วิจารณ์วรรณกรรมเดเมียน ของ Hermann Hesse
    เป็นโอกาสครั้งแรกที่จะได้วิจารณ์วรรณกรรม งั้นขอเป็นวรรณกรรมที่มาจากประเทศเยอรมัน ซึ่งถูกตีพิมพ์ในปี 1919 ซึ่งเป็นช่วงสงครามโลกกำลังร้อนระอุขอเปิดเรื่องตรงนี้เป็นเรื่องราวของเด็กคนหนึ่งที่จะค้นหาจิตวิญญาณตนเอง แต่บอกตามตรงแล้ว วรรณกรรมเรื่องนี้ผู้เขียนต้องการให้เราเชื่อว่าการส่งพลังทางจิตมีอยู่จริง ซึ่งในตัวผมที่ชอบวิจารณ์ พอมาเจอเรื่องนี้ก็แทบก็ไม่อยากเชื่ออยู่แล้วทั้งนั้น แต่ผู้เขียนคนนี้ที่ได้รับรางวัลโนเบลสาขาวรรณกรรม เป็นอะไรที่น่าทึ่งอย่างมากสำหรับผู้วิจารณ์อย่างผม ต้องบอกก่อนว่างานทางวรรณกรรมอาจจะเป็นวรรณกรรมทางความเชื่อหรือทางความคิดสร้างสรรค์ แต่วรรณกรรมนี้แตกต่างออกไปจากวรรณกรรมอื่นอย่างเห็นได้ชัดขอเริ่มตรงนี้เป็นเรื่องราวของเด็กผู้ชายคนหนึ่งที่จะค้นหาจิตวิญญาณของตนเอง เขาเริ่มสงสัยเรื่องรอบตัวในชีวิตของเขา เพราะว่าชีวิตของเขาถูกกระทบอย่างหนักเมื่อชีวิตอย่างเขาต้องมาเจอโลกอีกโลกหนึ่งที่เป็นเรื่องเลวร้ายตัวดำเนินอย่างเขาคือชื่อ เอมิล ซินแคร์ เขาต้องประสบโชคร้ายที่เขาต้องเจอโครเมอร์ เด็กหนุ่มที่มีความเป็นนักเลงสูง ซึ่งทำให้เขาต้องมาพัวพันกับปัญหาที่ตนเองก่อ นั้นคือการที่เขาก่อเรื่องโกหกเพื่อขอให้เป็นคนอยู่ในกลุ่มด้วย คืออยู่ในกลุ่มที่เขาคิดว่าชั่วร้าย และการคิดว่าอยู่ในกลุ่มนั้นทำให้เขาดูดีในสายตาเพื่อน แต่นั้นทำให้เขาเดินทางผิด แต่มันก็ช่วยไม่ได้ เมื่อเขาต้องประสบภาวะนั้น เมื่อเขาต้องมาอยู่โลกหนึ่ง แต่โลกที่ว่าเป็นโลกของความชั่วร้ายทั้งหมดนั้นเอง ทำให้สิ่งเขาเป็นอยู่แปลกไปหมด ตัวเขาและครอบครัวของเขานับถือคริสต์ศาสนาต้องแปดเปื้อนไปหมด (ซินแคร์คนเดียว)เมื่อเขาเจอสภาวะแบบนี้สถานการณ์เขาจึงลำบากและก็กลัวกับสิ่งที่เกิดขึ้นภายในครั้งหน้าเพราะกังวลใจว่าตัวเองไม่สามารถ กลับมาใช้ชีวิตได้ปกติเพราะโลกรอบตัวเปลี่ยนไป จากเขาที่อยู่โลกรอบตัวได้ตามปกติสุข ชีวิตเขาต้องมาพังทลายไปกับคนที่ชื่อโครเมอร์คนเดียว ผู้วิจารณ์อยากบอกว่าสิ่งที่ซินแคร์ทำถือเป็นการกบฏและท้าทายตัวเองเพื่อค้นหาสิ่งที่ตนเองชอบ อาจบอกได้ว่าตัวดำเนินเรื่องซินแคร์ท้าทายอำนาจชั่วร้ายของอีกโลกยังเห็นได้ชัด เมื่อเขาคิดว่าโลกในคริสต์ศาสนาที่เขาอยู่จะบริสุทธิ์อยู่ตลอด แต่กาลกลับเป็นเช่นนั้นไม่ ชีวิตเขาเต็มไปด้วยความกลัวด้วยการโกหกนี่เอง มันจึงเป็นผลสะท้อนสิ่งที่เขาได้รับและเป็นความทุกข์ที่ฝังใจจนตลอดเรื่อง
กลับมาที่บทของเอมิล ซินแคร์ ตัวเขาคิดเดินทางผิด แต่หารู้ไม่ตัวเขากำลังเรียนรู้ทั้งสองโลก โลกหนึ่งคือโลกแห่งความดี ส่วนอีกโลกคือโลกแห่งความชั่ว ตัวเขาคิดเสมอว่าการได้อยู่โลกแห่งความดี โลกแห่งความสุขของการมีครอบครัวทำให้อบอุ่น แต่กาลกลับเป็นเช่นนั้นไม่ ทุกอย่างเปลี่ยนไปเป็นหน้ามือกับหลังมือ ทุกสิ่งทุกอย่างในสภาวะแวดล้อมถูกกลืนหมดเขาไม่สามารถกลับมาใช้ชีวิตปกติในครอบครัวที่มีพ่อแม่และน้องสาวสองคนได้ มาดูกันว่าทำไมซินแคร์จึงเริ่มเปลี่ยนไปโดยที่ตัวเขาเองก็ไม่รู้ เขากลัวการเผชิญหน้ากับโครเมอร์ นั้นคือการเป็นหนี้สิ่งที่เขาโกหกตลอด โครเมอร์ก็รู้ดีว่าเป็นการโกหก เขาจึงใช้สิ่งนี้เป็นการบังคับซินแคร์ ซินแคร์รู้ดีกว่าเขาตกอยู่ในอันตรายในเงื้อมมือของปีศาจร้าย เขากลัวจนกระทั้งคิดฝัน นั้นเองที่ทำให้เขาไม่มีความสุขจนกระทั้งตัวละครอย่างแมกซ์ เดเมียน ออกมาปรากฏในฉากโรงเรียน เราจะเห็นว่าเดเมียน ตัวละครตัวนี้เป็นสิ่งผิดปกติของทุกคนในโรงเรียน เราจึงไม่รู้เหตุใดเดเมียน จึงมีผู้นินทาต่อว่าร้ายตลอดของเรื่อง ซินแคร์รับรู้ว่าเกิดความผิดปกติและแปลกประหลาดของเดเมียน เขาจึงได้มีโอกาสเจอเดเมียน (เบรคตรงนี้ เราจะเห็นว่าผู้เขียนเรื่องนี้ต้องการให้เห็นว่าเดเมียนเป็นคนเห็นแจ้งหรือเข้าถึงสัจจะแล้ว) ขออธิบายต่อว่าเหตุใดตัวละครอย่างเดเมียนมีการเข้าจิตสภาวะหนึ่งได้ ซึ่งผู้วิจารณ์อย่างผมคงอธิบายไม่ได้เพราะการกระทำของเดเมียนดูแปลกไปในสายตาของซินแคร์ ซินแคร์จึงได้รับรู้ว่ามีข่าวการนินทาถึงว่าเดเมียนเป็นคนไม่มีศาสนาหรือเป็นพวกนอกรีต แม้กระทั้งโดนกล่าวใส่ความร้ายว่า เดเมียนมีเพศสัมพันธ์กับแม่ของเขา จนกระทั้งโดนใส่ความว่าเขามีเรื่องคบกับคนนั้นคนโน่น จนกระทั้งมีข่าวมีการชกต่อยด้วย ซินแคร์จึงรับรู้ว่ามีสิ่งผิดปกติในตัวเดเมียน จึงทำตัวห่างๆ ผู้ชายคนนี้ ระหว่างนั้นเองมีการพบปะโดยเผอิญกับเขา ผู้วิจารณ์คิดว่าเป็นการที่ไม่เหมาะสมที่จะบทสนทนาในหนังสือลง ผู้วิจารณ์ขอบอกกล่าวสั้นๆ ว่า มีการสนทนาในตราอาร์มซึ่งมีการพูดเคนและอาเบลในตราอาร์มบนหน้าผาก ผู้วิจารณ์คิดว่าเรื่องนี้มีการสนทนาในเรื่องใช้คัมภีร์ในศาสนาคริสต์ซึ่งขอหลีกเลี่ยงการพูดสนทนาเรื่องนี้ตรงนี้ด้วยเราจะมาพูดถึงว่าทำไมเดเมียนถึงโน้มน้าวให้เชื่อในพลังในกระแสจิตให้ซินแคร์ให้ฟัง
มาดูบทสนทนาระหว่างซินแคร์กับเดเมียนกันดีกว่า
------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
"คุณสามารถทำให้คนอื่นคิดได้ตามที่คุณต้องการจริงรึเปล่า" ผมถามเขาตอบเสียงเบาเป็นงานเป็นการอย่างผู้ใหญ่ ราวมีคำตอบพร้อมอยู่แล้ว"ไม่หรอก" เขาตอบ "ผมทำไม่ได้ คุณก็เห็นนี่ว่าผมไม่มีพลังจิตที่เป็นอิสระ ทั้งๆ ที่ครูพยายามทำให้เราเชื่อว่าเรามี ใครๆ จะคิดเอาไม่ได้หรอกว่าเขาต้องการอะไร เหมือนกับที่ผมไม่สามารถทำให้เขาคิดในสิ่งที่ผมต้องการนั่นแหละ เป็นไปได้ที่เราจะเพ่งคิดถึงใครคนหนึ่ง แล้วก็เดาได้ว่าเขากำลังคิดหรือรู้สึกอย่างไร แล้วก็บ่อยเสียด้วยที่เราสามารถบอกล่วงหน้าว่า เขาจะทำอะไรต่อไป ความจริงมันก็ไม่ยาก เพียงแต่คนไม่รู้กันเท่านั้นเอง แน่นอน คุณต้องฝึกฝน ตัวอย่างนะ มีผีเสื้อกลางคืนชนิดหนึ่งซึ่งเราจะพบตัวเมียน้อยกว่าตัวผู้ แมลงพวกนั้นก็ออกลูกหลานเหมือนสัตว์อื่นๆ ตัวผู้ผสมพันธ์กับตัวเมีย ตัวเมียวางไข่ คราวนี้ ถ้าคุณจับแมลงตัวเมียไว้อย่างที่นักกีฏวิทยานิยมทำกัน ตัวผู้ก็จะบินมาหาตัวเมีย บินนานหลายๆ ชั่วโมงมาเชียว หลายชั่วโมงในเวลากลางคืน คุณคิดดูซิในระยะหลายๆ ไมล์นั่น แมลงตัวผู้ยังรู้สึกว่าแมลงตัวเมียอยู่ในบริเวณนั้น หลายคนพยายามหาคำอธิบายปรากฏการณ์นี้ แต่นั่นก็ไม่ใช่จะทำได้ง่ายๆ คุณต้องสมมุติเอา ว่ามันต้องมีประสาทสัมผัสพิเศษเกี่ยวกับกลิ่น เหมือนกับหมานักสืบที่สามารถแยกกลิ่นแล้วติดตามกลิ่นซึ่งเราแทบไม่รู้สึก คุณพอจะเข้าใจใช่มั้ย ในธรรมชาติมีสิ่งที่เราไม่อาจอธิบายมากมายนัก แต่ผมก็พอจะพูดได้ว่า ถ้าผีเสื้อกลางคืนพวกนี้มีตัวเมียมากพอๆ กับตัวผู้ เจ้าตัวผู้ก็คงไม่ต้องพัฒนาประสาทรับกลิ่นมากมายถึงขนาดนั้น มันได้สัมผัสพิเศษนี้มาก็เพราะมันต้องฝึก ถ้าสัตว์หรือมนุษย์โน้มใจไปทางใดทางหนึ่งพิเศษ เขาก็จะได้สิ่งนั้นมาก็แค่นั้นเอง กรณีที่เราพูดถึงก็เป็นอย่างนี้ สังเกตคนให้รอบคอบ ไม่ช้าคุณก็จะรู้จักเขาดีกว่าที่เขารู้จักตัวเอง"
----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

จะเห็นได้ว่าเดเมียนใช้พลังจิตในการเป็นอะไรบางอย่างนั่นเอง
มาดูกันสิว่าเฮอร์มาน เอสเส เขียนวรรณกรรม 'เดเมียน' ให้คนอ่านแยบยลยังไงให้คนเชื่อเรื่องพลังจิต เราจะเห็นได้ว่าตัวละครเดเมียนนั้นมีสัมผัสที่หกแล้วนั่นเอง แต่ว่าผู้เขียน เขียนเรื่องนี้ต้องการกลมกลืนให้คนเชื่อได้ยังไงก็เริ่มจากซินแคร์ที่มีปัญหาทางด้านจิตใจ เราจะเห็นได้ว่าตัวละครอย่างซินแคร์ก็เป็นคนธรรมดาคนหนึ่ง แต่หลังจากที่มีเดเมียนเพื่อนร่วมทางด้านจิตวิญญาณ ปัญหาทุกปัญหาได้รับการแก้ปัญหาเสมอ เริ่มจากที่ตัวละครอย่างซินแคร์ ที่เป็นหนี้เรื่องการโกหกกับโครเมอร์อยู่ ซึ่งซินแคร์นั้นมองโครเมอร์เป็นตัวปีศาจร้ายตลอดและหวาดผวาทางด้านจิตใจเสมอมา เดเมียนก็ให้ความช่วยเหลือจนหลุดออกมาได้ การช่วยเหลือของเดเมียนแทบไม่กระดิกนิ้วในการทำร้ายร่างกาย แต่เดเมียนก็เพียงบอกแต่ซินแคร์ว่า ไม่ได้ทำอะไรต่อตัวโครเมอร์ เพียงท้าให้เรียกมาเจอเท่านั้นจะเห็นได้ว่าเดเมียนใช้พลังอำนาจจิตในการจัดการ ซึ่งเดเมียนก็ได้บอกแต่ซินแคร์อีกว่า เขาจะไม่สามารถทำอะไรต่อซินแคร์อีกแล้ว แล้วบอกไม่จำเป็นต้องกลัวอีกต่อไปที่จริงผู้วิจารณ์อยากบอกว่าการกระทำของเดเมียนเป็นการกระทำของการใช้อำนาจทางพลังจิตในการทำให้โครเมอร์กลัวไปนั้นเอง เรามาดูต่อสิว่าผู้เขียนเอสเสต้องการสื่ออะไรถึงผู้อ่านง่ายๆ เลยผู้เขียนต้องการให้เชื่อว่าพลังอำนาจทางด้านจิต เป็นเรื่องของเฉพาะบุคคล การใช้พลังอำนาจจิตเป็นสิ่งที่สามารถทำได้ เพียงแค่เราคิดเรื่องใดเรื่องหนึ่งจนลึกซึ้ง จนกระทั้งคุณสามารถทำเรื่องเหล่านั้นได้นั่นเอง ผลการกระทำจึงออกผลออกมา
ตอนนี้จะมาดูกันว่าทำไมซินแคร์จึงหมกตัวเพื่อค้นหาจิตวิญญาณตัวเองว่าเขาต้องการอะไร หลังจากที่ซินแคร์รู้ตัวเองว่าซึมเศร้าแค่ไหนหลังจากผ่านพ้นเหตุการณ์เลวร้ายนั่นได้ แต่เขาถูกพ่อของเขาถูกส่งไปเรียนที่โรงเรียนประจำแห่งหนึ่งซึ่งที่นั่นซินแคร์ ต้องพบกับอุปสรรค์ที่ตัวเองก่อไว้เช่นกัน ไม่ว่าตัวเองจะทำตัวเสเพล คบเพื่อนคนนั้นคนนี้ แต่ก็ไม่ได้ทำให้เขาค้นพบตนเองที่สุด หลังจากผ่านพ้นเรื่องเศร้า ซินแคร์พบหญิงสาวคนหนึ่งที่พอสามารถอยากจะคบได้ แต่ก็ทำให้ซินแคร์ไม่กล้าเข้าไปคุยมากนัก แต่อยู่ห่างๆ
วันหนึ่งเสียงเรียกภายในจู่ๆเกิดทำให้เขาอยากวาดรูปรูปหนึ่งกับผู้หญิงสาวคนนั้น จนกระทั้งเสร็จ แต่หารู้ไม่ว่ายิ่งเขาวาดผู้หญิงสาวคนนี้ หน้าตาเธอก็คล้ายกับเพื่อนที่อยู่อีกโรงเรียนนั่นคือเดเมียนนั่นเอง ดูคล้ายจนกระทั้งไม่รู้ว่าจะเหมือนหญิงสาวที่เขาชอบซะอีก จนกระทั้งซินแคร์จะส่งรูปนี้ไปให้เดเมียน
วันต่อมาเขาได้รับจดหมายลึกลับที่อยู่บนใต้โต๊ะของเขามันเขียนว่า 'สำหรับผู้ที่ทำลายโลกเก่า จำเป็นต้องทำลายเปลือกไข่'
และนั่นเองที่ทำให้ซินแคร์เอ๊ะใจสงสัยว่ามันคืออะไร พร้อมกับรูปภาพรูปหนึ่งที่เป็นรูปไข่ที่กำลังแตกสลาย จากนั้นครูในโรงเรียนท่านหนึ่งก็สอนถึงวิชาที่เรียนทั่วไป แต่จู่ๆเขาได้ยินคำพูดคำหนึ่งจากครูคนนี้ว่า 'พระเจ้าอะบราซัส' หลังจากนั้นก็ไม่ได้ยินอีก

ดังนั้นเป็นต้นมา ซินแคร์จึงได้ทำการค้นหาพระเจ้าอะบราซัสอย่างแทบเป็นแทบตายในห้องสมุดกลับไม่ค้นพบอะไร ดังนั้นเราจะเห็นได้ว่าซินแคร์ได้ค้นหาพระเจ้าอะบราซัสว่าคืออะไรแต่กลับค้นไม่พบ แต่กลับค้นพบเมื่อได้เจอพิสทอริอุสที่รู้จักพระอะบราซัสอย่างดี พระเจ้าทรงทั้งเป็นความดีและความชั่วด้วย ซินแคร์แปลกใจอย่างมหันต์เมื่อได้รับรู้ว่า พระเจ้ามีทั้งความดีและความชั่วด้วย การประณีประนอมทั้งความดีและความชั่วผู้ที่เข้าถึงทั้งนั้นจะรับรู้ว่าพระเจ้าอะบราซัสมีอยู่จริง การสนทนาอันยาวเหยียด ที่ได้คุยกับซินแคร์ ทำให้รู้ว่าสารจากพิสทอริอุสเป็นสารเดียวกับเดเมียนนั้นเอง ไม่ว่าซินแคร์จะไปที่ไหนเสียงร่ำร้องกู่ก้องของเดเมียนมักเข้ามาใกล้ซินแคร์เสมอ สิ่งนี้เองที่ทำให้ซินแคร์รับรู้ข้อมูลอยู่จริงว่า ซินแคร์ยังอยู่ไกลจากเดเมียนผู้ที่เพื่อนมิตรสหายทางจิตวิญญาณ คอยช่วยเหลือเหลือเสมอ ยามเมื่อซินแคร์อยู่ภาวะขับขันและกลัวโครเมอร์ ถึงตอนนี้เป็นจุดสำคัญมากที่พิสทอริอุสได้คุยกับซินแคร์ว่า  “ไม่หรอกซินแคร์ ผมไม่อาจหลอกตัวเองได้ ศาสนาของเราเสื่อมถอยไปจนคล้ายหมดความเป็นศาสนา กลายเป็นเรื่องของการใช้ปัญญาล้วนๆ ผมอาจเป็นพระโรมันคาทอลิกได้ แต่เป็นพระโปรเตสแตนต์นั้นไม่มีทาง ผู้มีศรัทธาหนักแน่นกลุ่มน้อยจำนวนหนึ่ง-ผมรู้จักบางคน-ยึดกับการตีความตามตัวหนังสือ ผมไม่อาจพูดกับเขาได้ตามที่ผมรู้สึก เช่น ผมไม่อาจบอกเขาว่า สำหรับผมแล้ว พระเยซูหาใช่คนธรรมดาอย่างเราๆ ไม่ แต่ทรงเป็นวีรบุรุษ เป็นตำนาน เป็นเงาพิเศษที่สามารถทำให้มนุษย์เห็นรูปตัวเองฉายทาบไปบนนิรันดร์กาล…” จะเห็นได้ว่าพิสทอริอุสไม่สนใจการเป็นพระเลย สิ่งที่พิสทอริอุสสนใจคือการตั้งศาสนาใหม่ในนามพระเจ้าอะบราซัส สิ่งนี้เอง ที่ซินแคร์กับพิสทอริอุสขัดแย้งกันที่สุดเพราะสิ่งที่พิสทอริอุสคือการยึดติดรูปแบบศาสนานั้นเอง

บทต่อไปนี้จะเป็นบทที่พูดถึงความจริง ความดี ความงาม และสัจธรรมชีวิตอย่างลึกซึ้งมาก มาดูกันว่าแม่อีวาที่เป็นแม่ของเดเมียน ทำไมซินแคร์ถึงชอบแม่ของเดเมียนนักขอนำโค้ทข้อความที่กล่าวซินแคร์ลงต่อไปนี้

“การเกิดน่ะยากเสมอ ซินแคร์ เธอรู้นี่ว่าไม่ง่ายหรอกที่นกจะต่อสู้ออกมาจากไข่ ลองย้อนนึกไปซิจ๊ะ ถามตัวเองว่าเส้นทางที่ผ่านมายากรึเปล่า แล้วมันสวยด้วยใช่มั้ย เธอยังหวังจะพบเส้นทางสวยงามกว่านี้ ง่ายกว่านี้อีกรึ”

ผมส่ายหน้า

“มันยาก” ผมพูดราวกลังหลับ “มันยากจนกระทั้งผมเก็บเอาไปฝัน”

“ใช่ เธอต้องหาความฝันของเธอให้พบ แล้วเส้นทางก็จะง่ายขึ้น แต่ไม่มีฝันใดที่ยืนยาว ความฝันแต่ละฝันจะนำไปสู่ความฝันใหม่ๆ เธอต้องไม่หวังที่จะเอาตัวไปผูกติดอยู่กับฝันใดเป็นพิเศษ”

ผมถูกเขย่าจนถึงราก นั่นคือคำเตือนหรือ นั่นคือท่าทีป้องกันตัวหรือไร แต่ทั้งหมดนั่นก็คืออย่างเดียวกัน ผมเตรียมพร้อมจะให้เธอนำทาง โดยผมจะไม่ถามถึงเป้าหมายเลย

“ผมไม่ทราบ” ผมพูด “ว่าความฝันนั้นของผมจะยืนยาวไปนานแค่ไหน ผมหวังว่ามันจะคงอยู่ชั่วนิรันดร์ ชะตากรรมได้ต้อนรับผมใต้ภาพนี้เหมือนแม่ และเหมือนคนรัก ผมยอมตัวให้กับชะตากรรมนั้น จะไม่เป็นของอะไรอื่น”

“ตราบเท่าที่ฝันนั้นยังเป็นชะตากรรมของเธอ และนานเท่าที่เธอยังซื่อสัตย์ต่อมัน” เธอยืนยันด้วยน้ำเสียงจริงจัง

ความเศร้าเข้าจู่โจมผมทันที นึกอยากตายไปในชั่วโมงน่าหลงใหลนั้น ผมน้ำตาซึม-นานเท่าไหร่แล้วนะเมื่อผมร้องไห้ครั้งสุดท้าย แล้วน้ำตาผมก็ไหลอย่างไม่อาจห้าม ผมผละไปที่หน้าต่างน้ำตากบตา มองไปข้างหน้า ผ่านเลยกระถางต้นไม้ไป

ผมได้ยินเสียงเธอจากข้างหลัง เสียงนั้นสงบ แต่อ่อนโยน ราวเหยือกแก้วปริ่มเหล้าองุ่น

“ซินแคร์ เธอยังเป็นเด็ก ชะตากรรม ของเธอรักเธอมาก สักวันหนึ่งมันจะเป็นของเธอทั้งหมดอย่างที่เธอฝัน ถ้าเธอยังมั่นคงต่อมัน”



แล้วแม่อีวาของเดเมียนก็เล่าเรื่องอีกเรื่องหนึ่งให้ซินแคร์ฟัง

“แล้วเธอก็เล่าถึงเด็กหนุ่มผู้หลงรักดวงดาว หนุ่มคนนั้นยืนอยู่ริมทะเล ยื่นมือสู่สวรรค์ สวดมนต์ถึงดวงดาว ฝันถึงดวงดาว ครุ่นคิดถึงแต่ดวงดาวนั้น แต่เขารู้ หรืออย่างน้อยก็คิดว่าดวงดาวจะไม่มีวันร่วงลงสู่อ้อมแขนของคนธรรมดา เขาเลยคิดว่าเป็นกรรมของเขาที่เกิดมาหลงรักดาวโดยไม่เห็นทางว่าจะมีความหวังหรือได้ความรักสุขสมใจ เมื่อคิดได้อย่างนี้เขาก็ได้พบปรัชญางดงามยิ่ง จะล้มเลิกความต้องการ จะได้พ้นการทนทุกข์ทรมานโดยอาการสงบ และเขาจะได้ชำระขัดเกลาตัวเองกระนั้นความฝันทั้งหลายของเขาก็ยังมุ่งไปที่ดวงดาวนั้น ครั้งหนึ่งขณะเขายืนอยู่บนหน้าผาสูงใกล้ทะเล ตั้งจิตคิดถึงดวงดาวเมื่อไฟรักกำลังแผดเผาใจ หรือไฟโชติโชนมากเข้า เขาทิ้งตัวพุ่งไปกลางหาว มุ่งหน้าสู่หน้าดวงดาวนั้น ขณะพุ่งตัวออกไปนั้นเขาวูบคิดว่า “เป็นไปไม่ได้” แล้วร่างเขาก็ร่วงลงมาแหลกเละอยู่ชายฝั่ง หนุ่มคนนี้ไม่เข้าใจว่าจะรักอย่างไร ถ้าตอนพุ่งตัวออกไปนั้น เขามีศรัทธา มั่นคงในความปีติสุขสุขแห่งความรัก เขาก็จะเหินไปในห้วงหาว ได้ไปอยู่ร่วมกับดาวดวงนั้น...”

“รักจะต้องไม่ไม่คาดคั้นถาม” เธอพูดต่อ “ต้องไม่เรียกร้อง ความรักต้องมีพลังที่จะหาทางไปสู่มั่นใจ รักจะสะดุดหยุดลงทันทีถ้าเราคิดจะดึงมันมาหาเรา หรือเรารู้สึกกว่าเราถูกดึงไป ซินแคร์แม่เป็นคนเร้าให้เกิดความรัก เมื่อความรักนั้นต้องใจแม่ แม่จะมา แต่แม่จะไม่ให้อะไรเป็นกำนัลเธอแน่ แม่ต้องเป็นผู้ชนะ”


จะเห็นได้ว่าเรื่องมีการผสมผสานการใช้พลังจิตและความฝันที่เราอยากได้ สำหรับใครๆที่อ่านเดเมียนแล้ว คนหนุ่มสาวจะต้องบอกว่าชอบแน่นอนกับผลงงานนี้ เพราะสิ่งที่เฮอร์มาน เอสเส ทิ้งผลงานนี้ก็อยากให้คนหนุ่มสาวตื่นขึ้นมาเห็นความจริงที่โลกเราไม่ใช่โลกทั้งวัตถุนิยมอย่างเดียว แต่โลกของเราเต็มไปด้วยเรื่องทั้งด้านจิตวิญญาณด้วย เป็นโลกทั้งความเชื่อและทั้งโลกทั้งวัตถุนิยม จะขาดสิ่งใดสิ่งหนึ่งไม่ได้  
การวิจารณ์วรรณกรรมเรื่องนี้ก็ขอจบลงเพียงแค่นี้


SHARE
Writer
Rotto
Reader
นักเขียนไดอารี่เพื่อความรักและจิตวิญญาณ

Comments