อะดรีนารีนลงเท้า #2
เหตุผลของการเดินทางกลับมาจังหวัดเหนือสุดแดนสยามอีกคร้ัง คือการใช้สิทธิ์เสียงของตัวเองและรอรับเอาเอกสารสำคัญจากมหาวิทยาลัย กลับเข้าสู่บรรยากาศของความคิดถึง แทบไม่อยากกลับบ้าน ทำหน้าที่พลเมืองดีเสร็จก็เดินไปรอบๆ มองหาพื้นที่แห่งความทรงจำ ที่แห่งนี้ยังคงเป็นมิตรกับเราเสมอ ยกเว้นแต่เพียงใบหน้าของคนแต่ละคนที่เดินผ่านไปมานั้น เปลี่ยนไป 


                       ย้ำให้เราคิดว่า มักจะมีสิ่งใหม่ๆเกิดขึ้นในทุกแห่ง ทุกเวลา


[มึงตื่นยัง ไปหาไรกินกันในเมือง]
[มึงอยู่ไหนอะ กูแต่งตัวแปบ]
[ในมอ กูไปรอที่ห้องนะ] 
[อืมๆ]

ขอโทษที่หยาบนะคะ แต่จะให้คุยกับเพื่อนเรียกคุณเรียกท่านก็ตลกอยู่นะ เดินทางออกจากมหา'ลัยมาที่ห้องพัก รุ่นน้องผู้ชายใจดีเห็นเราแข็งแรงเลยให้ขึ้นเกาะท้ายรถสองแถวออกมา น่ารักมาก กลับมานอนแช่แอร์ได้สักพักก็มีเสียงเคาะประตู เพื่อนสนิทตัวดีก้าวเข้ามา ใจดีหอบแลปท็อปมาให้เล่นด้วย นั่งคุยกันเล็กน้อย ก่อนที่จะพากันหิวและเกี่ยวแขนกันออกไปจากห้อง 

ร้านอาหารที่คุ้นเคยไม่แปลกตาแต่กลับคิดถึง อยากจะนั่งอยู่นานๆ ไม่กลับ ใช้สายตาเก็บบรรยากาศเพราะกล้องโทรศัพท์มือถือไม่ได้คมขัดเท่าความทรงจำ สัมผัสลมเย็นๆหลังฝนตกของเมืองที่น่าค้นหาเมืองนี้ หลังจากที่เคยมาตั้งแต่เด็กๆ ความทรงจำเริ่มเลือนลาง หนึ่งในภาพยนต์ไทยที่ชอบก็ถ่ายทำที่จังหวัดนี้ ไม่คิดว่าจะได้มาใช้ชีวิตและนี้แห่งนี้ก็กลายเป็นส่วนหนึ่งของความทรงจำดีๆ

เนื่องจากอาทิตย์เป็นวันหยุดยาว เสาร์-จันทร์ การรับเอกสารจึงต้องล่าช้าไปอีกวัน ไม่มีการหนีออกจากบ้าน ดูเหมือนจะเป็นการพักผ่อนก่อนที่จะต้องเดินทางอย่างบ้าคลั่งอีกครั้ง โทรศัพท์ก็ไม่ค่อยใช้ แลปท็อปก็ไม่ได้เอามาเป็นธุระเพื่อนรักหอบของตัวมันเองมานั่งดูหนังเรื่องโปรดด้วยกัน ดึกดื่นเข้าก็แยกย้าย รุ่งขึ้นก็แต่งตัวเข้าไปรับเอกสารในมหาวิทยาลัย

เนื่องจากเป็นคนที่โชคดีสุดๆ พอก้าวออกมาจากห้อง ฝนก็ตก นั่งรอฝนหยุดอยู่หลายนาทีจนแน่ในว่าจะไม่มีฝน จึงเดินออกไป แต่ผิดสุดๆ ฝนยังตกลงมาและเหมือนจะแรงขึ้นเรื่อยๆ ยกโทรศัพท์หาเพื่อน แต่เวลานั้นดันยังไม่ตื่น ตัดสินใจเดินเข้าไปในร้านสะดวกซื้อ ได้ร่มคันเล็กๆมาถือในมือ มองหารถสองแถวเพื่อเข้าไปในมหาวิทยาลัยอีกครั้ง หลักจากรับเอกสารมาอย่างภูมิใจ ก็หาอะไรกิน กลับห้องพัก และหลับไปทั้งๆที่หัวเปียก

สิ่งที่แย่ที่สุดระหว่างการเดินทางคือเงินหายและป่วย ซึ่งไม่เคยคิดว่าจะเกิดขึ้น แต่ด้วยความคิดน้อยไป เย็นวันนั้นฉันตื่นขึ้นมาพร้อมอาการปวดหัว เพื่อนเข้ามาหาเพื่อจะพาไปกินข้าว เดินเล่นได้สักพักก็ขอกลับไปหลับดีกว่า พร้อมๆทั้งได้มารู้ว่าบัตรเอทีเอ็มถูกระงับเพราะไม่มีเงินในบัญชีเพื่อหักค่าเบี้ยประกัน (เอทีเอ็มทำพ่วงกับประกันของยี่ห้อสีชมพู) จึงต้องพึ่งเงินเพื่อนเพื่อซื้อตั๋วรถกลับบ้าน 

พอถึงบ้านก็จัดการทำธุระของตนเสร็จสรรพ์ พร้อมๆกับการงีบนอนเป็นช่วงๆเนื่องจากอาการป่วย 'เป็นผู้ใหญ่นี้ไม่สนุกเลย' ฉันได้แต่คิด เอทีเอ็มใช้ได้พร้อมฝากเงินเพิ่ม พอเริ่มหายดีก็เดินทางต่อ โทอิคคือหนึ่งในเอกสารที่ทางที่ทำงานที่เพิ่งไปสอบขอให้ยื่นเพื่อประกอบการพิจารณารับเข้าทำงาน จุดสอบที่ใกล้เราคือจุดสอบภาคเหนือ เมื่อโทรสอบถามเสร็จก็สำรองที่นั่งสอบซะเลย จองโรงแรมเรียบร้อย ศึกษาการเดินทาง เรียกง่ายๆว่าระแวง เพราะเป็นที่ที่ไม่รู้จักและไม่มีเพื่อนใกล้ๆแถวนั้นเลย การเดินทางครั้งนี้มีแม่มาด้วย ท่านคงอยากมาเป็นเพื่อน ซึ่งสนุกดี

ข้อสอบโหดหินพัดผ่านไปดั่งสายลม เราคิดว่าเราทำดีที่สุดแล้ว ย้ำวันรับผลสอบกับเจ้าหน้าที่ก่อนเดินออกมาจากที่สอบ รีบเดินกลับห้องพักเพราะให้แม่รอที่นั้น ไม่อยากให้แกอยู่คนเดียว แต่เปล่า นางสบายดี และได้นอนตื่นสายบ้างสักครั้งก็ดีเหมือนกัน

หลังจากได้กลับมาอยู่บ้านได้สองสามวันก็ถึงกำหนดเพื่อรับผลสอบ คะแนนออกมาอยู่ในเกณฑ์ที่น่าพอใจ แต่ยังเหลือเวลาอีกทั้งวัน น้องสาวที่นานๆจะได้ออกมาเที่ยวไกลๆเลยเสนอให้พี่สาวที่ไม่ได้เป็นคนพื้นที่พาเดินเที่ยว กลับกลายเป็นว่า การเดินหลงอยู่บนเมืองที่เต็มไปด้วยมนขลังให้ความสุขกับเราอย่างน่าประหลาด การได้เดินบนถนนที่ไม่คุ้นตา คุยเรื่องสัพเหระ หลงทางและหาทางเดินต่อไปจนถึงจุดหมาย สิ่งของในสองถุงพลาสติกใหญ่ที่ไม่ใช่ของตัวเองเลยซะทีเดียว ความห่วงใยและคิดถึงล่องลอยอบอวลอยู่เต็มถุง คิดถึงรอยยิ้มของผู้รับเมื่อได้ของฝากจากเมืองไกล 

นอนกลิ้งไปมากับแมวที่บ้านได้ไม่นานนักก็ต้องเดินทางอีกครั้ง เมื่อมีชื่ออยู่บนตารางของผู้ที่สอบขั้นแรกผ่าน โดยต้องเตรียมเอกสารไปรายงานตัว           

                                     "เอกสารเรียบร้อยนะคะ เจอกันวันสอบบุคลิกค่ะ"

การเดินทางมากว่า 6 ชั่วโมง เพื่อการตรวจเอกสารเพียง 10 นาที

เพื่อ!?  มันไม่สนุกเลยนะ!!!

เจ็บแค้นเคืองโกรธ แต่ก็ได้ใช้รถไฟใต้ดินครั้งแรกที่แออัดไปด้วยผู้คนในช่วงรีบไปทำงาน เหตุการณ์น่ารักที่ทุกคนช่วยหลีกทางและช่วยประคองคนตาบอดที่ร่วมอยู่บนคนไฟขบวนเดียวกัน
"คนกรุงก็ไม่ได้แย่นี้" เด็กน้อยในร่างเอ่ยในใจอย่างแผ่วเบา เอาเข้าจริงคนที่ไหนก็ไม่ได้แย่หรอก เพียงแต่คนดีเยอะเกินไปจนเรื่องร้ายๆมันเด่นขึ้นมา ก็แค่นั้น

อาทิตย์ถัดมาเป็นวันสอบบุคลิคภาพ เอาเข้าจริง ไม่รู้และไม่ได้เตรียมตัวกับการสอบครั้งนี้เลย จนมาเปิดข้อสอบ เป็นข้อสอบเชิงจิตวิทยาซึ่ง ไม่มีข้อไหนผิดหรือถูก ผลเพียงแค่บอกว่าผู้สอบเหมาะสมกับสายงานที่สมัครหรือไม่ บางข้อก็เลือกตอบอย่างตรงไปตรงมา บางข้อก็ตอบแบบที่ใกล้เคียงกับตัวเองมากที่สุด บางข้อ... ก็แหล

เอาเข้าจริง ข้อสอบทางจิตวิทยาไม่ควรจะทำออกมาเป็นตัวเลือก ลักษณะและบุคลิคของแต่ละคนนั้นทั้งเยอะและแตกต่าง ตัวเลือกแค่สองสามข้อไม่อาจจะระบุตัวตนของคนๆนั้นได้ทั้งหมด

แน่นอนว่าการสอบแบบนี้ไม่ได้คัดใครออก(หรือเปล่า?) เลยได้เข้ามาถึงรอบสัมภาษณ์

                                   
                                 การเข้าสัมภาษณ์งานครั้งแรกในชีวิต

ถาม: เรียนจบด้านไหนมาคะ
ตอบในใจ: เอกสารก็อยู่ในมือนี้ อ่านดิ
ตอบจริง: ด้านภาษาค่ะ

ถาม: ที่มหา'ลัย ทำกิจกรรมอะไรบ้าง
ตอบในใจ: ทำนะ แต่ไม่ได้เกี่ยวอะไรกับงานที่สมัครว่ะ
ตอบจริง: ทำละครเวทีค่ะ เป็นส่วนร้องประสานเสียง
ถาม: ไหนลองร้องให้ฟังหน่อย
ตอบในใจ: เวรละ
ตอบจริง: จะดีเหรอคะ

สรุปคือ ไม่ผ่าน ตกรอบสุดท้าย เพราะไม่ได้ร้องเพลง
ตลกนะ

แต่นี้ยังไม่สิ้นสุดการเดินทาง ในเมื่อชีวิตยังไม่สิ้น ก็ต้องดิ้นให้สุดแรง





ปล. ทิ้งไว้ซะนานเลย มาเขียนต่อ (ยาวด้วยซิ) หวังว่ายังรอกันอยู่นะคะ


SHARE
Written in this book
Dear, Diary
เรื่องเล่าจากความทรงจำ ความเป็นอยู่ การวิเคราะห์จากสิ่งที่เห็น
Writer
Double9
Nobody
Someone - Something - Somewhere

Comments

BlankD
3 years ago
ชอบ
Reply
Double9
3 years ago
สั้นๆ ได้ใจความจริงๆ คอมเม้นท์นี้ ขอบคุณที่ชอบนะคะ
BlankD
3 years ago
:)
Reply