ต้ังเป้าหมายสิคะ
Stay focused, go after your dreams

and keep moving toward your goals. - LL Cool J 
พี่นัทมีความฝันตั้งแต่เด็กคือ อยากเรียนสูง ๆ เพื่อจะได้เงินเดือนสูงพอที่จะเลี้ยงดูครอบครัว แต่ช่วงวัยรุ่น พี่นัทลิืมความฝันของตัวเอง ทำมันหล่นหายไปตอนไหนก็ไม่รู้ รู้ตัวอีกทีคือ ติด Blacklist ของวิทยาลัย ที่ไม่ปล่อยให้พี่นัทมีโอกาสออกไปฝึกงานตามโรงงาน ห้างร้าน หรือบริษัทใด ๆ ทั้งสิ้น เนื่องจากอยู่ในกลุ่มเป็นเด็กที่มีอานุภาพในการทำลายชื่อเสียงของวิทยาลัยสูง โดยการจัดกลุ่มของคณาจารย์ฝ่ายปกครอง และฝ่ายแนะแนว

ด้วยความเป็นเด็ก พี่นัทจึงเริ่มกังวลใจในเรื่องการหางานทำเมื่อเรียนจบ ใคร...จะรับเด็กจบใหม่ที่ไม่มีประสบการณ์ เหตุการณ์ครั้งนั้นทำให้พี่นัทกลับมาคิดถึงความฝันของตัวเองอีกครั้ง และเริ่มบอกตัวเองว่า เราจะต้องไปถึงฝันนั้นให้ได้

ทำให้กลับมาตั้งคำถามกับตัวเองว่า ถ้าไม่มีใบผ่านการฝึกงาน เราจะใช้อะไรแทนได้ อะไรจะทำให้เราได้งานดี ๆ อะไรทำให้เราเลือกงานได้? คำตอบที่หาได้ในตอนนั้นคือ สมัครทำงานโรงงานช่วงปิดเทอม และไปสมัครเรียนเสริมตอนเย็นที่สถาบันพัฒนาฝีมือแรงงานเพื่อรับใบประกาศนียบัตรว่าเราเป็นผู้เชี่ยวชาญในการอ่าน และซ่อมวงจรอิเล็กทรอนิกส์ ที่ได้ลงมือปฏิบัติจริง เหมือนการได้ไปฝึกงานตามร้านซ่อมทั่วไป...แต่ทั้งสองอย่างก็ทำให้ชีวิตช่วงวัยรุ่นหายไปเลยทีเดียว ถือว่าชดใช้กรรมของตัวเองที่ดันหลงลืมความฝันของตัวเองก่อนหน้านี้

หนทางมันมาทีหลัง...เมื่อเราได้ทำสิ่งสําคัญที่สุดแล้ว นั่นคือการมีเป้าหมายค่ะ
ตามที่พี่นัทเล่าด้านบน...เพียงเพราะพี่นัทจะบอกทุกท่านว่า การมีเป้าหมาย มันจะช่วยเราจัดสรรหนทางให้ไปสู่เป้าหมายนั้นได้เอง งงล่ะสิ...ไม่ต้องงงค่ะ พี่นัทกําลังจะสื่อว่า หากเราไม่มีการตั้งธงไว้ ว่า เราจะไปที่ไหน เพื่ออะไร/เพื่อใคร (เพื่ออะไรเนี่ย สําคัญเลยนะจะบอกให้) เราก็จะเดินไปแบบสะเปะสะปะ ไม่นานก็จะท้อ ว่าไปไม่ถึงไหนสักที แต่หากเรามี เป้าหมาย ว่าเราอยากไปที่ไหน เพื่ออะไร หนทางก็จะวิ่งมาในหัวเรามากมาย ว่าจะเลือกไปทางไหนดี แม้จะเลือกผิดบ้าง หรือมองไม่ค่อยเห็นหนทางบ้าง แต่ถ้าเรายังมั่นคงอยู่กับเป้าหมายเดิม เราจะหาหนทางไปสู่เป้าหมายนั้นได้ ในที่สุด เหมือนที่พี่นัทยังกลับตัวทัน เมื่อนึกถึงความฝันของตัวเอง 

ทำไมต้องตั้งเป้าหมาย?

การตั้งเป้าหมายเป็นขั้นตอนแรกที่มีต่อผลต่อลำดับขั้นความสำเร็จของแต่ละคน โดยที่เป้าหมายจะทำให้เกิด Action Plan ซึ่งมันเป็นสิ่งที่ทำให้ชีวิตของคุณเข้าสู่โหมดการดำเนินการจริงและพาคุณไปสู่คำว่า “ประสบความสำเร็จ” ในด้านที่คุณต้องการ

คนที่ไม่ได้กำหนดเป้าหมายใด ๆ ให้กับชีวิตของตัวเองนั้น มีชีวิตอยู่บนหนทางคดเคี้ยว และใช้ชีวิตอยู่ไปแบบวันต่อวัน เราจึงจะไม่เคยเห็นการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นกับคนเหล่านี้ ไม่ว่าเวลาจะผ่านไป 1 ปี, 3 ปี หรือ 5 ปี ก็ตาม

การตั้งเป้าหมาย ไม่ใช่แค่ทำให้ชีวิตมีทิศทางที่จะเดินเท่านั้น แต่เป้าหมาย มันสามารถพัฒนาเราให้คิดถึงเป้าหมายที่ใหญ่กว่าเดิมได้ เมื่อเราทำสำเร็จเป้าหมายหนึ่ง เราจะต้องถามตัวเองด้วยว่ามันพอเพียงกับที่เราต้องการแล้วจริงหรือ? มันขยับขยายได้อีกมั้ย? หรือมีทางอื่นอีกมั้ยที่จะทำได้ดีกว่าเดิม?

หรือ...เราตั้งเป้าหมายใหม่ให้ยิ่งใหญ่กว่าเดิมได้หรือไม่?

จากนั้นเป้าหมายเล็กๆ จะสามารถพัฒนาไปสู่เป้าหมายใหญ่ได้


ย้อนกลับไปเมื่อ 10 ปีที่แล้ว พี่นัทได้เงินเดือนน้อย จึงคิดหารายได้เสริม มองหาอาชีพเสริม และลงตัวที่ทำขนมขาย พี่นัทเริ่มจากขนมง่ายๆ เช่นวุ้นหลากสี เต้าฮวยนมสด น้ำสมุนไพร ฯลฯ แต่รายได้มันยังไม่เพียงพอกับที่คิดไว้ในใจ

พี่นัทจึงเริ่มลงทุนทางด้านขนมอบ Bakery แล้วการลงทุนก็คุ้มค่า พี่นัทจะง่วนกับการทำขนมในวันหยุด เพื่อนำมาขายในเช้าวันจันทร์ แม้ว่าขั้นตอนการทำขนมอบนั้นยุ่งยากมากกว่า และใช้เวลานานกว่า แต่ผลกำไรมันก็สูงกว่าเป็นเงาตามตัว ซึ่งนอกจากขายได้แล้ว ยังได้เปิดคอร์สสอนจนได้ค่าอุปกรณ์คืนกลับมาหมดในเวลาไม่นานนัก หลังจากนั้น เป็นกำไรล้วนๆ

...แต่เมื่อเวลาผ่านไปสักพัก พี่นัทก็เริ่มหันกลับมาประเมินเป้าหมายของตัวเอง ว่าต้องการเพียงเท่านี้หรือ? พอใจกับทุกสิ่งที่ดำเนินอยู่ตอนนี้จริงหรือ? แล้วเสียงเล็ก ๆ ในใจพี่นัทก็ตอบออกมาว่า 
“เหนื่อยอ่ะ...เสาร์ อาทิตย์ง่วนอยู่ในครัวตั้งแต่เช้ายังค่ำ ไม่ได้โผล่หัวไปไหนเลย เวลาวันหยุดหายไปหมดเลย มันไม่ใช่ความสุขแล้ว มันคือความเหนื่อยต่างหากล่ะ”

...นี่คือเสียงที่ตอบจากตัวเอง

พี่นัทจึงมองเรื่องการตั้งเป้าหมายใหม่อีกครั้ง โดยเริ่มจากความคิดที่ว่า ทำอะไรแล้วมีความสุขกับมัน ทำอะไรที่เหนื่อยน้อยหน่อย หรือลงทุนเป็นครั้งๆ แต่ให้ผลในระยะยาว แล้วพี่นัทก็เจอคำว่า “Passive Income”

จากนั้นพี่นัทก็เริ่มเสาะแสวงหาว่า อะไรบ้างที่พี่นัทชอบทำ และมันจะนำไปสู่การสร้าง Passive income ได้ พี่นัทได้คำตอบมา 2 ข้อ คือ
1. พี่นัทชอบงานเขียน
2. พี่นัทชอบการพยากรณ์

พี่นัทจึงแปลงสิ่งที่ตัวเองชอบ ไปสู่การตั้งเป้าหมาย คือ
1. พี่นัทจะต้องเป็นนักเขียนให้ได้
2. พี่นัทจะต้องเป็นนักพยากรณ์ที่มีความแม่นยำมากที่สุด และนำไปสู่งานเขียนเกี่ยวกับการพยากรณ์ 

ดังนั้น ในระหว่างที่ยังทำขนมขายอยู่ พี่นัทก็สะสมรายได้ไปลงเรียนในสิ่งที่นัทชอบ คือเสาะหาเรียนการพยากรณ์ศาสตร์ต่างๆ แล้วเลือกสิ่งที่ตัวเองคิดว่าชอบที่สุด และมองหาคอร์สการสอนเรื่องงานเขียน ซึ่งพี่นัทกระโจนเข้าไปเรียนทันที เมื่อมีคอร์สนั้น จากนั้นก็ฝึกฝนค่ะ ฝึกๆๆๆ อย่างจริงจัง

ปัจจุบันนี้ พี่นัทเป็นนักพยากรณ์ด้านตัวเลข และไพ่ทาโรต์ที่มีความแม่นยำมาก และมีหนังสือเกี่ยวกับการพยากรณ์ด้วยตัวเลข รวมถึงหนังสือการพยากรณ์ด้วยไพ่จิตตานุภาพ มีคอร์สออนไลน์ทั้งการอ่านไพ่ และตัวเลข มีการทำ Application ขายให้กับลูกศิษย์ ซึ่งล้วนเป็นสิ่งที่สร้าง Passive Income ให้พี่นัท รวมถึงหนังสือเล่มใหม่ที่กำลังจะวางขายในปีนี้ด้วย
 
ในขณะเดียวกัน พี่นัทก็ยังหาเวลาว่าง ไปเรียนเพิ่มเติมในด้านอื่น ๆ เพื่อจะนำมาเป็นวัตถุดิบ ให้พี่นัทสามารถสร้างงานเขียนเพื่อสร้าง Passive income อย่างต่อเนื่อง

ถึงตอนนี้ เป้าหมายต่อไปของพี่นัท คือสิ่งที่ยิ่งใหญ่กว่าเดิม และพี่นัทนำเป้าหมายนั้น มาแปลเป็น Action Plan เรียบร้อยแล้ว

อ่านถึงตรงนี้แล้ว...คุณคงเข้าใจแล้วใช่มั้ยคะ

ว่า...การตั้งเป้าหมายนั้น มันสำคัญกับอนาคตของคุณอย่างไร?
แต่จงจำไว้ว่า การตั้งเป้าหมาย ต้องตามด้วยลงมือทำ
เพราะไม่เช่นนั้นแล้ว...สิ่งมที่คุณคิดว่าเป็นเป้าหมาย มันจะกลายเป็นเพียงแค่...ฝันลม ๆ แล้ง ๆ
และชีวิตของคุณก็จะว่ายเวียนวนอยู่ในลูปเดิม ๆ
SHARE
Written in this book
ลูกจ้างมืออาชีพเขาทำกันแบบนี้ (Employee Professionalism)
หนังสือที่แบ่งปันประสบการณ์บนส้นทางการเป็นลูกจ้างที่ผ่านทั้งการล้มเหลว และประสบความสำเร็จมานับครั้งไม่ถ้วน
Writer
Panchaya
writer
เริ่มต้นมันยาก...แต่ถ้าได้ลงมือ เริ่มต้นเมื่อไหร่ มันจะกลายเป็นสนุก และไม่อยากวางมือลงเลยล่ะ...ไม่เชื่อก็ลองดูสิคะ :-)

Comments