การกำกับดนตรีประกอบหนัง3เรื่อง Drive, Only God Forgives, The Neon Demon
การกำกับดนตรีประกอบภาพยนตร์ของ Nicolas(ผู้กำกับ) x Cliff(composer) ในหนัง3เรื่อง Drive, Only God Forgives, The Neon Demon

จากที่ผมได้ดูหนังทั้ง3เรื่องของนิโคลัสอีกรอบ จึงอยากบันทึกอะไรเล็กๆน้อยๆว่าสองคนนี้เขาร่วมมือกันยังไง ถึงจัดวางดนตรีประกอบออกมาได้เท่ และเพื่อนหลายๆคนที่ดูเรื่องนึ้ จดจำ(notice)เพลงประกอบได้ด้วย

ดนตรีของ Cliff นั้นเกือบทั้งหมดแทบจะเป็นแนว underscore คือไม่ได้เป็นดนตรีที่พุ่งอะไร ค่อนข้างเป็น sequence เคลื่อนไหวนิ่งๆไปเรื่อยๆ แต่เพราะการกำกับเสียงอื่นๆและภาพ ทำให้ดนตรีถูกดันออกมาให้จดจำมากกว่าเดิมโดยที่เพลงไม่จำเป็นต้องเพิ่ม dynamic

หนังแต่ละเรื่องมีจุดการกำกับเสียงที่ต่างกันเล็กน้อย ส่วนจุดที่เหมือนกันเดี๋ยวผมพูดทีหลัง

--------

Drive 
ชอบใช้เพลงลากยาวในช่วงที่พระเอกไม่พูด คือมักจะอยู่นิ่งๆเหมือนกำลังคิดบวกกับฉาก montage หลายๆฉาก ฉากนึงที่ชัดมากคือช่วงนาทีที่ 45.30 ตอนพระเอกกำลังจะเริ่มไปขับรถปล้นอีกที่นึง ดนตรีเริ่ม และผ่าน montage ไปหลายฉาก เป็นคิวเพลงที่ยาวคิวนึงเลย

อีกฉากนึงที่เด่นคือ ฉากในลิฟต์ การจัดไฟโฟกัสไปที่นางเอก พร้อมทั้งดนตรีขึ้น และตัด sfx อย่างอื่นออกไปหมด ทำให้ฉากนั้นดูมีพลังขึ้นมามากด้วยเพราะแค่ไฟ กับดนตรี

--------

Only God Forgives 
เรื่องนี้มีสิ่งที่ไม่เหมือนเรื่องอื่นๆตรงที่ ในช่วงสำคัญๆของเรื่อง หลายฉากใช้ดนตรีเล่าโดยที่ไม่มีเสียงอื่นแทรกเลย คือปิด sfx+dialogue หมด(หรือเกือบหมด) ทั้งๆที่ปากคนกำลังขยับ ทำให้หนังเรื่องนี้ดนตรีออกมาเด่นกว่าเรื่อง Drive

รวมถึงฉากดอลลี่หลายฉากที่มักจะมีดนตรีแอมเบี้ยนเคลื่อนไหวไปพร้อมๆกันด้วย

ทั้งๆที่เพลงไม่ได้พุ่งออกมาจากภาพ(ในบางฉาก) แต่ตัดเสียงอื่นออกให้เหลือแต่ดนตรี ทำให้ดนตรีกลายเป็นสื่อหลักในการเล่าเรื่องไปเลย

อีกอย่างที่ผมชอบคือการใช้เพลงไทย(song)ในหนัง และเข้าถูกจังหวะบวกกับการโชว์งานกำกับภาพ ทำให้หนังดูเท่

--------

The Neon Demon 
เรื่องนี้การกำกับดนตรีดูจะเป็นลูกผสมของแนว Drive กับ Only God Forgives เข้าด้วยกัน แต่สิ่งที่ทำให้หนังเรื่องนี้ดนตรีประกอบเท่มากคือ เป็นดนตรีที่อยู่ทั้ง foreground และ background และ sync กับจังหวะของภาพด้วยในบางฉาก

เนื่องจากดนตรีเป็นแนว techno จึงสามารถดันให้มันขึ้นมาเด่นเหนือภาพเหมือนกัน ซึ่งมีหลายๆฉากที่ Nicolas โชว์งานศิลป์แบบ montage ซึ่งไม่มี dialogue หรือ sfx มาเกี่ยว ดนตรีจึงทำหน้าที่การเล่าเรื่องได้เต็มที่

--------

โดยรวมการกำกับดนตรีของนิโคลัส สื่งที่มีเหมือนๆกันในหนังทุกเรื่องคือ การใช้ดนตรีเล่นเลี้ยงยาวตลอดฉาก และมักไม่ใช้ดนตรีเพื่อการ transition ฉากอย่างเดียว, มีการวางแผนให้ดนตรีขึ้นตรงนี้เพื่อให้เชื่อมไปฉากต่อไปและยังให้ดนตรีเล่นต่อ เพื่อเลี้ยงเหตุการณ์ในฉากที่ถูกเชื่อมด้วยจนจบฉาก, การใช้ดนตรีในลักษณะนี้ทำให้ดนตรีดูเป็นเพลงมากขึ้นด้วย และสามารถเอามาฟังแยกเป็นอัลบั้มได้ เพราะถ้าหากใช้ดนตรีในการ transitionฉากอย่างเดียว ดนตรีก็จะกลายเป็นคิวสั้นๆหลายๆคิว

อีกอย่างที่ผมสังเกตุคือ ฉากแอคชั่นที่มีsfx หนักๆ เขาจะไม่ใส่ดนตรี หรืออาจจะมีแค่แอมเบี้ยนบางๆเท่านั้น

ทั้ง3เรื่องนี้ มักจะมี1-2ฉาก ที่ใช้ดนตรีเด่นมากๆในหนัง เพื่อเล่าเรื่อง และยังทำให้ดนตรีเป็นที่จดจำด้วย
SHARE

Comments