เรา,มนุษย์ผู้ซื้อหนังสือเพื่อสะสม
ผ่านไปอีกครั้งกับงานมหกรรมหนังสือระดับชาติ

ตั้งแต่วันแรกเริ่มที่ได้ข่าวว่ามีคนจี้ตัวประกันในงาน และเหตุการณ์ความเศร้าเสียใจครั้งยิ่งใหญ่ของคนไทยทั้งประเทศ เรียกได้ว่าช่วงงานหนังสือคราวนี้ทำเอาขวัญกำลังใจหายกันไปเยอะเหมือนกัน แต่ดีใจที่ว่าสุดท้ายทุกสิ่งก็ผ่านพ้นไปได้ด้วยดี อาจจะเงียบลงไปบ้าง แต่ก็จัดได้ว่าคนมาเดินในงานไม่บางตาจนเกินไป

ในฐานะผู้ชอบสะสมหนังสือเป็นงานอดิเรก จากเดิมคิดว่าคราวนี้คงซื้อหนังสือน้อยลงเพราะอยู่ในช่วงปลายเดือน แต่สุดท้ายตัดภาพกลับมา นับยอดรวมกันสี่ครั้งที่ไป ก็เสียเงินให้กับงานนี้ในราคาเท่าๆกับทุกครั้งที่ผ่านมา และก็มานั่งลุ้นต่อว่าจนงานหนังสือคราวหน้าจะอ่านไอ้ที่ซื้อมากองๆไว้หมดรึยัง แต่รู้สึกได้เลยว่าในครั้งนี้ (หรืออาจจะสองสามครั้งที่ผ่านมา) เงินจำนวนเท่าเดิมซื้อหนังสือได้น้อยลง ซึ่งก็เข้าใจได้ ในยุคสมัยนี้อะไรๆก็ดูแพงไปเสียหมด

แต่กลับกัน หนังสือปกสวยๆเต็มไปหมดจนไม่รู้ว่าบางเล่มที่ซื้อมาเพราะสนใจเนื้อหาภายในหรือแค่อยากได้ปกมันมาไว้ในครอบครอง สำหรับเรา บางครั้งมันไม่ใช่แค่ปกหนังสือแล้ว แต่มันเป็นงานศิลปะดีๆชิ้นนึงเลย เหมือนหนุ่มสาวเสนห์แรง เพียงเห็นครั้งแรกก็อยากเข้าไปทำความรู้จัก หากคิดว่าเข้ากันกับเราได้ก็ตัดสินใจซื้อหามาใช้เวลาร่วมกันต่อไป

กลับมาถึงห้องที่เอกมัย จัดการจัดแจงเก็บหนังสือเข้าที่ให้เรียบร้อย เอาหนังสือเก่าๆที่ขนจากบ้านมารวมกับหนังสือใหม่ ก็ได้กองสูงๆแบบที่เห็นในภาพ และทายกับตัวเองเล่นๆว่าก่อนสิ้นปีนี้จะเคลียได้กี่เล่ม

มองดูกองหนังสือของตัวเองคิดว่าเอาจริงๆแล้วเวลาในแต่ละวันมันเหลือมากพอให้อ่านหนังสือได้เลยหรอวะ แต่สัปดาห์ที่ผ่านมา ช่วงเวลาแห่งความเศร้าเสียใจของคนไทยในประเทศทำให้ไม่อยากออกไปไหน ไม่อยากออกไปเจอภาพความหดหู่ เกมก็ไม่อยากเล่น จะเขียนอะไรซักอย่างก็คิดว่าช่วงเวลานี้อาจยังไม่เหมาะสม ไม่ต้องพูดถึงร้านเหล้าที่งดให้บริการชั่วคราว ทำให้อยู่ๆก็มีเวลาในชีวิตเพิ่มขึ้นมาเฉยเลย จนคิดได้ว่าเออ ถ้าตัดเวลาที่ใช้ทำอะไรบางอย่างที่ไม่จำเป็นในการใช้ชีวิตออกไป ก็มีเวลาเพิ่มขึ้นอีกเยอะเลยนี้หว่า หลังจากนั้นมาเลยตื่นเช้ากว่าเดิมซักหน่อย อย่างน้อยๆก็ซักชั่วโมงเพื่อหาเวลาอ่านหนังสือ

ไม่ผิด หากจะบอกว่าช่วงเวลาดีๆของวันคงเป็นช่วงเวลานั้น ช่วงที่ได้หลุดออกจากงานมานั่งที่บีนแบคอันนี้ เปิดเพลงเบาๆ ต้มน้ำร้อนและดื่มชาอุ่นๆพร้อมกันกับพลิกอ่านหนังสือไปทีละหน้า จนกว่าจะถึงเวลานอน

รักหนังสือแหละ และไม่รู้เหมือนกันว่าความรู้สึกนั้นมันเกิดขึ้นตั้งแต่เมื่อไร อาจจะเป็นเพราะตอนเด็กๆไม่มีอะไรให้ทำ และแม่ก็ดันทิ้งหนังสือไว้ให้เยอะเหลือเกิน แต่มันก็ไม่เสมอไปว่าคนรักหนังสือจะจำเป็นต้องรักการอ่าน บางคนอาจชอบซื้อเสื้อแต่ไม่ได้จำเป็นต้องรักการแต่งตัวเสมอไป บางคนชอบทำกับข้าวก็ไม่ได้แปลว่าชอบกิน หนังสือมันก็เหมือนอาหารนั้นแหละ แต่สำหรับเรามันเป็นอาหารทางใจ ไม่ได้ช่วยให้ท้องอิ่ม แต่ช่วยให้ใจแข็งแรง

แต่ถึงอย่างไรก็ไม่อยากให้หนังสือมันดูมีค่าขนาดที่ว่าจะเดินข้ามไม่ได้และต้องให้ความเคารพประหนึ่งพระบนหิ้ง ส่วนตัวรู้สึกว่าถ้าจะทำให้คนสนใจหนังสือ ควรเริ่มจากการทำให้มันเป็นมิตร ซึ่งหน้าปกสวยๆในตอนนี้มีส่วนช่วยได้เยอะเลย และคิดว่าในอนาคตต่อไป ปกหนังสือแบบเปลี่ยนได้น่าจะเป็นอีกหนึ่งสิ่งที่น่าจะมา(มั้งนะ)

รักหนังสือในฐานะที่เป็นเครื่องมือพาเราออกจากโลกใบเดิมๆ ไปสู่โลกใบใหม่ที่เราไม่เคยคาดคิดมาก่อนว่ามีอยู่ด้วย พาไปทั่วโลก พาไปพบความสัมพันธ์หลายรูปแบบ จับมือเราเข้าไปเจอสิ่งใหม่ๆที่ไม่เคยพบ แต่ถึงอย่างนั้นก็ไม่ได้ชอบอ่านจนขนาดจะเรียกตัวเองว่าเป็นนักอ่านได้ ในชีวิตเคยเจอคนที่อ่านหนังสือมากพอจะเรียกตัวเองว่าเป็นนักอ่านได้จริงๆ และรู้ตัวว่าระดับของเรากับเขายังต่างชั้นกันมากนัก

เพื่อนบางคนถามว่ามึงไม่เบื่อหรอวะ งานประจำมึงก็เกี่ยวกับการอ่านอยู่แล้ว อ่านเรื่องวันละเกือบๆร้อยเรื่อง แล้วยังหาเวลามาอ่านหนังสือ อ่านข่าวในเว็บอีก อันนี้ก็ตอบไม่ได้เหมือนกัน เพียงแต่คิดว่าตัวอักษรบนโลกออนไลน์กับตัวอักษรในหน้ากระดาษบางครั้งมันทำหน้าที่แตกต่างกัน ในจออาจเป็นการอ่านอะไรที่มาไว(ซึ่งบางครั้งก็ไม่จำเป็นต้องไปไว และไม่คิดว่ามันจะเป็นเรื่องฉาบฉวยเสมอไป) อย่างใน storylog นี่ที่ชอบอ่านเรื่องของหลายๆคนเหตุผลหนึ่งเพราะเราสัมผัสได้ถึงความสด และความรู้สึกที่มันจริงในขณะนั้น ส่วนในหนังสือเล่มมันเหมือนการตกผลึก กลั่นกรองถ้อยคำและสำนวนจนเป็นผลที่น่าพอใจก่อนจะส่งมาถึงเรา

ใครซักคนเคยบอกเอาไว้ว่าคำสาปของคนที่ชอบอ่านคือซักวันจะอยากเขียนบ้าง และคำสาปนั้นก็ดูเหมือนว่าจะส่งผลกระทบมาถึงจริงๆด้วย ในปีนี้ที่มิตรสหายหลายคนออกหนังสือกันรัวๆเลยคิดได้ว่าหรือจริงๆแล้วจะจริงจังกับเส้นทางนี้ได้ซักที ซึ่งพอมองดูตัวเอง ก็ไม่ได้รู้สึกว่าตัวหนังสือจะมีค่าพอให้ใครสนใจได้ขนาดนั้น ครั้นบันทึกการเดินทางที่ชอบเขียนก็ไม่ได้เป็นเส้นทางที่แปลกใหม่กว่าคนอื่นซักเท่าไร

แต่กว่าจะหาคำตอบได้
วันนี้ควรอ่านหนังสือไอ้ที่มีให้หมดก่อน

อย่างน้อยอ่านให้มากเข้าไว้
เพื่อให้ได้เรียนรู้ว่าไอ้เรื่องที่อยากเขียน
มันมีคนเขียนก่อนหน้านั้นไปแล้ว

------

ป.ล.1 ยังดีที่งานสัปดาห์หนังสือคราวหน้าจัดช่วงวันที่ 29มีนาคม-9เมษายน ช่วงเงินเดือนออกพอดี
ป.ล.2 ถึงงานหนังสือจบไป แต่ใน storylog ก็ยังมีกิจกรรมให้คนรักหนังสือได้เล่นกันอยู่นะ :D
https://www.facebook.com/events/694273624064969/

ป.ล.3 ตั้งใจว่าจะทยอยรีวิวหนังสือที่เคยอ่านๆไว้ลงในเพจ ยังไงถ้าไม่รบกวนเกินไป
ฝากติดตามด้วยนะครับ 

https://www.facebook.com/khaidiary 
SHARE
Writer
khaikung
storylog reader
เป็นคนธรรมดาที่ชอบหาเรื่องใส่ตัว ยินดีที่ได้รู้จักครับ IG : khaikung_journey , Ask.fm : @khaikung

Comments

Teerarat
3 years ago
หลงรักหนังสือเหมือนกันเลยค่ะ ไม่รู้ว่าทำไมเหมือนกัน เวลาอ่านรู้สึกเหมือนได้เข้าไปอยู่ในโลกอีกใบ บางครั้งก็เป็นโลกสมมติที่ถูกสร้างขึ้นมา บางครั้งก็เป็นโลกของใครบางคนที่เขียนมันขึ้นมา ร่ายมาซะยืดยาว 55 จริงๆอยากจะบอกแค่ว่าชอบอ่านบล็อกนี้มากค่ะ เรียกได้ว่ามีครบทุกแนวจริงๆ แสดงว่าคนเขียนจะต้องชอบอ่านหนังสือมากแน่ๆ
Reply
Tsycodier
3 years ago
เหมือนกันเลยครับคุณ khaikung

แต่ต่างตรงที่ว่าผมเคยเกลียดหนังสือ เวลาเห็นคนอ่านโดยเฉพาะเพื่อนน่ะครับ หัวเราะคิกคักๆ ก็รู้สึกถึงความ... เป็นอะไรที่บอกไม่ถูก

แต่พอได้ขึ้นมัธยมมา มันได้เจออะไรเยอะขึ้น แล้วรู้สึกว่าโลกทั้งใบมันไม่ยุติธรรม ในตอนนั้นผมก็พึ่งหนังสือนี่แหละครับ ที่จะสามารถยึดเหนี่ยวจิตใจของเราให้แข็งแกร่งมากขึ้น รู้สึกอิ่มไปหมด อุ่นใจที่ได้อยู่กับหนังสือรอบๆ ตัว

เดี๋ยวนี้ขอซื้อหนังสือเป็นของขวัญ แม่ก็เอียนมากเป็นพิเศษ เพราะเห็นเรามีขลุกอยู่กับหนังสือ ให้เวลามากกับหนังสือ เหมือนหนังสือแย่งความรักของแม่ไป (ฮา)
Reply
littercorner
3 years ago
ยกมืออีกคน..ชอบสะสม..หนังสือ
Reply
Phailinpary
3 years ago
ชอบอ่านหนังสือเหมือนกันค่ะ แต่ไม่มีเงินซื้อมาสะสม อ่านแต่ในห้องสมุดโรงเรียนจนไม่มีอะไรจะอ่าน 😂
Reply
YumiStyles
1 year ago
สะสมหนังสือเหมือนกันค่ะ ยังอ่านไม่ครบ ไม่จบเล่ม ซื้อใหม่อีกแล้ว 555 ความสุขของชีวิต
Reply