พลังของจิตใต้สำนึก ในการเปลี่ยนโลก
          จิตใต้สำนึกตรงกับภาษาอังกฤษว่า “Subconsciousness” หรือเรียกอีกอย่างว่า จิตที่เป็นอิสระไม่สามารถควบคุมได้ ว่ากันว่าเป็นส่วนที่เก็บ พลังความคิดสร้างสรรค์ การรับรู้ ความทรงจำที่ฝังแน่น เป็นยังเป็นตัวกำหนด อุปนิสัย ค่านิยม ทัศนคติ ความเชื่อและบุคลิกภาพของเราออกมา
           จิตสำนึกตรงกับภาษาอังกฤษว่า “consciousness ” หรือเรียกอีกอย่างว่า จิตที่อยู่เหนือเหตุผล เป็นส่วนที่ทำให้เกิดการแสดงออกซึ่งพฤติกรรมต่างๆ โดยเลือกแล้วว่าจะทำหรือไม่ทำอะไร
            มีงานวิจัยที่กล่าวถึงอิทธิพลที่มีผลต่อการแสดงออก ว่ามาจากจิตส่วนไหนที่มีผลต่อพฤติกรรมการแสดงออกของคนเรา ผลปรากฏว่า จิตใต้สำนึกมีอิทธิพลมากกว่าจิตใต้สำนึกเป็นสัดส่วนถึง 99:1 บางรายงานบอกว่า 97:3 หรือ 91:1 แสดงว่าพลังของจิตใต้สำนึกมีอิทธิพลมากกว่า 90%
            ดังนั้นถ้าเราต้องการให้บุคคลใดหรือบุตรหลานของเรา ต้องการแสดงออกอย่างไรต้องสามารถมีอิทธิพลต่อจิตใต้สำนึกของเขาได้ จิตใต้สำนึกจะเป็นส่วนที่เก็บข้อมูลทั้งที่ดีและไม่ดี ไม่มีการโต้แย้งใดๆทั้งสิ้น การทำสิ่งใดซ้ำๆเป็นวิธีการที่ง่ายที่สุดในการใส่ข้อมูลลงไปสู่จิตใต้สำนึก เช่น การปลูกฝังระเบียบวินัย ศีลธรรม จารีตประเพณีต่างๆ และการปลูกฝังสิ่งต่างเหล่านี้ลงไปผู้รับต้องอยู่ในสภาวะที่จิตใต้สำนึกเปิดด้วย เมื่อใดที่จิตใต้สำนึกเปิด เราจะมีสมาธิ เช่น ช่วงเวลาที่มีความสุข ช่วงเวลากึ่งหลับกึ่งตื่น หรือการสะกดจิต เป็นต้น
            พลังของจิตใต้สำนึก มีอิทธิพลอย่างมากต่อ วลาดิมีร์ อิลยิช เลนิน ซึ่งเป็นผู้ริเริ่มและถือกำเนิดขึ้นของ แนวคิดของระบบคอมมิวนิตส์ วลาดิมีร์ อิลยิช เลนิน เกิดเมื่อวันที่ 10 เมษายน 2413 เกิดมาในครอบครัวของชนชั้นกลางที่อยู่ระหว่างคนจนและคนรวย เป็นลูกคนที่ 3 เป็นคนร่าเริงแจ่มใสเริ่มเขียนหนังสือได้เมื่อตอนอายุ 5 ปี เป็นเด็กที่เรียนเก่ง และมักจะใช้เวลาสอนหนังสือให้กับเพื่อนๆอยู่เป็นประจำ อันเนื่องมาจากเขามีต้นแบบที่ดีมาจากพ่อแม่ของเขา ซึ่งทั้งสองคนมีความขยันขันแข็งทำมาหากินอย่างมาก พ่อของเขาเป็นข้าราชการครูสอนวิชาฟิสิกส์ในโรงเรียนรัฐบาลและได้รับการเลื่อนเป็นผู้อำนวยการโรงเรียนประถมศึกษาของจังหวัด ส่วนมารดาเป็นครูในโรงเรียนเดียวกัน ซึ่งทั้งสองท่านประสบความสำเร็จในอาชีพราชการ พ่อแม่ได้ปลูกฝังแนวความคิดให้คนในครอบครัวเกี่ยวกับความบกพร่องของระบบราชการ เช่น ความไม่ยุติธรรม ความไม่เท่าเทียมกัน และการละเมิดสิทธิ พ่อของเขาเสียชีวิตด้วยโรคเส้นเลือดในสมองแตกในขณะที่เขาอายุได้ 17 ปี ประสบการณ์ในชีวิตที่ส่งผลให้เขามีปรปักษ์กับระบอบการปกครองในสมัยนั้นคือ ในปี 2430 พี่ชายของเขาซึ่งเป็นนักศึกษาอยู่ที่มหาวิทยาลัย เซนต์ ปีเตอร์เบิร์ก ถูกตัดสินและประหารชีวิตด้วยการแขวนคอ พร้อมกับเพื่อร่วมสมาชิกอีก 5 คน เนื่องมาจากข้อหาการลอบปลงพระชนม์พระเจ้าซาร์ นอกจากนี้พี่สาวของเขาก็ถูกไล่ออกจากมหาวิทยาลัยด้วยข้อหาเดียวกัน เหตุการณ์ครั้งนี้สร้างความรู้สึกให้เขาอยากเปลี่ยนแปลงสังคมมากขึ้นและกลายเป็นนักปฏิวัติหัวรุนแรง เลนินเข้าศึกษาในคณะนิติศาสตร์มหาวิทยาลัยคาเซน ที่ซึ่งเขาได้ศึกษางานเขียนของ คาร์ล มาร์กซ์ ชื่อว่า “ Capital” จนทำให้เขาเข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้องกับการก่อจราจลของนักศึกษาในมหาวิทยาลัย ส่งผลให้เขาถูกไล่ออกจาการเป็นนักศึกษา เขาได้เขียนหนังสือเรื่อง “What to be done?” มีเนื้อหาเกี่ยวกับการปฏิรูปสังคมเพื่อให้เกิดความเท่าเทียมกัน สาระสำคัญของหนังสือเล่มนี้มี 3 ส่วน คือ พรรคเป็นกำลังปฏิวัติ เป็นผู้นำ และเป็นผู้จัดตั้งขบวนการชั้นกรรมมากร ซึ่งเขาให้ความสำคัญกับชนชั้นกรรมากรเป็นอย่างมากในการเปลี่ยนแปลงสังคม เลนินได้เสนอแนวทางการบริหารของรัฐในรูปแบบของ “สังคมนิยม ”ผ่านงานเขียนของเขา ชื่อ รัฐและการปฏิวัติ (State and revolution) โดยเสนอให้มีสภาที่เรียกว่า “โซเวียต” (Soviet) ซึ่งประกอบด้วยผู้แทนที่ได้รับการเลือกตั้งมาจากกรรมกรผู้ใช้แรงงานเป็นองค์กรหลักในการปกครองประเทศ ซึ่งต่อมาเขาได้กลายเป็นผู้นำพรรคคมมิวนิสต์แห่งสหภาพโซเวียต เขาเสียชีวิตที่เมืองเซนต์ปีเตอร์เบิร์ก และชื่อของเมืองได้ถูกเปลี่ยนเป็นเมือง “เลนินกราด” จนถึงปัจจุบัน


“Without a revolutionary theory there cannot be a revolutionary movement.”

Vladimir Lenin

จะไม่สามารถทำการปฏิวัติใดๆได้ถ้าหากปราศจากการเคลื่อนไหว
 
SHARE
Written in this book
ผู้สร้างอัจฉริยะ
ข้อคิดในการเลี้ยงดูลูกจากพ่อแม่ของผู้เป็นอัจฉริยะบนโลกนี้
Writer
khwanjai
Writer
Writer: Khwanjai W. รับเขียนบทความสุขภาพ และบทความ How to ติดต่อ LineID/Tel 0897333790 Fanpage: https://www.facebook.com/Writer2Happy/

Comments