ถูกบัญญัติขึ้นโดยใครสักคน ผมพบว่าคำตอบของรุ่นพี่มีจุดพลิกผันบางอย่างซึ่งอาจส่งผลถึงการที่เธอมิอาจมองเห็นตัวเองในวัยก้าวล่วงสามสิบ เธอบอกว่า ตัวเองเห็นหญิงทั้งสองแตกสลาย "อาจ" เป็นวินาทีเดียวกัน ความไม่แน่นอนที่ถูกซ่อนอยู่ในหลืบลึกเร้นของคำว่า "อาจ" คล้ายเป็นแสงสว่างจ้าชี้ทางออกไปสู่สถานที่ที่บรรจุคำตอบนั้นไว้ แท้จริงคำว่า "อาจ" อาจเป็นเพียงความหวังของรุ่นพี่ที่จะยึดรั้งตัวเองคนใดคนหนึ่งไว้ คนที่แตกสลายทีหลัง แม้เพียงเสี้ยววินาทีก็มีค่าเพียงพอสำหรับการนั้น แต่จะมีประโยชน์ใดกับตัวผม เมื่อเธอไม่มีอยู่ผมจึงมุ่งเน้นไปยังนิเวศที่เธอบรรยาย ผมเริ่มออกเดินทางไปทั่ว เสาะแสวงหาอาณาจักรในนิมิตของเธอ เดือนแล้วเดือนเล่า ผมใช้วันลาไปกับการตามหา ปีแล้วปีเล่า ผมท่องตามลำพังสู่โลกที่อาจไม่มีอยู่จริง แล้วในที่สุดผมก็พบ คฤหาสน์หลังใหญ่ในย่านชานเมืองซึ่งหากมองไปยังทิศเหนือจะสามารถเห็นป่าแห่งหนึ่งไกลอยู่ลิบตา ความจริงสถานที่เช่นนี้มีมากมายอยู่นับไม่ถ้วน แต่สิ่งยืนยันที่ทำให้แน่ใจ ผมต้องเดินทางไปตรวจสอบทุกป่านั้น และที่นี่ผมพบเรือนน้อยหลังหนึ่ง ผนังส่วนใหญ่ทำจากไม้ เป็นซุงขนาดใหญ่ โครงอาคารส่วนใหญ่ใช้วัสดุไม้เว้นโครงหลังคาที่เป็นเหล็ก ในห้องนอนตั้งไว้ด้วยเตียงที่ห่อคลุมด้วยหยากไย่ขาวโพลน ดูเงียบ อ้างว้าง ตอนนั้นเป็นฤดูหนาว หิมะตกลงมา แต่ไม่หนักมาก แค่เพียงพอให้ได้รู้ว่านี่เป็นฤดูอะไร เมื่อมองผ่านผนังกระจกเข้าไปในห้องนอนนั้น จู่ๆเส้นน้ำก็เริ่มหลั่งรินจากหางตาของตัวเอง ผมแสบตาอาจเป็นเพราะความขาวจ้าของภูมิทัศน์ที่ถูกสุมคลุมด้วยกองเยือกแข็ง ผมตอบไม่ได้ว่าใช่เธอหรือเปล่า ภายใต้หยากไย่พวกนั้น มีโครงกระดูกของคนคนหนึ่ง นอนอยู่อย่างนั้น กระโหลกหันไปทางที่คฤหาสน์ตั้งมั่นดำรงอยู่ การเดินทางของผมสิ้นสุด ที่นี่ไม่มีใคร ไม่มีเพื่อน ไม่มีรุ่นน้อง มีแต่การแตกสลายที่ไร้เสียง
      ผมกลับมาที่บ้าน ลางานอีกวัน ใช้เวลากับการตั้งคำถามต่อๆไป เพียงหวังให้ลืมเลือนคำถามของตัวเองและคำตอบของรุ่นพี่ แล้วมันก็บังเกิด คำถามที่มีพลังอำนาจเพียงพอให้ผมจดจ่อ โยนทิ้งปริศนาที่แล้วๆมาไปให้สิ้น เราเป็นใครหากไร้ซึ่งปัจจัยภายนอก ผมเป็นใคร ผมที่กำลังนั่งตั้งคำถามอยู่นี้อาจไม่ใช่ตัวเอง ผมกำลังตั้งคำถามเพื่อให้ลืมคำตอบที่ได้รู้ ผมรู้คำตอบเพราะผมออกเดินทางไปยังที่ซึ่งกักเก็บมันไว้ ผมออกเดินทางเพียงเพื่อตอบคำถามของคนที่เคยเป็นรุ่นน้องของรุ่นพี่คนหนึ่ง รุ่นพี่มหาวิทยาลัย อะไรทำให้ผมเข้ามหาวิทยาลัยนั้น อะไรทำให้ผมไม่เลือกทำงานแทนการเรียนต่อปริญญา ยิ่งย้อนถามผมยิ่งพบว่าตัวเองคล้ายถูกจูงมือตลอดมา โดยใครสักคน ด้วยอะไรสักอย่าง ทั้งจากภายนอก และจากภายในจอมปลอม มันจอมปลอมเพราะมันเองก็เคยเป็นปัจจัยที่อาศัยอยู่นอกความคำนึงของตัวผม แล้ววันหนึ่งมันก็ก้าวเข้ามาหน้าตาเฉย ราวกับผู้เยือนที่ไร้ความเกรงอกเกรงใจ อาจบางทีตัวผมซึ่งเป็นผู้เหย้าคงแสดงทีท่าบางอย่างเป็นการเชื้อเชิญมันเข้ามา บางทีตัวผมอาจเป็นเพียงภาชนะที่ว่างเปล่าคอยแสวงหาอะไรก็ได้มาเติมจนเต็มแล้วเปลี่ยนรูปร่าง วิวัฒนาการตัวเองให้ต่างออกไปเพียงเพื่อให้มีที่พอสำหรับสิ่งที่อาจก้าวเข้ามาต่อจากนั้น โดยไร้การควบคุม โดยไร้การคาดคะเนหรือวางแผนล่วงหน้า ผมพบว่าตัวเองกำลังจะแตกสลาย ตัวผมไม่สามารถเปลี่ยนรูปไปได้มากกว่านี้ ถึงขีดจำกัดของคนคนหนึ่งแล้ว ผมในวัยยี่สิบเก้ากำลังจะแตกสลายเช่นเดียวกับรุ่นพี่ในวัยสามสิบ ทันใดนั้นมีเสียงโทรศัพท์ดังขึ้นมา ผมมองไปยังตัวเลข เป็นเบอร์โทรศัพท์ที่ผมไม่รู้จัก ผมถอนใจโล่งอก สงบสติอารมณ์ อย่างน้อยมันช่วยชีวิตผมไว้ ภาชนะกลับมามีที่ว่างอีก แม้แค่ปริ่มปรี่ แต่ผมยังมีชีวิต ยังมีเวลาพอจะค้นหาคำตอบที่สามารถบรรลุความพอใจ หากว่ามันมีอยู่ที่ไหนสักแห่งบนโลก หรืออาจเป็นในเสียงที่ปลายสายนี้
SHARE
Written in this book
Short story
Writer
WindLiu
Walker
Live In The Mirror The In Leave

Comments