ช่องว่างระหว่างบรรทัด
ในฐานะของคนที่เคยชอบหนังสือแนวพัฒนาตัวเอง
ฉันว่าช่วงหลังมานี้หนังสือสไตล์ self-help เพิ่มขึ้นเยอะมาก
เดินไปทางไหนก็เจอ กินพื้นที่บนชั้นเรียงเป็นตับ
ทั้งภาษาไทยและภาษาอื่นๆ

10 เคล็ดลับความรวย
50 เทคนิคหาเพื่อน
40 วิธีปรับปรุงตัวเอง
25 ขั้นตอนสู่ความสุข
ฯลฯ

คงเพราะมนุษย์เราจริงๆแล้วเปราะบาง
โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่จิตใจ
เราต่างหวั่นไหว กังวล อ่อนแอ
เราต่างมองหา "ที่ยึดเหนี่ยว" ในแบบของตัวเอง

หนังสือเหล่านี้จึงได้รับความนิยม
เหมือนซื้อหนทางแก้ปัญหาได้ในราคาไม่กี่ร้อยบาท

ฉันเข้าใจ เพราะในช่วงเวลามืดมนบางช่วงของชีวิต
ฉันก็พึ่งหนังสือเหล่านี้ในการเยียวยาตัวเองเหมือนกันนะ

แต่อาจเพราะเป็นคนขี้สงสัย
หลายครั้งฉันเริ่มตั้งคำถามถึงความย้อนแย้งของหนังสือหลายๆเล่ม

บางเล่มบอกให้อยู่กับปัจจุบัน
บางเล่มบอกให้คิดถึงอนาคต

บางเล่มบอกให้มุ่งสร้าง passive income
บางเล่มบอกให้หางานที่เรา passionate หรือมีความสุขที่ได้ทำ

บางเล่มบอกให้ทำงานประจำ
บางเล่มก็บอกให้ลาออก

บางเล่มบอกให้เดินทางค้นหาตัวตน
บางเล่มบอกให้สร้างทุกอย่างจากสิ่งที่มีอยู่

บางเล่มบอกให้มองโลกในแง่ดี
บางเล่มบอกให้มองโลกตามความเป็นจริง

บางเล่มบอกว่ามนุษย์เป็นเพียงฝุ่นผงของจักรวาล
บางเล่มบอกว่าในตัวเราบรรจุขุมพลังของจักรวาลเอาไว้มากมาย

ยิงอ่านเยอะฉันก็ยิ่งสับสน
ตกลงเราเป็นอะไรกันแน่?
ตกลงหนทางที่ดีที่สุดคืออะไร?
แทนที่จะช่วยหาทางออกยิ่งทำให้เกิดตัวเลือกมากมาย
เหมือนฉันเดินวกวนไปมาในเขาวงกต

เวลาผ่านไปฉันก็เลยพักการอ่านหนังสือพวกนี้ไปโดยปริยาย
เพราะฉันไม่รู้จะเชื่อใครดี
เหมือนคดีความที่ต่างคนต่างให้การในเวอร์ชั่นของตัวเอง

หรือมันก็คือคดีชีวิต...
คดีที่ผู้คนมากมายต่างถ่ายทอดความเชื่อของตัวเอง

ใครถูก ใครผิด?
ทุกสิ่งล้วนหมุนอยู่ในวังวนความคิดเฉพาะตนหรือมิใช่?

วันนี้ฉันลองลำดับความคิดของตัวเองแล้วเปลี่ยนมุมมองใหม่
แท้จริงแล้วอาจไม่มีใครถูก แล้วก็ไม่มีใครผิดก็ได้
เพราะปัจจัยในชีวิตของแต่ละคนไม่มีวันเหมือนกัน

ขนาดแฝดแท้ที่หน้าตาเหมือนกัน
เติบโตขึ้นมาในสภาพแวดล้อมการเลี้ยงดูเดียวกัน
ยังมีแรงผลักดันภายในที่แตกต่างกันเลย

ประสาอะไรกับนักเขียนหลายๆคนที่อยู่เบื้องหลังหนังสือเหล่านี้
เขาอาจจะแค่อยากถ่ายทอดมุมมองของเขา
ส่วนเราในฐานะผู้อ่านหรือผู้เสพ
แท้จริงแล้วมีสิทธิ์ที่จะเชื่อหรือไม่เชื่อก็ได้

ฉันคิดถึงเรื่องนี้ขึ้นมา
เพราะนึกถึงบทสนทนากับนักเรียนอเมริกันที่อายุมากกว่าฉันเป็นรอบ
ในคลาสภาษาไทย เราชอบแลกเปลี่ยนความคิดเห็นซึ่งกันและกัน

คราวนั้นนักเรียนถามฉันว่า
"ผมสังเกตว่า สตาฟไทยบางคนมีชีวิตเพื่อวันนี้จริงๆ
คือได้ค่าแรงรายวันเท่าไหร่ ก็ใช้หมดเลยวันนั้น
ผมสงสัยว่าเขาไม่เก็บเงินเผื่อเหตุฉุกเฉินในอนาคตบ้างเลยเหรอ?"

ฉันเลยนึกถึงคำสอนจากหนังสือบางเล่มขึ้นมา
Live in the present.
จงมีชีวิตอยู่กับปัจจุบัน

ถ้าอย่างนั้นมันก็เป็นเรื่องไม่ดีอย่างนั้นเหรอ?
เป็นเพราะเราอยู่กับปัจจุบันมากไป
จนลืมรำลึกถึงผลที่อาจเกิดต่อมาในอนาคตรึเปล่านะ?

แต่แล้วฉันก็คิดถึงคำสอนเรื่อง "ทางสายกลาง"
มากไปก็ไม่ดี น้อยไปก็ไม่ดี

ความทุกข์ของเราล้วนเกิดจากคำว่า "เกินไป" ไม่ทางใดก็ทางหนึ่งเสมอ

เรื่องนี้ก็เช่นกัน
ฉันว่าเราควรกำหนดเป้าหมายให้ชัดเจน
เช่นพระพุทธองค์พุ่งเป้าไปที่ "นิพพาน"
แล้วกำหนดทุกปัจจุบันขณะให้สอดคล้องกับจุดหมายปลายทางที่ตั้งไว้

หรือจริงๆแล้วชีวิตก็เช่นนั้น
เราควรดื่มด่ำกับปัจจุบัน
มากเท่าๆกับที่เราควรมีเป้าหมายอันชัดเจน

การโฟกัสแต่ปลายทางจนลืมชื่นชมความงดงามระหว่างทางก็ไม่ดี
การเอาแต่ชื่นชมเส้นทางจนลืมว่าตัวเองกำลังจะไปไหนก็ไม่ดีอีกเหมือนกัน

ฉันว่านั้นคือความงดงามของ balance

...สมดุล...

ซึ่งไม่มีหนังสือเล่มไหนตอบเราได้ว่ามันอยู่ตรงไหน
นั่นคือช่องว่างที่เราต่างต้องหาคำตอบของตัวเอง.

บันทึกเมื่อ 7 ตุลาคม 2559, 11:28 PM
SHARE
Writer
Gentlediary
Language enthusiast
ความคิด I ความสนใจ I ความทรงจำ IG: Eve.piri

Comments

kanthip2626
3 years ago
เคยมีคนบอกว่าจุดหมายไม่สำคัญทำรายทาง  ^_^
Reply