พ ย า น
หลังจากมาปฏิบัติราชการชายแดนได้เพียงไม่กี่วันผมก็ต้องขึ้นสถานีตำรวจเป็นหนที่สองแล้วในฐานะพยาน...

"คืนนั้นคุณอยู่ห่างจากที่เกิดเหตุแค่ไหนครับ" ผมนึกถึงคำถามของร้อยเวรในตอนที่มาให้ปากคำครั้งแรก

"น่าจะยี่สิบกว่าเมตรครับ" ผมตอบไปในวันนั้น

"ไม่ถึงหรอก ที่ผมไปดูน่าจะสิบสองเมตรเท่านั้นแหละ" ร้อยเวรตอบมา 'เออ รู้แล้วจะมาถามทำไม' ผมยังจำความคิดตอนนั้นได้ และสรุปว่าวันนั้นร้อยเวรเหมือนจะต้องถามเองตอบเองเสียมากกว่า โดยเฉพาะเรื่องใกล้ไกลสั้นยาวอะไรนี่ ก็แหม จะมาเอาอะไรกับคนตกเลขตลอดอย่างผมล่ะ อีกอย่างก็คือผมไม่คิดว่าจะต้องมาถูกซักละเอียดยิบอะไรขนาดนี้นี่นาจะได้เตรียมคำตอบมาถูก

แต่กับการมาให้ปากคำหนนี้ต่างจากหนแรกอยู่สักหน่อย เพราะผมแทบไม่ต้องคิดหรือไม่ต้องตอบคำถามอะไรเลยด้วยซ้ำ มีหน้าที่แค่พูดคำเดียวเท่านั้น ครับ ครับ ครับ...

เรื่องของเรื่องที่ผมต้องมานั่งตอบคำถามหรือมา ครับ ครับ อะไรนี่มันเริ่มจากการที่พวกเราซึ่งประกอบด้วยพลทหารอย่างพวกผมสิบนาย จ่าสองนาย และพันจ่าอีกหนึ่งนายได้มาสับเปลี่ยนหน้าที่รักษาการชายแดนหน่วยปฏิบัติการลำน้ำโขงประจำจังหวัดแห่งนี้... หน่วยต้นสังกัดของเราคือกรมรักษาความปลอดภัยหน่วยบัญชาการนาวิกโยธิน แน่นอนหากได้ยินคำว่า รักษาความปลอดภัยนั่นหมายถึงว่า หน้าที่ของเราก็คือการมารักษาความปลอดภัยให้กับข้าราชการซึ่งประจำอยู่ที่นี่ ถ้าจะให้ง่ายก็คือมาเข้ายามนั่นแหละครับ

คืนนั้นเป็นเวรผมเข้ายามประตูหน้าพอดี ห่างจากป้อมยามไปสิบสองเมตร (ผมจำที่ร้อยเวรบอกได้) ที่ศาลาหลังโรงอาหารและสโมสรของเรานั้น จ่า น.ย. ที่มากับผม และจ่ากองเรืออีกสองคนกำลังทำความคุ้นเคยกันอยู่ แน่นอนว่าคงจะกำลังได้ที่กันด้วยเพราะแลว่าเสียงจะค่อนข้างดังเสียทีเดียว จ่ากองเรือคนหนึ่งผมเรียกแกว่าพี่เร (อยู่ที่นี่เราจะเรียกจ่าว่าพี่ให้เคยชินเพื่อไม่ให้เป็นที่สังเกตซึ่งบางคราวจำเป็นในบางสถานการณ์) ไม่ทราบว่าแกกำลังทำความคุ้นเคยมากไปหรือเปล่า เพราะที่ผมได้ยินคือการระบายอารมณ์เกี่ยวกับปัญหาของหน่วยให้จ่า น.ย. ที่เพิ่งมาถึงฟังเสียมากกว่า และต้นเรื่องของปัญหาที่พี่เรกล่าวถึงก็คือต้นเรือคนหนึ่งซึ่งกำลังกลับมาจากข้างนอกพอดี พีเรเองแกก็คงไม่รู้จักจ่า น.ย. ของผมดีพอจึงไม่รู้ว่าจ่า น.ย. กำลังรับอารมณ์ของแกมาเต็มๆ อย่างจริงจังมากกว่าด้วยซ้ำ จึงไม่รอช้าที่จะเข้าไปต่อว่าต้นเรื่อคนนั้นในทันทีที่เดินผ่านมา...

ผมเองก็ได้แต่ฟังพวกเขาโต้เถียงกันเพราะคิดว่ามันคงไม่มีอะไรมาก และมันก็ไม่มีอะไรมากจริงๆ เมื่อต้นเรือทนฟังจ่า น.ย. ระบายอารมณ์แบบสั่งสอนเสียงดังแกมขู่ตะคอกไปด้วยไม่ได้ก็เดินลงแพอันเป็นที่พักของข้าราชการส่วนใหญ่ไป... หากแต่สักพักแกก็กลับขึ้นมา...

ผมเห็นตั้งแต่แกเดินเข้าโรงอาหารมาจากด้านหน้าหรือจากฝั่งแม่น้ำโขงนั่นแล้วแต่ก็ไม่ได้สนใจอะไร ช่วงล่างของแกจะถูกบังด้วยโต๊ะกับราวรั้วอะไรต่างๆ ด้วย และไอ้ผมหรือก็ไม่ได้ช่างสังเกตสมกับเป็นยามเอาเสียเลย กอปรกับความมืดด้วยนั่นแหละ... จนกระทั่งแกพ้นโรงอาหารออกมาผมจึงได้เห็นว่าแกหิ้ว M16 มาด้วย ต้นเรือจับปืนแนบสะโพกอย่างใจเย็นในขณะที่ผมยังยืนงงอยู่เลย ไม่คิดว่าเขาจะยิงกันง่ายดายขนาดนี้นี่นา... เสียงปืนดังขึ้นขณะที่จ่ากองเรือสองคนออกวิ่งและล้มลง โดยที่จ่า น.ย. คู่อริก็คงจะงงเหมือนผมเช่นกันจึงนั่งเป็นเป้านิ่งอยู่กับที่นั่นแหละ...มึงมันดูถูกกูมากไป

ผมได้ยินต้นเรือพูดแบบนั้นก่อนหันหลังหิ้ว M16 กลับแพอย่างไม่สนใจผลงานของตัวเองหลังจากรัวไปหนึ่งชุด 'เฮ้ย! ยิงกันแล้วรึวะ!' ผมคิดพลางรีบวิ่งเข้าไป ขณะจะประคองคนเจ็บก็ได้ยินเสียงจ่า น.ย. ตะโกนบอกให้ไปตามคนขับรถจึงรีบผละออกมา เอะอะโกลาหลกันแล้วครับตอนนี้ ผมวิ่งมายังที่เกิดเหตุอีกครั้งก็ได้ยินเสียงพี่เรตะโกนเรียกหายามดังลั่นที่เดียว...

"เขายิงกันยามเผ่นแน่บเลยผมเรียกหาตั้งนานกว่าจะโผล่มา" พี่เรเล่าให้ผู้กองและคนที่มุงดูฟังหลังกลับจากโรงพยาบาลแล้ว แกโดนลูกปืนเข้าที่ใบหูจึงยังคงปากมากได้ ในขณะที่อีกคนต้องนอนโรงพยาบาลกันอีกหลายวัน ส่วนจ่า น.ย. ที่นั่งนิ่งไม่ทันขยับกลับไม่มีแม้แต่รอยแมวข่วน... ผมนั่งฟังแกโดยไม่อยากโต้ตอบอะไร คิดว่าอย่างน้อยจ่า น.ย.ของผมก็รู้ดีว่าผมอยู่ตรงนั้นตลอด (แต่อาจจะมัวแต่งงไปหน่อย)

"คิดดูสิว่าผมนี่ซวยขนาดไหน ไม่ได้รู้เรื่องรู้ราวอะไรเลยต้องมาโดนลูกหลงกับเขาด้วย" พี่เรยังคงพยายามพูดเอาตัวรอดแกมขอความเห็นใจ

"มึงรู้ไหม มึงน่ะโชคดีเท่าไรแล้ว" ผู้กองเอ่ยขัดกลางคัน ก็ด้วยคงจะรู้นิสัยกันนั่นแหละ พี่เรทำหน้างงหันมองผู้กอง

"มึงคิดดูสิ หากกระสุนมันเปลี่ยนวิถีอีกนิ้วหรือสองนิ้วสมองมึงกระจุยแล้ว" ผู้กองพูดจบพี่เรจึงนั่งเงียบได้เสียที...

"อีกฝ่ายมีปืนไหม" ผู้กองพยายามคาดคั้นถามผมหลังจากนั้น แม้ผมจะบอกว่าแค่โต้เถียงกันแล้วต้นเรือก็เอาปืนมายิง แต่ผู้กองก็ยังคงปักใจว่าผมปกปิดเรื่องบางส่วนเพื่อช่วยจ่า น.ย. ทางจ่า น.ย. เองก็หาว่าผมไม่ช่วยเหลือแกเลยที่ดันไปให้ปากคำว่ามีการโต้เถียงกันค่อนข้างรุนแรง ไอ้ผมมันก็คนพูดตรงเสียด้วยสิ เพื่อนๆ ก็มาว่าผม ว่าเห็นเขายิงกันมีปืนในมือทำไมไม่ยิงสวนไป... ตกลงว่าอะไรต่าง ๆ มันมาตกอยู่ที่ผมนี่ต่างหาก มีแต่คนบอกว่าผมผิด ยิ่งพี่เรนี่ไม่ต้องพูดถึง แกบอกว่าผมขี้ขลาดเสียด้วยซ้ำ...

"เอาแบบนี้นะ" ร้อยเวรพูดพลางหันมาจ้องหน้าผม "หลังจากเถียงกันแล้วจ่าวิรัชก็กลับไปนอน"

"ครับ" ผมตอบ

"ทีนี้พอต้นเรือกลับมาอีกทีก็ไม่เจอจ่าวิรัชแล้ว จึงเข้าไปคุยกับจ่าสองคนที่โต๊ะ"

"ครับ" ผมตอบ

"แต่ช่วงที่วางปืนลงกับโต๊ะ ปืนก็เกิดลั่นขึ้นมาโดนจ่าสองคนนั้นพอดี... มันเป็นอุบัติเหตุ" ร้อยเวรพูดจบแล้วยิ้มจ้องหน้า

"ครับ" ผมตอบ... 

ผมจำไม่ได้หรอกว่าวันนี้ผมพูดคำว่าครับไปกี่คำ (บอกแล้วอย่างไรล่ะว่าผมตกเลข) เรื่องของเรื่องก็คือผมต้องมากลับคำให้การใหม่ เพราะต้นเรือต้นเรื่องนั้นจะเป็นคนที่มีนิสัยดีมาโดยตลอด อย่างน้อยก็ในสายตาผู้กอง ผู้กองจึงอยากที่จะช่วยจากหนักให้กลายเป็นเบา ส่วนจ่า น.ย. เมื่อถูกกันออกจากเรื่องทั้งหมดประวัติก็จะได้ไม่เสียหาย สรุปว่างานนี้ก็จบลงด้วยดี และไม่มีใครมีความผิดอะไรมากมาย นอกจากผมคนเดียวล่ะมัง.



SHARE
Written in this book
เรื่องเล่าของลุงน้อย
ความหลังครั้งเก่า เรื่องเล่า เรื่องโม้
Writer
Lava
ผู้เฒ่าธรรมดา
เจ้าปัญหา จอมโวยวาย

Comments