3 ช่องว่างของความสัมพันธ์... ที่ทำให้ใครหลายคนหล่นหายไป

ชีวิตคู่ของแต่ละคนมันไม่เหมือนกัน
สิ่งเปรียบเทียบที่ดีที่สุดที่เคยได้ยินมามันคงจะเป็น 'รองเท้า' ล่ะมั้ง
...ที่มีแต่คนใส่เท่านั้น ถึงจะรู้ว่ารองเท้ามันกัดตรงไหน

บางคู่ดูแฮปปี้มากๆ ถ่ายรูปลงโซเชียลกันได้ทุกวี่ ทุกวัน แต่คบกันได้ไม่นานก็เลิก
บางคู่เห็นมันทะเลาะกันทุกวัน แต่จนป่านนี้ก็ยังอยู่ด้วยกัน รักกันดี ถึงจะยังเถียงกันทุกวัน : p 

ผมมีโอกาสได้นั่งคุยกับเพื่อนของผมคนหนึ่งที่มันกำลังแต่งงาน
เราแลกเปลี่ยนความเห็นกันเรื่องความสัมพันธ์ตามประสาคนอายุเข้าเลขสาม
แน่นอน มันผ่านเหตุการณ์ "เฉียดเลิก" กันมาอยู่เหมือนหลายๆ คู่
...แต่ก็ยังก็ผ่านมันไปได้ 

เราคุยถึงคู่รักของเพื่อนหลายๆ คน ที่เลิกรากันไป 
นั่งวิเคราะห์ถึงเหตุผลที่ทำให้คนสองคนต้องแยกจาก

...มีคนอื่น?
...เข้ากันไม่ได้?
...เธอเปลี่ยนไป?
...หมดใจ?

เหตุผลมันคงมีเป็นร้อยแปด
ที่สิ่งที่น่าสนใจอย่างหนึ่งที่เราเห็นตรงกันคือเรื่องของ 
"ช่องว่างความสัมพันธ์"

สมัยวัยรุ่นมันไม่เคยมีใครมาบอกนี่หว่า ว่าการมีแฟนมันมีหลายมิติแบบนี้
มัน complex และซับซ้อนมากกว่าที่เห็นในนิทาน จูบกันจึ๋งเดียวก็รักกันได้ชั่วนิรันดร์

มารู้เอาก็ผ่านมาเป็น 10 ปี
ที่ว่าความสัมพันธ์มันมีช่องว่าง และการเปลี่ยนแปลง 
ทุกอย่างมันไม่ได้จะเหมือนเดิมตลอดเวลา
เหมือนเราเล่นเกม... ที่ด่านลึกๆ มันจะยากขึ้น
ถ้าเราเผลอไผล ไม่เข้าใจ ไม่ปรับตัว
คงมีอันต้องเลิกรา เกมโอเวอร์ไปง่ายๆ ได้เลย

ผมกับเพื่อนถือวิสาสะตั้งชื่อการเปลี่ยนด่านนี้ว่า "ช่องว่างของความสัมพันธ์"
ซึ่งเราสรุปกันมาได้ 3 ช่องว่างใหญ่ๆ 
จริงๆ มันอาจจะมีมากกว่านี้ก็ได้นะ แต่แค่ยังไปกันไม่ถึง : p


ช่องว่างของความสัมพันธ์ ด่านแรกเลย เป็นช่องว่างที่ทุกคนคงรู้จักกันดี
...มันคือช่องว่างจาก "เพื่อน" ไปเป็น "แฟน"

หลายๆ คู่เป็นเพื่อนกันมาก่อน
ตอนอยู่ในสถานะอื่นๆ ที่ไม่ใช่แฟน มันอาจจะดูดีมากๆ
แต่พออัพเดตเฟิร์มแวร์เท่านั้นแหละ
ต้องลุ้นกันหน่อยว่าจะเจอสิ่งที่ไม่คาดฝันอะไรบ้าง

เราจะได้เห็นหลายๆ มุมของอีกฝ่ายมากขึ้น
เราจะได้เห็นการปฏิบัติของเขากับคนสนิทว่าเป็นยังไง
เราจะเป็น "คนพิเศษ" ที่อีกฝ่ายจะเปิดเผยตัวตนออกมามากกว่าเดิม

ความเจ้ากี้เจ้าการ ความหึงหวง ความเอาแต่ใจ ความใส่ใจมากกว่าปกติ...
นิสัยที่เราไม่เคยรู้ เราจะได้รู้
โลกส่วนตัวของเขาจะเริ่มปรากฏให้เห็นมากขึ้น

ถ้ารับไม่ได้ ไม่นานก็เลิก
ฉะนั้นไม่ต้องแปลกใจเวลาเห็นคู่ไหนคบกันแป๊ปเดียว
มันคือช่องว่างนี้แหละ...

ตอนคุยเป็นเพื่อน หรือตอนจีบ เพิ่งรู้จัก ก็อย่างนึง เป็นแฟนมันอย่างนึง
นั่นคือสาเหตุที่ว่าบางครั้งการดูใจคบเป็นเพื่อนกันนานๆ อาจไม่ช่วยอะไรเท่าไหร่
ลองคบเป็นแฟนดูเดี๋ยวเดียว รู้เลย ใครหมู่ ใครจ่า

ซึ่งถ้าคุณเป็นแฟนกันแล้ว เห็นตัวตนกันมากขึ้นแล้ว และรับกันได้
ยินดีด้วย คุณผ่านช่องว่างแรกมาได้!!! 

ด่านต่อไปนี่สิ มันเป็นช่วงกับดักที่เรียกได้ว่า Sweet Period 
ดั่งโบราณว่าไว้ ยามแรกรัก น้ำต้มผักก็ว่าหวาน
หรือบ้านเราเรียกกันง่ายๆ ว่า "ช่วงโปรโมชั่น"

ก่อนจะถึงช่องว่าง ช่องที่สอง มันจะกินระยะเวลาประมาณ 6 เดือน ถึง 2 ปี
อันนี้ผมไม่ได้ซุยขึ้นมาเอง มันเป็นการวิจัยมาจริงๆ
ว่าความสุขจากความสัมพันธ์ช่วงแรก มันจะอยู่ที่เวลาประมาณนี้
อิงตามการหลั่งฮอร์โมนความสุขของร่างกาย
เวลาประสบพบเจออะไรใหม่, ความตื่นเต้นจากการได้เรียนรู้กันและกัน
รวมถึงความสัมพันธ์ที่เริ่มก่อร่างสร้างตัว...
สมองเราจะสั่งการให้เรารู้สึกมีความสุขเป็นพิเศษ

ไอความรู้สึกเหล่านี้มันจะเริ่มหมดไปแล้วแต่คนและสถานการณ์ 
แต่จะอยู่ที่ประมาณ 6 เดือน ถึง 2 ปี ที่ปรึกษาชีวิตคู่หลายๆ เจ้า เขาเลยแนะนำว่าถ้าจะแต่งงานกับใคร อย่างน้อยๆ ให้ผ่าน 2 ปีไปก่อนก็จะชัวร์มากขึ้นอีกนิด 
...เพราะอย่างน้อยๆ คุณน่าจะผ่านช่องว่างที่ 2 มาแล้ว

ช่องว่างนี้คือ ช่องว่างระหว่าง "แฟน" ไปเป็น "คู่รัก"


ช่วงแรกมันคือการดื่มด่ำไปกับสิ่งที่น่าค้นหาของอีกฝ่าย
เราจะเห็นแต่ข้อดีของเขาและเธอ จนลืมข้อเสียไปซะเยอะ
แต่พอเราผ่านช่องโปร ช่วงหวานหยดย้อย กันไปแล้ว
ทุกคนคงจะหนีไม่พ้นกับการเผชิญหน้า "ตัวตน" ของอีกฝ่ายเข้าให้เต็มๆ 

ข้อดีของอีกฝ่าย ไม่เพียงพออีกต่อไป
ถ้าจะอยู่ด้วยกันได้หลังจากช่องว่างนี้
มันคือการรับข้อเสียของอีกคนให้ได้
ตัวตนเขาเป็นยังไง คุณเข้าใจเขาแค่ไหน? คุณรับเขาได้ไหม?
...ถ้าไม่ มันก็เป็นอีกช่องว่างใหญ่ ที่คนตกหล่น ล้มหายตายจากกันไปมาก

อัตราการหย่าร้างของอเมริกาที่มากกว่า 60% เป็นข้อพิสูจน์
บ้านเมืองเขาแต่งงานกันไว 
พอการเวลาผ่านไป มารู้อีกทีว่า... เฮ้ย ไม่ใช่นี่หว่า 
มันก็ต้องแยกจากกันอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

แต่ถ้ารับกันได้ ยินดีด้วย
จุดนี้น่าจะได้เรียกกันเต็มปากแล้วล่ะมั้ง... ว่าคุณคือ "คู่รัก" กัน!

ผมเข้าใจมาตลอดว่าเมื่อคุณเข้าใจกัน รู้จักกันกับอีกฝ่ายอย่างหมดจดแล้ว
มันไม่น่าจะมีอะไรที่เป็นอุปสรรคใหญ่โตให้ตื่นเต้นอีก
...เว้นแต่คุณจะนิสัยไม่ดีเอง หรือมีมือที่สามมาเกี่ยวข้อง
อันนี้ก็แล้วแต่บุญแต่กรรมล่ะนะ

แต่ผมเพิ่งได้มารู้ความอันตรายของช่องว่างนี้ เมื่อไม่นานมานี้แหละ
มันคือช่องว่างที่หลายคนนึกไม่ถึง หรือไม่ทันนึก...

เคยได้ยินเรื่องอาถรรพ์เลข 7 ไหมครับ?
ที่ว่าคู่รักมักเลิกกันในปีนี้
ทีแรกผมว่ามันไร้สาระระดับหนึ่ง คนมันจะเลิกกันก็เลิก ปีมันเกี่ยวยังไงวะ? เผลอๆ บางคู่ที่เชื่อเรื่องนี้เอามากๆ พอเข้าปีที่ 7 เลยพารานอยด์แดก มีอะไรก็คิดว่ามันเป็นอาถรรพ์ จนทะเลาะกันและเลิกกันเพราะไปอิงตามเรื่องบ้าๆ นี้มากไปซะด้วยซ้ำ

...แต่พอมานึกดูจริงๆ ระยะเวลานี้มันเป็นอีก "ช่องว่าง" ใหญ่อยู่เหมือนกัน

มันอาจจะเป็นช่วงที่คนสองคนเรียนจบได้สักพัก ทำงานบ้าง เรียนต่อบ้าง
ได้เจอสภาพแวดล้อมใหม่ๆ สังคมใหม่ๆ 
เป็นช่วงที่แต่ละคน "เติบโต" ไปในทางชีวิตของตัวเอง
ซึ่งบางครั้ง มันอาจจะทำให้ตัวตนและความคิดที่แต่ละคนเคยเข้าใจกัน...ไม่เหมือนเดิม

มันอาจจะเป็นช่วงเวลาที่หลายคู่กำลังขยับความสัมพันธ์ไปอีกขั้น
หลายคู่คิดถึงถึงอนาคต คิดถึงการอยู่ด้วยกัน คิดถึงการแต่งงาน
เป็นช่องว่างใหญ่จาก "คู่รัก" ที่จะต้องเปลี่ยนเป็น "คู่ชีวิต"

การขยับจากคู่รักเป็นคู่ชีวิต มันเป็นด่านใหญ่โคตรๆ เลยนะครับ
มันมากกว่าเรื่องของความรัก ความเข้าใจ
แต่เป็นการตัดสินใจ ให้ใครสักคน เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตอย่างเป็นทางการ

คำถามอันตรายมากมายจะเริ่มผุดมาในหัว

ถ้าเราอยากสร้างครอบครัว 
...เขาจะดูแลเราได้ไหม? 
...เธอจะเป็นแม่ที่ดีได้ไหม?
ใครบางคนที่เราต้องตื่นขึ้นมาเจอทุกเช้าไปอีกตลอดชีวิต
ใครบางคนที่ต้องแก่เฒ่าไปด้วยกัน
...ใช่คนนี้หรือเปล่า??? 

ถ้าฝ่ายใด ฝ่ายหนึ่งเห็นว่ามันไม่ใช่ หรือ ไม่พร้อม
ถึงจะรักกัน... แต่ความสัมพันธ์ก็จบลงได้ไม่ยาก
เคยได้ยินคำนี้กันใช่ไหม...
"มองไม่เห็นอนาคตร่วมกัน"
ผมว่ามันคือคำนั้นแหละ

คบกัน 7 ปีเลิก...
คบกัน 10 ปีเลิก... 
ผมเห็นมาเยอะอยู่ ที่เลิกกันด้วยช่องว่างอันนี้
เพราะน้ำหนักของมัน อาจจะเป็นจุดเปลี่ยนของชีวิตเลยก็เป็นได้

ช่องว่างของความสัมพันธ์อาจจะไม่ได้มีแค่ 3 ช่วงนี้เท่านั้นนา
มันอาจจะมีมากกว่านี้ก็ได้ แต่แค่คนวัยผมยังไปกันไม่ถึง

ผมไม่รู้ว่าคนมีความรักทั่วๆ ไป เขาจะคิดกันถึงระดับไหน
บางคนอาจจะไม่สนใจอะไรพวกนี้เลยก็ได้
จะแฟน จะคู่รัก จะคู่ชีวิต ก็เหมือนๆ กัน
ถ้าอยู่ด้วยกันแล้วมีความสุขก็พอหรือเปล่า

อันนี้ผมเห็นด้วย
การที่คุณจะเจอใครสักคน ที่จะคบกัน อยู่ด้วยกันได้อย่างไม่มีปัญหา ในทุกช่วงของชีวิต ผมถือว่าเป็นลาภอันประเสริฐแท้ๆ

แต่ถ้ามีปัญหา การที่เรามาย้อนมอง "สถานะ" ของคู่เราเอง
อาจจะช่วยให้เห็นภาพกว้างมากขึ้นได้
ทุกคนต่างเติบโตและเปลี่ยนแปลงกันตลอดเวลา
และเราจะไปคาดหวังให้ความสัมพันธ์มันเหมือนเดิมได้ยังไง

อย่างน้อยๆ เราจะได้เตือนตัวเองไว้
เกิดอะไรขึ้นก็จะได้ประคับประคองกันไปได้ง่ายกว่า
ไม่ได้ใช้วิธีการเดิมๆ แก้โจทย์ที่ถูกเปลี่ยนไปโดยไม่รู้ตัว

ผมมองย้อนไปกับอดีตของเพื่อนผมและคู่รักของมัน...ที่กำลังขยับมาเป็นคู่ชีวิต
...มันก็ผ่านอะไรมามากมายจริงๆ 
ผมไม่รู้หรอกว่าอะไรเป็นสิ่งที่ทำให้มันก้าวข้ามช่องว่างพวกนี้มาได้
ผมไม่รู้ด้วยซ้ำ ว่าข้างหน้ายังจะมีช่องว่างใหญ่ๆ อะไรอีกหรือเปล่า...

แต่นั่นมันก็คงคือชีวิตแหละนะ อะไรๆ มันก็ไม่แน่นอนอยู่แล้ว

เพราะถึงเรากลัวช่องว่างเหล่านี้ให้ตายยังไง
ท้ายสุด... ไม่ว่าเราจะเดินก้าวข้ามมันไปแค่ไหน
ปลายทางมันก็คือหุบเหวที่เลี่ยงไม่ได้อยู่ดี

ซึ่งผมมองว่ามันไม่ใช่เรื่องเศร้านะเหวย
การพลัดพราก อาจจะฟังดูน่ากลัวและใจหาย
แต่ถ้ามองย้อนถึงความสัมพันธ์ และช่องว่างที่เราก้าวข้าม...
เมื่อเราผ่านมันมาได้ มันก็คงเป็นการเดินทางที่ดีๆ ทริปหนึ่งเลยทีเดียว

คิดว่าคงเคยได้ยินคำนี้กันอยู่ละบ่อยๆ ล่ะมั้ง

Life is a journey
not a destination



ชีวิตคือการเดินทาง... ไม่
ใช่จุดหมายปลายทาง



ซึ่งก็คงพูดต่อได้แหละ
ว่ากรณีีนี้...

"ความรักก็เช่นกัน"

: )
SHARE
Writer
Pippo
Entertainer
Actor / Writer / Barista at Storylog

Comments

BackpackerPig
3 years ago
เหมือนเคยอ่านจากหนังสือ เคมีรักระหว่างเรา ก็พูดเรื่องอาถรรพ์เลข7เหมือนกัน
Reply
Mo0nLights
3 years ago
อ่านแล้ว นึกถึงชีวิตตัวเองเลยเฮียโป้ ช่องว่างระยะเวลา 7ปี มุมมอง ความคิดของแต่ละฝ่ายต่างจากเดิม ในส่วนตัวผมบอกผมพอใจแล้วที่เป็นอยู่แบบนี้ แต่อีกฝ่ายบอกอยากมีอนาคตแต่งงานมีลูก มีฐานะที่มั่งคั่งกว่านี้ ในมุมมองของผมเท่าไรถึงเรียกว่ามีทุกอย่าง บ้านมีแล้ว รถมีแล้ว เงินแต่ละเดือนมากพอจะใช้ไร้สาระได้ หนี้สินไม่มี แต่มันไม่มากพอจะไปขอเขาแต่งงาน เขาบอกผมว่าไปขอครอบครัวสิ นี้คือช่องว่างตรงเลข 7 ของผม สุดท้ายก็ต้องยอมปล่อยมือกันไป ตั้งแต่นั้นมาไม่เคยมีผู้หญิงคนใหนที่ผมจะจริงจังอีกเลย ถามว่ากลัวไหมถ้ามี ตอบเลยว่ากลัว กลัวเสียใจ จากไม่เคยร้องไห้จะเป็นจะตายก็เคยแล้วและผ่านมาได้
Reply
Pippo
3 years ago
งืออออ อ่านแล้วเศร้าเบย T T

ยากจริงๆ ครับ บางทีใจได้ แต่เงื่อนไขชีวิตมันไม่ลงตัว ก็ไม่รู้มันจะลงเอยกันได้ยังไง... หวังว่าจะเจอคนที่ลงล็อกในเร็วๆ นี้นะครัช
pete
3 years ago
:)
Reply
Pippo
3 years ago
ทำไมมาโผล่เอาป่านนี้
inditui
3 years ago
อ่านแล้ว ...ได้ความรู้สึก  ได้มองเห็นอะไรหลายๆอย่างที่เคยรู้สึกดีๆมาเป็นปี แต่ท้ายที่สุดคำว่า"พอเถอะ"และ"เสียใจ" ก็ทำให้ต้องหยุดที่จะไปต่อจริงๆครับ
Reply
TaiMosU
2 years ago
มันเศร้าตรง ยังไม่เคยเกิดช่องว่างกับใครเลยนี่สิ
Reply